จากกรณีที่หญิง อายุ 85 ปี ชาว อ. ม่วงสามสิบ จ. อุบลราชธานี ซึ่งป่วยโรคมะเร็งปอด ต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวและจิตใจแตกสลาย หลังถูกลูกบุญธรรมที่ขอมาเลี้ยงตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบ 2 เดือน และส่งเสียเลี้ยงดูอย่างดีจนจบการศึกษาชั้นปริญญาโท ก่อเหตุขโมยทรัพย์สิน เอกสารสำคัญ และแอบนำโฉนดที่ดินไปขายฝากจนหมดสิ้น ด้วยความอับอาย จึงหลบเจ้าหนี้ของลูกบุญธรรมไปอยู่ที่บ้าน แต่เมื่อกลับมาบ้านตัวเองอีกครั้งกลับโดนแจ้งจับข้อหาบุกรุก ตกเป็นผู้ต้องหา อยากให้สื่อหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเรื่องคดี ทวงความเป็นธรรม เพราะจะไม่ยอมย้ายหรือออกจากบ้านเด็ดขาด ตามที่ได้มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น
(อ่านข่าว : สะเทือนใจ! ยายป่วยมะเร็งอ้างลูกบุญธรรมที่เลี้ยงมานานกว่า 50 ปี กวาดโฉนด-ทรัพย์สินเกลี้ยง)
ล่าสุด ช่างบ่ายวันนี้ (20 ส.ค. 2569) พ.ต.อ. คนองฤทธิ์ ดาราช ผกก. สภ. ม่วงสามสิบ ได้รับทราบเรื่อง จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเชิญตัว หญิง อายุ 54 ปี ลูกบุญธรรม มาพบเพื่อขอข้อมูล
ลูกบุญธรรมให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวว่า ตนเองกับคุณยาย (แม่บุญธรรม) อยู่ด้วยกันมาตลอดถึง 54 ปี ไม่เคยห่างไปไหน และเป็นผู้ดูแลคุณยายมาโดยตลอด
ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยทรัพย์สินและเนรคุณนั้น ไม่เป็นความจริง เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาภาระหนี้สินรายวัน จำนวนกว่า 2 ล้านบาท ทำให้ตนเกิดความขัดข้องเรื่องเงิน และพยายามหาทางเคลียร์ปัญหาให้จบ
โฉนดที่ดินที่มีการนำไปวางไว้ ยืนยันว่าโฉนดทั้งหมด 13 ฉบับ เป็นชื่อของตนเอง 8 ฉบับ ส่วนอีก 5 ฉบับเป็นชื่อของพ่อและแม่บุญธรรม ตนไม่ได้นำไปแอบขายฝากตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นการนำไปวางค้ำประกันไว้เพื่อหาเงินมาหมุนเวียนใช้หนี้ โดยตั้งใจจะรอให้ที่ดินขายได้แล้วจะนำเงินมาไถ่ถอน และคืนเงินให้คุณยายทุกบาททุกสตางค์ แต่ทางคุณยายกลับไม่ยอมให้ขาย และเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง จนกระทั่งเกิดปัญหาความขัดแย้ง บานปลายถึงขั้นหลานสาวของคุณยายพาครอบครัวย้ายหนี ขนเสื้อผ้าข้าวของออกไป และปล่อยให้ตนอยู่บ้านคนเดียว ก่อนที่ตนจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าบ้านและถูกเปลี่ยนกุญแจใหม่ ทั้งที่บ้านหลังดังกล่าวตนเป็นผู้ใช้เงินสร้างส่วนใหญ่ร่วมกัน
ส่วนเรื่องของโฉนด 5 ใบ ที่นำไปวางค้ำไว้นั้น ตนมองว่าเมื่อในโฉนดมีชื่อของพ่อบุญธรรม ตนเป็นลูกบุญธรรมก็จะมีสิทธิ์ในมรดกส่วนของพ่อบุญธรรมอยู่แล้ว การที่นำโฉนดไปวางค้ำไว้จึงเป็นสิทธิ์ของตนที่ทำได้ และตนก็ได้บอกคุณยายแล้ว แต่คุณยายอ้างว่าไม่ได้บอก และหาว่าตนเนรคุณ ซึ่งไม่จริงเพราะตนอยู่ดูแลยายมากว่า 50 ปี การเรียนก็เป็นเงินที่ตนส่งตัวเองเรียน บ้านก็สร้างร่วมกัน เป็นชื่อของตน ตนก็มีสิทธิที่จะแจ้งความบุกรุก
ตอนนี้ตนรู้สึกอึดอัดกับข้อกล่าวหาที่ได้รับ และต้องการทวงสิทธิ์ในส่วนของตน โดยเฉพาะสิทธิ์ 25% ในแปลงที่ดิน 8 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา ตนก็อยากจะถามคุณยายว่า ทำไมไม่ยอมเสียสละขายที่ดินแล้วนำมาใช้หนี้ให้ตน ทุกอย่างก็คือจบ ก็แค่นั้น ไม่ได้มีปัญหา
ส่วนที่โฉนดเป็นชื่อของตน ตนจะทำอะไรก็ได้เป็นชื่อตนเอง ตนยอมเสียสละทุกอย่างกับยาย แต่เงินยายทุกบาททุกสตางค์ที่ตนเอามา ตนต้องคืนยาย เขาเรียกว่าแม่กับลูกไหม ต้องถามหน่อย
ทางด้านคดี พ.ต.อ. คนองฤทธิ์ เปิดเผยว่า สำหรับครอบครัวนี้มีการแจ้งความดำเนินคดีกัน 2 คดี คือกรณีที่ลูกบุญธรรมแจ้งจับคุณยายฐานบุกรุก และคุณยายแดงแจ้งจับลูกบุญธรรมฐานลักทรัพย์ ซึ่งทั้ง 2 คดีตอนนี้ พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปยังอัยการเรียบร้อยแล้ว แต่ยังจะมีเรื่องของการฟ้องแพ่งกันเอง เกี่ยวกับการเอาโฉนดไปค้ำประกันเงินกู้ ส่วนนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้เข้าไปดูเรื่องของคดี
ขณะที่นักกฎหมายให้ความเห็นว่า การที่โฉนด 5 ฉบับ ที่ยังเป็นชื่อของคุณยายร่วมกับสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว แม้ลูกบุญธรรมจะมีสิทธิ์ในมรดกส่วนของพ่อบุญธรรม แต่ก็ยังไม่ได้มีการจัดตั้งผู้จัดการมรดก และไม่ได้รับการยินยอมจากคุณยาย ลูกบุญธรรมก็ไม่มีสิทธิ์จะทำธุรกรรมใด ๆ กับโฉนดดังกล่าว จนกว่าจะมีคำสั่งศาลในการจัดการทรัพย์มรดก ส่วนผู้ที่รับโฉนดค้ำประกันอาจจะเข้าข่ายรับของโจรก็เป็นได้