รายการโหนกระแสวันนี้ (3 ส.ค. 2569) พูดคุยประเด็นใหญ่ในสังคมเกี่ยวกับคดีของ ป๋อง, ธง, บอล และฟลุ๊ค ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลอันตราย ก่อนหน้านี้ป๋องได้ก่อเหตุสังหารโหดสองพี่น้องชาวรัสเซีส เหตุกิดในพื้นที่ห้วยใหญ่ จ. ชลบุรี ขณะที่น้องทั้งสองคนขี่ จยย. ออกไปซื้อของ ป๋องและธงได้ขี่รถเข้าประกบและใช้อาวุธปืนข่มขู่โดยแอบอ้างว่าเป็นตำรวจ มีการบังคับใส่กุญแจมือไพล่หลัง แล้วพาน้องผู้ชายซ้อนท้ายป๋อง ส่วนน้องผู้หญิงซ้อนท้ายธงไปในที่ลับตาคน
ในวันเดียวกันนั้นมีการยิงและซ้อมเหยื่อจนเสียชีวิต ก่อนนำไปฝังไว้ในหลุมลึกประมาณครึ่งอก เมื่อตำรวจจับกุมป๋องได้และพาไปชี้จุดเกิดเหตุ ระหว่างทางตำรวจได้สอบสวนจนทราบว่า ป๋องยังได้สังหารโหดพ่อแม่ลูกอีก 3 คน แล้วนำศพไปฝังไว้ในหลุมใกล้เคียงกัน เรื่องนี้สะเทือนขวัญสังคมไทยอย่างมาก
นอกจากนี้ยังพบว่า ป๋องมีประวัติอาชญากรรมโชกโชน เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น และเคยมีคดีกักขังข่มขืนหญิงสาวรายหนึ่งอย่างทารุณ เหยื่อรายนั้นรอดชีวิตออกมาได้ และต้องการมาถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตป๋อง เพราะเชื่อว่าหากได้รับความคุ้มครองลดโทษและออกมาสู่สังคมได้อีก สังคมจะเดือดร้อนและต้องมีคนตายอีกแน่นอน
แขกรับเชิญประกอบด้วย คุณเอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นเหยื่อในอดีต พร้อมด้วย ร.ต.อ. อมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ หรืออาจารย์เบนซ์ อดีตผู้พิพากษา และทนายความ และ ดร. ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ปัจจุบันคุณเออายุ 22 ปี แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เธอถูกละเมิดชีวิตเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเธออายุเพียง 14 ปี ซึ่งคุณเอบอกว่ายินดีที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมด แม้จะเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด
คุณเอ เล่าว่า รู้จักกับป๋องครั้งแรกเพราะเห็นเขาไปเก็บเงินกู้จากแม่ของเพื่อนที่ห้องแถว เธอสังเกตเห็นว่าป๋องมีท่าทางน่าเกรงขามจนเพื่อนต้องสะกิดเตือนว่าอย่าไปมองหน้าเขาแบบนั้น หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน ป๋องได้ค้นหาและเพิ่มเพื่อนในเฟซบุ๊กของเธอมา ทั้งที่เธอไม่เคยตั้งรูปโปรไฟล์เป็นหน้าตัวเองเลย ป๋องทักแชตมาถามว่าเคยรู้จักกันไหม เธอจึงตอบไปว่าเพิ่งเห็นเขาที่ห้องแถวเมื่อ 3 วันก่อน จากนั้นป๋องขอวิดีโอคอลผ่าน Messenger เพื่อดูหน้าว่าเธอเป็นใครและคุยกันตามปกติ ป๋องสอบถามว่าเธอไปทำอะไรแถวนั้นและรู้จักใครบ้าง จนทราบว่าแม่ของเพื่อนเธอเป็นลูกหนี้ของเขา
ในช่วงแรกที่คุยกันเป็นการคุยกันลักษณะพี่น้อง ไม่ได้มีเรื่องชู้สาว ป๋องมักจะทักมาตอนดึกประมาณ 03.00-04.00 น. เพื่อชวนไปกินข้าวหรือพาไปเลี้ยงพร้อมกับลูกน้องของเขา คุณเอพยายามปฏิเสธมาตลอดประมาณ 2-3 ครั้ง โดยอ้างว่าอยู่บ้านเพื่อนหรือไปเที่ยวกับเพื่อน ป๋องจึงบอกให้พาเพื่อนมาด้วยหลาย ๆ คนจะได้ไม่ต้องกลัว
จนกระทั่งครั้งที่ 4 ป๋องชวนเธอไปดูการลองรถที่จะไปแข่งกันที่ถนนหลวง ป๋องพูดในเชิงบังคับว่าปฏิเสธมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ต้องไปให้เห็นหน้ากันสักครั้ง ในตอนนั้นคุณเอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกว่าป๋องมาจีบ เพราะเขาทำตัวเหมือนเป็นพี่น้อง และตัวเธอเองเป็นทอมหรือ LGBTQ+ ที่ชอบผู้หญิง 100% เธอจึงถามเพื่อนว่าจะไปดูรถด้วยกันไหม แต่เนื่องจาก จยย. นั่งซ้อนสามไม่ได้ ป๋องจึงเสนอจะให้ลูกน้องไปรับ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 2561 ป๋องส่งลูกน้องผู้หญิงมารับคุณเอไปที่อู่ของพี่เหน่ง เมื่อไปถึงอู่ เธอได้ทักทายพี่เหน่งที่กำลังทำรถอยู่ พี่เหน่งถามว่ามีน้ำมันรถกันไหม เธอตอบว่าไม่มี พี่เหน่งจึงบอกให้เอาเงินที่เหลือไปเติมน้ำมัน เธอขี่รถออกไปเติมน้ำมันกับเพื่อนผู้ชาย โดยให้เพื่อนผู้หญิงรออยู่ที่อู่ หลังจากเติมน้ำมันเสร็จก็กลับมาที่อู่แล้วพากันไปดูรถแข่งที่ถนนหลวง เส้นที่มักมีเด็กแว้นลองรถและชาวบ้านก็จะแจ้งตำรวจมาไล่บ่อย ๆ ซึ่งในคืนนั้นตำรวจก็มาไล่จริง ๆ ทำให้ทุกคนต้องแยกย้ายกันกลับ
คุณเอและเพื่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน หลังจากกลับมาถึงบ้าน เจ้านายของเพื่อนผู้ชายโทรมาตามเพื่อนให้กลับไปคุยเรื่องงาน คุณเอพยายามรั้งเพื่อนไว้แต่เพื่อนต้องไป เธอจึงทักไปหาป๋องเพื่อขอให้ช่วยพาเพื่อนอีกคนมาส่งเพราะเธอไม่มีรถแล้ว ต่อมาป๋องโทรวิดีโอคอลมาหาเธอด้วยน้ำเสียงซีเรียส บอกว่าเจ้าของอู่โทรมาแจ้งว่าของในอู่หายไป ป๋องกล่าวหาว่าพวกเธอแอบหยิบของไปตอนที่เขานั่งหันหลังทำรถอยู่ คุณเอรู้สึกกังวลมากเพราะถูกกล่าวหา ทั้งที่ยืนยันว่าไม่ได้เอาอะไรไป ป๋องจึงหลอกให้เธอมาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ โดยบอกว่าเขาเป็นคนพามาจึงต้องรับผิดชอบ และอาสาจะให้ลูกน้องไปรับ
แต่แทนที่จะพาไปที่อู่ ลูกน้องผู้ชายกลับขับรถพาคุณเอเข้าไปในซอยลึกที่กำลังทำทางอยู่และมืดมาก เมื่อถามว่าจะไปไหนเขาก็บอกว่าจะไปหาเพื่อน เมื่อไปถึงเธอพบป๋องกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ส่วนเพื่อนเธอนั่งกอดเข่าอยู่กับลูกน้องผู้หญิง เพื่อนบอกเธอว่าป๋องกล่าวหาว่ายาไอซ์หายไป ป๋องเดินเข้ามาหาพร้อมกับถืออาวุธปืนไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง เขาบอกไม่ให้ตกใจและอ้างว่ายาไอซ์ที่หายไปมีมูลค่าประมาณ 50,000 บาท คุณเอยืนยันกับป๋องว่าพวกเธอไม่ได้เล่นยาและไม่รู้เรื่องยาที่หายไป
ป๋องอ้างว่าต้องรอให้เจ้าของอู่มาเปิดกล้องวงจรปิดตอนเช้าเพื่อดูความจริง และให้ทุกคนรออยู่ที่นั่นก่อน คุณเอเห็นว่าเพื่อนต้องรีบกลับบ้านเพราะเกรงจะมีปัญหากับแม่ เธอจึงเสนอตัวว่าจะอยู่เองเพื่อให้เพื่อนกลับไปก่อน เนื่องจากเธอไม่มีพ่อและแม่เสียชีวิตไปแล้ว จึงอาศัยอยู่กับป้า ยอมรับว่าเธอค่อนข้างเกเร ป๋องจึงยอมให้ลูกน้องไปส่งเพื่อนของเธอและบอกไม่ต้องกลัวเพราะมีลูกน้องผู้หญิงอยู่เป็นเพื่อน
ทันทีที่เพื่อนผู้ชายกลับไปและลูกน้องผู้ชายกลับมา ป๋องสั่งให้เธอลุกขึ้นแล้วจับเธอรวบแขนใส่กุญแจมือไพล่หลังทันที ป๋องอ้างว่า “ต้องทำตามขั้นตอน” และย้ำว่าถ้าให้ความร่วมมือก็จะไม่เจ็บตัว ป๋องขู่ว่าอย่าคิดหนีเพราะเขามีปืน แล้วพาเธอนั่งรถวนไปวนมาในซอยที่เธอไม่รู้จักจนสับสนเส้นทาง สุดท้ายป๋องบังคับให้เธอกินยาสีฟ้าเม็ดเล็ก ๆ 2 เม็ด โดยอ้างว่าเป็นยาแก้แพ้อากาศ แม้เธอจะพยายามปฏิเสธ แต่เขาก็หว่านล้อมว่าอย่ากลัวเลยเพราะเธอเป็นรุ่นลูกและเขามองเธอเป็นทอมเหมือนลูกหลาน แต่หลังจากกินยาไป ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

คุณเอเล่าต่อว่า หลังจากกินยาเข้าไป เธอจำไม่ได้ว่าหลับไปตอนไหน แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งพบว่ามือข้างหนึ่งถูกใส่กุญแจมือล็อกไว้กับหัวเตียงภายในห้องพักของป๋อง เธอตื่นขึ้นมาในสภาพสะลืมสะลือ ขณะที่ป๋องกำลังพยายามจะข่มขืนเธอ เธอพยายามขัดขืนและบอกป๋องว่าอย่าทำแบบนี้เพราะเธอเป็นทอม แต่ป๋องไม่ฟัง เนื่องจากเธอตัวเล็กกว่าป๋องมากในขณะนั้น จึงทำได้เพียงใช้มือและเท้าต่อสู้เท่าที่ทำได้ เมื่อเห็นเธอสู้สุดฤทธิ์ ป๋องจึงต่อยเข้าที่ท้องของเธอ และป๋องยังได้คว้านิ้วมือของเธอและขู่ว่าจะหักนิ้วให้หมดหากเธอไม่ยอม
ในระหว่างที่เธอร้องขอชีวิตและอ้อนวอนว่าอย่าทำอะไรเธอเลย ป๋องกลับพูดด้วยน้ำเสียงน่ากลัวว่า “อยากร้อง ร้องไปเลย น้ำตาไม่มีผลกับพี่หรอก เพราะพี่ชอบ” และเมื่อเธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือจริง ๆ เขาก็บีบคอเธอไว้ไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา
หลังจากละเมิดเธอแล้ว ป๋องได้ถามเธอด้วยความท้าทายว่า อยากไปแจ้งความไหม จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดคลิปวิดีโอที่เขาถ่ายเก็บไว้ขณะกำลังซ้อมและกระทำทารุณต่อผู้อื่น โดยบอกว่านี่คือรางวัลหรือผลลัพธ์ของคนที่ไปแจ้งความ เขาบังคับให้เธอดูคลิปเหล่านั้นจนจบทุกคลิป ซึ่งในคลิปส่วนใหญ่เป็นคนที่ถูกซ้อมจนต้องร้องขอชีวิต เมื่อเขาถามย้ำพร้อมกับถืออาวุธปืนและพูดข่มขู่ เธอจึงต้องตอบไปด้วยความกลัวว่า “ไม่แจ้งความ” ซึ่งป๋องยังพูดต่อว่า “ต่อให้ไปแจ้งความพี่ก็รู้อยู่ดี”
คุณเอถูกกักขังไว้ในห้องนั้นเป็นเวลานานร่วม 3 เดือน โดยในช่วง 2 เดือนแรกเธอถูกล็อกกุญแจมือไว้ตลอดเวลา ป๋องจะปลดกุญแจมือให้เฉพาะตอนเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ หรือตอนนั่งกินข้าวที่เขาซื้อมาให้เท่านั้น แต่เมื่อทำธุระเสร็จหรือเมื่อเขาต้องออกไปข้างนอก เขาก็จะล็อกเธอไว้เหมือนเดิม
ป๋องเป็นคนที่มีความระวังตัวสูงมาก แค่เธอพยายามจะพลิกตัวหรือลุกขึ้นขณะเขาหลับ เขาก็จะรู้สึกตัวทันทีและถามว่าจะไปไหน เขาข่มขู่เธอเสมอว่า “ถ้าคิดว่าวิ่งเร็วกว่าลูกปืนก็ให้ลองหนีดู” ส่วนเหตุผลที่ไม่มีใครตามหาเธอนั้นเป็นเพราะป๋องยึดโทรศัพท์ของเธอไปตั้งแต่วันแรก และสวมรอยเป็นเธอตอบแชตของป้าและเพื่อน ๆ ว่ายังไม่อยากกลับบ้านและพักอยู่บ้านเพื่อน
คุณเอไม่กล้าตะโกนขอความช่วยเหลือ เพราะป๋องขู่ไว้ว่ามีลูกน้องดักเฝ้าอยู่ข้างนอกตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งป๋องบอกว่าจะออกไปทำธุระและจะกลับมาตอนตี 2 เธอเฝ้ารอจนถึงเวลาประมาณตี 2 ครึ่ง เมื่อเห็นว่าเขายังไม่กลับมา เธอจึงตัดสินใจเสี่ยงเปิดประตูหนีออกมา เมื่อก้าวพ้นประตูเธอถึงกับร้องไห้เพราะพบว่า ห้องเช่านั้นตั้งอยู่บนเนิน และจริง ๆ แล้วมีคนอาศัยอยู่ใกล้เคียงมากแต่เธอไม่เคยรู้เลยตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา เธอยิ่งตกใจเมื่อพบว่าจุดที่เธอถูกขังอยู่นั้นคือบริเวณที่เธอรู้จักดี ไม่ได้ไกลมาก แต่กลับไม่รู้เลยว่าถูกขังอยู่ตรงนี้มาตลอด
คุณเอวิ่งหนีออกมาโดยเลือกไปทางที่มีเสียงหมาเห่า เพราะคิดว่าน่าจะมีบ้านคน แม้จะถูกหมาวิ่งไล่กัดเธอก็ยังคงวิ่งต่อไปจนถึงปากทาง โชคดีที่เธอได้พบกับพี่ชายของเพื่อนสนิทที่ขับรถผ่านมาพอดี เธอจึงรีบกระโดดขึ้นรถและบอกให้เขารีบขับออกไป เพราะกลัวป๋องจะตามมา ซึ่งนายป๋องจะมีอาวุธปืนและมีดติดตัวตลอดเวลา
เมื่อกลับถึงบ้าน ป้าถามว่าหายไปไหนมา แต่เธอก็ไม่กล้าเล่าความจริงให้ใครฟังเพราะความอายในสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากอยู่บ้านได้เพียง 2 วัน เธอจึงหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่กับรุ่นพี่ที่สนิทอีกคนหนึ่ง
ในด้านข้อกฎหมาย อาจารย์เบนซ์ และ ดร. ธนกฤต ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์นี้เข้าข่ายความผิดหลายข้อหา ทั้งกักขังหน่วงเหนี่ยว ความผิดทางเพศ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน แม้เหตุการณ์จะผ่านไป 7 ปี แต่เนื่องจากในขณะนั้นเหยื่อยังเป็นเยาวชน กฎหมายคุ้มครองเด็กจะมีบทลงโทษที่สูงกว่าปกติ และอายุความในคดีลักษณะนี้คือ 10 ปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่หมดอายุความ สามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมได้ โดยจะมีการประสานงานกับกรมคุ้มครองสิทธิ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป

คุณเอเล่าต่อว่า เธออยู่ที่บ้านได้เพียง 2 วัน ก็ต้องย้ายไปอยู่กับรุ่นพี่ที่อื่น เมื่อเธอปรึกษาและเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุให้รุ่นพี่ฟัง รุ่นพี่เตือนทันทีว่าเธอซวยและแย่แล้ว เพราะบุคคลนี้เป็นขาใหญ่ที่น่ากลัวและมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีในพื้นที่ ต่อมาป๋องได้ส่งข้อความมาข่มขู่ถามว่าใครสั่งให้หนี และขู่ว่าไม่กลัวหรือไม่อายใช่ไหมถ้าเขาจะเปิดเผยเรื่องราว รวมถึงขู่ว่าจะฆ่าป้าและน้องของเธอด้วย
ป๋องได้ถ่ายรูปหน้าบ้านของเธอส่งมาให้ดูเพื่อยืนยันว่าเขารู้ที่อยู่ และยื่นคำขาดว่าถ้าไม่กลับมาจะฆ่าป้ากับน้องทิ้งจริง ๆ พร้อมกับบอกให้เธอกลับมาในตอนที่เขายังอารมณ์ดี ไม่เช่นนั้นจะไปเอาตัวเธอกลับมาในสภาพวิญญาณ ด้วยความกลัวและเป็นห่วงครอบครัวที่ไม่รู้เรื่องด้วย เธอจึงถามว่าถ้ากลับไปเขาจะไม่ทำอะไรใช่ไหม ซึ่งป๋องตอบตกลงแต่ต้องกลับมาตอนที่เขาอารมณ์ดีเท่านั้น จากนั้นเขาก็ส่งลูกน้องผู้ชายมารับเธอกลับไป
ในตอนนั้นคุณเอไม่ได้ไปแจ้งตำรวจ เพราะเธออายุเพียง 14 ปี และรู้สึกอายมากที่เป็นทอมแต่ถูกละเมิด ทำให้ลำบากใจที่จะบอกใคร
เมื่อกลับไปหาป๋องได้ไม่นาน เขาก็เริ่มหาเรื่องทำร้ายร่างกายเธอเพราะเธอมีหน้าตาบึ้งตึงไม่อยากยิ้ม ป๋องเตะเธออย่างแรงจนหน้าไปกระแทกกับพื้นปูน และเมื่อเธอพยายามสู้เขาก็บีบคอเธอเหมือนจะเอาให้ตายจนเธอต้องยอมแพ้ หลังจากถูกทำร้ายร่างกายครั้ง เธอจึงตัดสินใจวางแผนหนีอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 โดยอาศัยจังหวะที่ป๋องออกไปข้างนอกในตอนกลางวัน ให้เพื่อนมารับหนีออกนอกพื้นที่ไปอยู่ที่อื่นใน จ. ชลบุรี และพยายามไม่ใช้งานโซเชียลมีเดียเพื่อหลบซ่อนตัวนานเป็นเดือน
จนกระทั่งเรื่องเริ่มเงียบลง เธออยากกลับบ้านเพราะเกรงใจเพื่อนที่เธอไปอาศัยอยู่ด้วย ป้าจึงหาทางมารับเธอกลับ ในตอนนั้นเพื่อนแนะนำให้ไปแจ้งความไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย เธอจึงไปแจ้งความที่ สภ. บางละมุง ว่าถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและละเมิด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่นกลับบอกว่าต้องไปแจ้งที่ สภ. ห้วยใหญ่ เพราะเป็นเขตพื้นที่เกิดเหตุและพวกเขาช่วยอะไรไม่ได้ เธอพยายามย้ำว่าเธอถูกขู่ไว้ว่าถ้าแจ้งความป๋องจะรู้และจะตามมาซ้อม พร้อมทั้งเล่าเรื่องคลิปวิดีโอทารุณกรรมให้ฟัง แต่ตำรวจคนนั้นกลับตอบเพียงว่า “แล้วจะให้ผมทำยังไง ในเมื่อไม่ใช่เขตรับผิดชอบของผม”
หลังจากกลับมาอยู่บ้านได้ไม่กี่วัน ป๋องส่งคนรู้จักมาขู่ให้เธอกลับไป โดยบอกว่าถ้าเขาไปเจอเธอเมื่อไหร่จะใช้มีดกรีดปากให้ถึงรูหู ต่อมามีเหตุการณ์เสียงปืนดังขึ้นหน้าบ้านเธอตอนตี 2 ประมาณ 2 นัด ทำให้เธอและป้าหวาดกลัวมาก เธอรู้สึกผิดที่นำความเดือดร้อนมาให้ครอบครัว จึงตัดสินใจติดต่อกลับไปหาป๋องและตกลงจะกลับไปหาเขาอีกครั้ง
ป๋องมารับเธอไปที่บ้านหลังหนึ่งและหยิบจอบขึ้นรถมาด้วย ก่อนจะขับพาเธอไปทางเส้นทางชากแง้วซึ่งมืดและเปลี่ยว (เป็นจุดเดียวกับที่มีการพบศพชาวรัสเซีย) ป๋องพาเธอเข้าไปในป่า ใส่กุญแจมือ และผลักเธอลง ก่อนจะเริ่มลงมือขุดดินเป็นหลุม ในระหว่างที่ขุดเขาพูดท้าทายว่า ถ้าอยากหนีก็ให้วิ่งไปได้เลย พร้อมกับถกเสื้อให้เห็นปืนที่เหน็บอยู่ที่เอว เมื่อขุดหลุมเสร็จ ป๋องบอกกับเธอว่า “เอ้า เนี่ยบ้านมึง ลงไปสิ”
หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้กระแสจากคนส่วนใหญ่ในประเทศต้องการให้มีการประหารชีวิตป๋องและพวก เพราะกังวลว่าหากได้รับการลดโทษและออกมาสู่สังคมอีกครั้ง อาจไปก่อเหตุกับลูกหลานหรือครอบครัวของใครอีก และคนในสังคมอาจต้องลงไปนอนอยู่ในหลุมเหมือนเหยื่อรายอื่น ๆ สังคมไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอันตรายเช่นนี้ได้ และกระบวนการยุติธรรมควรมีการจัดการที่เด็ดขาดกว่าการลดโทษตามชั้นนักโทษ
ในช่วงของการปรึกษาข้อกฎหมาย อาจารย์เบนซ์ได้ชี้แจงประเด็นที่เหยื่อเคยไปแจ้งความแล้วถูกปฏิเสธ เนื่องจากอยู่นอกเขตอำนาจสอบสวนว่า การรับคำร้องทุกข์กับการสอบสวนเป็นคนละเรื่องกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 124 ประชาชนสามารถร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นท้องที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติปี 2564 ที่ระบุให้พนักงานสอบสวนที่รับเรื่องต้องรวบรวมหลักฐาน และส่งต่อไปยังท้องที่รับผิดชอบภายใน 3 วัน โดยห้ามปฏิเสธการรับแจ้งความโดยอ้างเรื่องนอกเขตพื้นที่

กลับมาที่เรื่องราวของคุณเอ คุณเอเอเล่าต่อว่า ในขณะที่ป๋องขุดหลุม เขาบอกเธอว่าถ้าจะวิ่งหนีก็วิ่งไปเลย แต่เขาก็ถกเสื้อโชว์ปืนให้เห็น เมื่อขุดเสร็จเขาบอกให้เธอลงไปโดยพูดว่า “เนี่ยบ้านมึง” คุณเอบอกว่าเธอไม่ได้ร้องขอชีวิตตามที่มีบางกระแสข่าวนำเสนอ แต่เธอนั่งร้องไห้เงียบ ๆ เพราะป๋องเคยบอกว่าน้ำตาไม่มีผลกับเขา เธอจึงคิดว่าร้องไปเขาก็ไม่สงสาร เธอพยายามจะไม่ร้องไห้ด้วยซ้ำ แต่น้ำตามันไหลออกมาเอง
ป๋องถามเธอพร้อมเอาปืนจ่อและเอามีดพกแนบหน้าว่า “ไปแจ้งความมาเหรอ คิดจะแจ้งจับพี่เหรอ” ซึ่งเธอก็ยังไม่ทราบจนถึงทุกวันนี้ว่าเขารู้ได้อย่างไร ว่าเธอแอบไปแจ้งความที่บางละมุงมา
ป๋องข่มขู่ต่อว่าหากเธอหนีไปอีกจะพามาฝังทั้งเป็นที่นี่ แล้วเขาก็ยิงปืนลงไปในหลุม 2 นัด ก่อนจะพาเธอกลับบ้าน หลังจากนั้นเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความจำยอม
จนกระทั่งวันหนึ่งป๋องพาเธอไปพบคนที่เขาอ้างว่าเป็น “ลูกพี่” เพื่อไปรับยาบ้าจำนวน 1 มัด เธอเล่าว่าจำหน้าคนนั้นได้ไม่ชัดเจนเพราะผ่านมานานแล้ว แต่จำได้ว่าเมื่อไปถึง ป๋องได้แนะนำกับลูกพี่คนนั้นว่าเธอเป็นเมีย ลูกพี่คนนั้นมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหัวเราะ เมื่อขับรถออกมา ป๋องเล่าให้เธอฟังว่าคนนั้นคือลูกพี่ที่เป็นตำรวจอยู่ที่ห้วยใหญ่ และย้ำว่าถ้าวันนั้นเธอไปแจ้งความที่นั่นเธอก็คงโดนจัดการไปแล้ว ป๋องยังถามเธออีกว่าอยากมีทองใส่ไหม เพราะเขาจะขายยามาซื้อให้ แต่เธอตอบกลับไปว่า “เป็นถึงตำรวจแต่เอายามาให้ขาย ต่อให้ขายแล้วมีเงินซื้อมาใส่ จะภูมิใจจริง ๆ เหรอ”
คำพูดของเธอทำให้ป๋องไม่พอใจ เมื่อกลับถึงบ้านเขาหยิบปืนออกมาขึ้นลำจ่อหน้าผากเธอแล้วบอกว่า “เรื่องไหนไม่ใช่เรื่องของมึง ไม่ต้องเสือก” ในตอนนั้นคุณเอเล่าว่าเธอหมดความอดทน และเดินเข้าหาปลายปืนพร้อมท้าให้เขายิงเลย เพราะไม่อยากทรมานแล้ว ป๋องขู่ว่าคนไม่มีญาติอย่างเธอถ้าถูกยิงตายแล้วฝังหลังบ้านก็ไม่มีใครรู้ สุดท้ายป๋องไม่ได้ยิงแต่ใช้ปืนตบเข้าที่หน้าเธอจนล้มลง แล้วบอกว่า “กูไม่ยิงทิ้งหรอก กูชอบที่จะทรมานมึงไปแบบนี้เรื่อย ๆ” จากนั้นก็กระชากคอเสื้อลากเธอเข้าบ้าน
ดร. ธนกฤต ระบุว่า ได้ประสานไปยังกรมคุ้มครองสิทธิฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดูแลความปลอดภัยและดำเนินคดีกับป๋องเพิ่มเติม เพราะคดีที่กระทำต่อคุณเอยังไม่หมดอายุความ และต้องนำไปรวมกับคดีใหม่ที่เขาก่อเพื่อเพิ่มน้ำหนักโทษ
นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาถึงกฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ (JSOC) เนื่องจากป๋องมีประวัติเข้าออกคุกมาแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 2560 ในคดีข่มขืน พยายามฆ่า ปืน และยาเสพติด ซึ่งหากมีการใช้มาตรการเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด ก็อาจจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดกับชาวรัสเซียได้ ดร. ธนกฤติ ให้ความเห็นว่า กรณีของป๋องควรจะต้องได้รับการมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิดแม้จะพ้นโทษไปแล้ว เพื่อไม่ให้กลับมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมซ้ำอีก ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องมีการมาพูดคุยเรื่องข้อกฎหมายกันต่อไป

คุณเอได้เล่าเสริมว่า นายป๋องจงใจกรีดแขนตัวเองจนเป็นรอยแผลเป็นเต็มแขน โดยบอกว่าเขาตั้งใจทำแบบนี้เพื่อให้ได้ใบรับรองทางจิตเวช เพื่อที่ว่าต่อให้ต้องเข้าคุกไปเขาก็จะอยู่ได้ไม่นานและจะได้ถูกปล่อยตัวออกมา
ในประเด็นเรื่องการอ้างสิทธิ์ทางจิตเวช อาจารย์เบนซ์ได้ชี้แจงเพื่อความสบายใจของสังคมว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 การเจ็บป่วยหรือโรคจิตไม่ใช่แค่การกรีดแขนแล้วศาลจะเชื่อ เขาเคยตัดสินคดีนักศึกษาที่แทงหมอจิตเวชที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งจำเลยมีใบรับรองแพทย์จริง แต่เมื่อไต่สวนแล้วพบว่าพูดจารู้เรื่องและต่อสู้คดีได้ ศาลก็ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้นในกรณีของนายป๋อง หากพิสูจน์แล้วว่าต่อสู้คดีได้ก็ไม่เป็นเหตุลดโทษ หากอ้างว่าป่วยจริงศาลจะส่งไปรักษาให้หายก่อนแล้วจึงกลับมาดำเนินคดีตามปกติ ไม่ใช่เหตุบรรเทาโทษหรือทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
น้องเอเล่าถึงเหตุการณ์ช่วงที่นายป๋องถูกจับในปี พ.ศ. 2561 ว่าก่อนหน้านั้นเธอได้รับอิสรภาพชั่วคราว แต่ยังถูกบังคับให้ไปไหนมาไหนด้วย วันที่เกิดเหตุยิงกัน นายป๋องไปมีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่นแล้วโดนซ้อมกลับมา เขาจึงพาเธอมาส่งที่บ้านก่อนจะย้อนกลับไปยิงกลุ่มนั้น นายป๋องเล่าว่าเขาตั้งใจจะยิงขู่ แต่มีผู้เสียหายคนหนึ่งเป็นทหารเกณฑ์พยายามเข้ามาหยุด เขาจึงยิงเข้าที่ท้องนัดแรก และยิงนัดที่สองจนล้มลง หลังจากนั้นนายป๋องสั่งให้เธอเก็บเสื้อผ้าเพื่อหนีไปด้วยกัน โดยอ้างว่าเขาไปยิงคนมา
ในระหว่างการหลบหนี คุณเอเชื่อมั่นว่านายป๋องเป็นเด็กตำรวจ เพราะมีตำรวจคอยโทรรายงานความเคลื่อนไหวตลอดว่าตำรวจกำลังจะไปถึงจุดไหนให้รีบหนี ซึ่งอาจารย์เบนซ์และ ดร. ธนกฤต วิเคราะห์ว่าอาจเป็นวงจรที่ตำรวจคนนั้นเอายาเสพติดให้นายป๋องขาย เมื่อนายป๋องมีชนักติดหลังจึงเกิดการแบล็กเมลส่งข่าวกันเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนซัดทอด
หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งว่าในรายการว่า ตอนนี้กรมคุ้มครองสิทธิฯ และ ผบ.ตร. กำลังดูแลเรื่องนี้ และตำรวจคนดังกล่าวจะต้องรับผิดชอบหากมีอะไรเกิดขึ้นกับน้องเอ
คุณเอเล่าต่อว่า แม้ในช่วงที่นายป๋องติดคุก เขาก็ยังคงข่มขู่ให้เธอไปเยี่ยมเสมอ บอกให้ดูแลพ่อของเขา แต่เมื่อเธอไปเยี่ยมเขาก็จะขู่ฆ่าหากรู้ว่าเธอมีชู้หรือหนีไป ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. เมื่อเธอไปเยี่ยมแต่ถูกนายป๋องด่าทอและขู่ฆ่าเพียงเพราะเธอไม่ได้มาหาในวันเกิดเมื่อเดือน ม.ค. ทั้งที่เขาให้คนซื้อเค้กมารอหน้าเรือนจำแล้ว น้องเอจึงตัดสินใจท้าทายกลับไปว่าให้ฆ่าเธอให้ตายไปเลย เพราะถ้าเธอไม่ตาย นายป๋องนั่นแหละที่จะตาย แล้วเธอก็เดินออกมาและไม่กลับไปอีกเลย
หลังจากนั้นตำรวจที่นายป๋องเรียกว่าลูกพี่ได้โทรมาบอกให้เธอไปเป็นพยานให้นายป๋องในศาล แต่เธอกลับได้รับข้อความจากเบอร์นั้นอ้างว่า “นายป๋องสั่งให้เอายามาคืนด้วย” เธอจึงรู้ทันทีว่ากำลังจะโดนวางงานหรือยัดข้อหายาเสพติด เธอตัดสินใจทิ้งทุกอย่างทั้งรถและโทรศัพท์ไว้ที่บ้านนายป๋องแล้วหนีไปอยู่ภาคใต้
เธอคิดว่าเธอจะหลุดพ้น แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รุ่นพี่โทรมาเตือนว่านายป๋องส่งคนมาตามหาเธอ และฝากข้อความมาว่า “หลบให้ดี ๆ ถ้าออกไปเจอเมื่อไหร่ไม่รอดแน่” เธอรู้สึกหวาดกลัวมากเพราะไม่รู้ว่าคดีพยายามฆ่ายิงทหารเกณฑ์ทำไมติดคุกเพียงไม่กี่ปี
จากการตรวจสอบพบว่า นายป๋องติดคุกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วในคดียิงคน อาวุธปืน และยาเสพติด
คุณเอยอมรับว่าตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา เธอเห็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ วนเวียนอยู่ในหัวตลอด นอนไม่หลับและฝันว่าเขาจะมาฆ่า เมื่อนายป๋องออกจากคุกเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา เขาก็แอดเฟซบุ๊กเก่ามาหาเธอในวันที่ 11 มิ.ย. และโพสต์ข้อความข่มขู่โดยระบุตัวย่อชื่อของเธอ
สิ่งที่น่าตกใจคือ ภาพที่นายป๋องโพสต์หลังจากก่อเหตุคดีพี่น้องรัสเซีย เป็นภาพพักผ่อนที่ชายหาดพัทยาใต้พร้อมข้อความ “วันพักผ่อนเบา ๆ” ซึ่งคุณเอยรู้สึกว่าเขาเหี้ยมกว่าเดิมมาก เธอตัดสินใจออกมาให้ข้อมูลกับเพจและรายการเพราะทนเห็นคนอื่นต้องมาเจอชะตากรรมเหมือนเธอไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีเหยื่อผู้หญิงและเด็กถูกกระทำ เธอจึงยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเปิดโปง
คุณเอเรียกร้องให้มีโทษประหารชีวิต เพราะเขาสังหารไปถึง 5 ศพแล้ว และเธอรู้สึกผิดว่าหากเมื่อ 7 ปีก่อน เธอสู้มากกว่านี้ เหตุการณ์นี้อาจไม่เกิดขึ้น
อาจารย์เบนซ์ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา พูดถึงประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีโทษประหารชีวิต โดยอาจารย์เบนซ์ชี้แจงว่า โทษประหารชีวิตยังมีใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยยกข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 23 มิ.ย. 2569 พบว่ามีผู้ต้องโทษประหารชีวิตที่อยู่ในเรือนจำทั้งหมด 480 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ 439 คน อยู่ระหว่างยื่นฎีกา 13 คน และเป็นนักโทษเด็ดขาดที่คดีถึงที่สุดแล้ว 28 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในทางปฏิบัติศาลยังคงพิพากษาประหารชีวิตอยู่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ที่ระบุโทษทางอาญาไว้ 5 สถาน

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามถึงความกังวลว่า การรับสารภาพจะทำให้ได้รับการลดโทษหรือไม่ อาจารย์เบนซ์ได้อธิบายข้อกฎหมายตามมาตรา 78 เรื่องเหตุบรรเทาโทษว่า หากจำเลยสำนึกผิดและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ศาลอาจลดโทษให้ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่ไม่ใช่บทบังคับว่าต้องลดให้ทุกคดี โดยยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2577/2563 ที่ศาลไม่ลดโทษให้แม้จำเลยจะรับสารภาพ เพราะเป็นการจำนนต่อหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากความสำนึกผิด นอกจากนี้อาจารย์ยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวสมัยเป็นผู้พิพากษาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในปี 2565 ว่าเคยมีคดีที่จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลเห็นว่าเป็นการจำนนต่อหลักฐาน จึงพิพากษาประหารชีวิตไปโดยไม่มีการลดโทษ
อาจารย์อธิบายต่อถึงกระบวนการหลังจากศาลพิพากษาประหารชีวิตว่า แม้จำเลยจะไม่อุทธรณ์ แต่กฎหมายวิอาญา มาตรา 245 วรรค 2 บังคับให้ศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง และเมื่อเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว ตามมาตรา 247 จะยังห้ามบังคับโทษประหารจนกว่าจะผ่านกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งนักโทษสามารถยื่นได้ภายใน 60 วัน ตามมาตรา 259-261 ผ่านกระทรวงยุติธรรม หากพ้นกำหนดนี้จึงจะเข้าสู่กระบวนการประหารชีวิตจริง โดยอาจารย์ย้ำว่า ความผิดฐานข่มขืนจนเสียชีวิตมีโทษประหารชีวิตอยู่แล้วตามมาตรา 289
เมื่อถามความเห็นส่วนตัวของอาจารย์ว่า หากยังเป็นผู้พิพากษาอยู่จะตัดสินคดีของป๋องอย่างไร อาจารย์ตอบว่า กรณีนี้โหดร้ายกว่าคดีที่ตนเคยตัดสินประหารชีวิตเมื่อปี 2565 ในคดีชิงทรัพย์แท็กซี่และทำร้ายพนักงานร้านจนตกสะพานพระราม 3 เสียชีวิต ดังนั้น หากรวบรวมหลักฐานเรื่องประวัติเก่า พฤติกรรมทารุณโหดร้าย และการเพิ่มโทษตามที่ตำรวจและอัยการนำสืบ อาจารย์มีความเห็นส่วนตัวว่าจะพิพากษาประหารชีวิตแน่นอน
หนุ่ม กรรชัย ได้สรุปขั้นตอนให้ผู้ชมเข้าใจง่ายขึ้นว่าเป็นขั้นบันได เริ่มจากศาล 3 ชั้น (ชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา) จากนั้นจึงเป็นการยื่นขออภัยโทษผ่านกระทรวงยุติธรรม และสุดท้ายจะอยู่ที่กรมราชทัณฑ์เป็นผู้กำหนดการลดโทษตามชั้นนักโทษ
อาจารย์เบนซ์และ ดร. ธนกฤต กล่าวเสริมว่า นักโทษประหารจะถูกควบคุมอย่างแน่นหนา และตีตรวนเพื่อรอขั้นตอนทางกฎหมาย ทั้งนี้ หนุ่ม กรรชัย ได้ยกตัวอย่างคดีอุ้มเผานั่งยางพี่ชายผู้พิพากษา ที่เดิมถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ปัจจุบันได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
อาจารย์เบนซ์อธิบายเพิ่มเติมว่า การลดโทษมีทั้งแบบเฉพาะรายตามพระราชอำนาจ และแบบภาพรวมตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ 2560 มาตรา 40 และ 52 ที่มีการจัดชั้นนักโทษและลดวันต้องโทษ รวมถึงการออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษตามมาตรา 261 ทวิ ซึ่งทำให้มีการลดโทษกันทุกปีตามชั้นนักโทษ
ดร. ธนกฤต เสนอว่าควรมีการทบทวนว่า นักโทษคดีร้ายแรงฉกรรจ์เช่นนี้ ไม่ควรได้รับสิทธิ์ลดโทษ หรืออย่างน้อยควรให้ติดคุกตลอดชีวิต
ระหว่างดำเนินรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งว่า ขณะนี้ตำรวจเดินทางมาถึงที่สตูดิโอ และจะพาคุณเอไปแจ้งความ ก่อนจะไปกระทรวงยุติธรรมเพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยาน เนื่องจากคดียังไม่หมดอายุความ
อาจารย์เบนซ์ให้ความรู้ด้านกฎหมายว่า อัยการสามารถขอให้บวกโทษจากคดีต่าง ๆ เพิ่มเข้าไป เพื่อให้ศาลเห็นพฤติกรรมทำผิดติดนิสัยและลงโทษสถานหนัก
นอกจากนี้ ดร. ธนกฤต ยังได้ย้ำถึง พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ (JSOC) ซึ่งหากบังคับใช้อย่างเคร่งครัดด้วยการติดกำไล EM และมอนิเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ป๋องก็อาจไม่สามารถออกมาก่อเหตุได้
หนุ่ม กรรชัย กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า จากพฤติกรรมสังหารไปถึง 5 ศพ รอบนี้ป๋องคงไม่ได้ออกมาอีก แต่สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือ “ลูกพี่ตำรวจ” ของป๋อง

อาจารย์เบนซ์ ได้พูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยมองว่าเป็นเรื่องดี แต่สังคมไม่ควรทำเพียงแค่การคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ต้องหาหรือจำเลยเท่านั้น เพราะสิทธิมนุษยชนคือสิทธิ์พื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่ควรได้รับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และเสรีภาพตามหลักกฎหมายสากล ผู้เสียหายเองก็ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน
และฝากถึงองค์กรสิทธิต่าง ๆ ว่าควรเน้นการปกป้องกรณีที่เป็นการจับแพะ แต่หากบุคคลนั้นกระทำผิดจริงก็ควรได้รับผลกรรมตามกฎหมาย เพราะปัจจุบันการคุ้มครองผู้เสียหายในไทยยังมีเพียงแค่ พ.ร.บ. ค่าตอบแทนในคดีอาญา ซึ่งอาจไม่เพียงพอ
อาจารย์เบนซ์ได้อธิบายต่อถึงประเด็นโทษประหารชีวิตว่า ตนไม่ได้สนับสนุนให้ประหารทุกคน แต่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไปตามความชัดเจนของหลักฐาน แม้กติการะหว่างประเทศอย่าง ICCPR จะไม่สนับสนุนโทษประหาร แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับอาชญากรรมที่รุนแรงขั้นสูงสุด จริง ๆ แล้วเจตนาของกฎหมายนี้มีไว้เพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ได้หมายรวมทุกกรณี
อาจารย์ยังให้ข้อมูลว่า ณ ปลายปี 2568 มี 113 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว และมีบางประเทศที่ยกเลิกในทางปฏิบัติคือไม่มีการประหารจริงเกิน 10 ปี ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังจะเข้าใกล้เกณฑ์ 10 ปีดังกล่าวในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า
ประเด็นสำคัญที่อาจารย์เบนซ์เน้นย้ำคือ การแยกแยะระหว่างผู้ที่กระทำผิดโดยพลาดพลั้ง ซึ่งควรได้รับโอกาสกลับตัว กับ “อาชญากรโดยสันดาน” หรือผู้ที่กระทำผิดติดนิสัยซ้ำซาก ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองสุจริตชนให้รอดพ้นจากคนกลุ่มนี้เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ การตีความกฎหมายจึงไม่ควรดูแค่ตัวอักษร แต่ต้องตีความเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นหลัก
ขณะที่ ดร. ธนกฤต ได้หยิบยกกรณีของฆาตกรต่อเนื่องอย่าง ‘สมคิด พุ่มพวง’ มาเป็นตัวอย่างว่า กระบวนการทางกฎหมายอาจต้องใช้เวลา และปัจจุบันมีการนำ พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ มาใช้เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายสำหรับควบคุมคนอันตรายที่อาจได้รับการลดโทษออกมา
เมื่อสอบถามความรู้สึกของคุณเอ เธอได้ระบุอย่างชัดเจนว่า หากเลือกได้เธอก็ต้องการให้มีการประหารชีวิต เพราะหากเขายังไม่ตายเธอก็จะต้องใช้ชีวิตจมอยู่กับความทุกข์และหวาดระแวงไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าเขาจะถูกปล่อยออกมาวันไหน
ดร .ธนกฤต จึงประกาศจุดยืนในฐานะประชาชนว่า จะทำหนังสือถึงกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นคัดค้านการอภัยโทษหรือการลดโทษให้กับผู้ก่อเหตุรายนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่สร้างความเสียหายระดับประเทศ กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศจากการทำร้ายชาวต่างชาติ
จากนี้ จะพาคุณเอไปแจ้งความและเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานที่กระทรวงยุติธรรมทันที พร้อมทั้งขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้ช่วยเบลอหน้าเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเธอเป็นพยานปากเอก นอกจากนี้ คุณเอยังได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า เพื่อนของเธอเคยถูกทำร้าย โดยนายป๋องสั่งคนมารุมตบ เนื่องจากเพื่อนคนดังกล่าวเคยช่วยเหลือเธอในการหลบหนี ซึ่งหลักฐานภาพถ่ายความบาดเจ็บเหล่านี้จะถูกส่งต่อให้ตำรวจดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไป โดยอาจารย์เบนซ์ได้ย้ำถึงความสำคัญของกฎหมาย PDPA ที่สื่อต้องระวังไม่ให้การนำเสนอข่าวไปกระทบต่อความปลอดภัยและสิทธิส่วนบุคคลของเหยื่อจนเกินสมควร
อาจารย์เบนซ์กล่าวถึงประเด็นการลดโทษโดยระบุว่า ในหลายกรณีศาลไม่ได้เป็นผู้ลดโทษเอง แต่ในทางปฏิบัติก็จะมีหมายปล่อยหรือหมายลดโทษจากเรือนจำส่งมาเป็นปึกเพื่อให้เซ็นในฐานะผู้พิพากษาเวร ซึ่งก็มักจะไม่ทราบแน่ชัดว่าการคำนวณโทษเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่
จึงอยากเสนอว่าควรมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ มาตรา 52 ถึง 54 ที่ว่าด้วยสิทธิประโยชน์ของนักโทษ โดยควรจำกัดการลดโทษไว้เฉพาะโทษสถานเบาเท่านั้น และไม่ควรนำมาใช้กับโทษประหารชีวิตหรือโทษฉกรรจ์ หรืออย่างน้อยที่สุดหากจะมีการลดโทษก็ไม่ควรให้เหลือต่ำกว่าโทษจำคุกตลอดชีวิต เพื่อให้คนเหล่านี้อยู่ในเรือนจำต่อไปโดยไม่ต้องออกมาสร้างอันตรายอีก
นอกจากนี้ยังเสนอให้การอภัยโทษพิจารณาเป็นรายบุคคลตามพฤติกรรมจริง แทนการลดโทษแบบเหมารวม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมฝากถึง สส. และ สว. ให้ช่วยพิจารณาแก้ไขกฎหมายในจุดนี้
ช่วงท้าย หนุ่ม กรรชัย ได้ย้ำว่า คดีของนายป๋องต้องดำเนินการไปตามกระบวนการกฎหมาย แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องการพุ่งเป้าในวันนี้คือ “ลูกพี่ตำรวจ” ของนายป๋อง ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตคุณเอจะได้เห็นโฉมหน้าของคนคนนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีการตรวจสอบภาพถ่ายประวัติรับราชการของตำรวจที่เคยประจำการอยู่ในพื้นที่ห้วยใหญ่เมื่อปี 2561 ซึ่งอาจารย์เบนซ์มองว่าการสืบหาตัวบุคคลนั้นทำได้ไม่ยาก เนื่องจากมีระบุไว้ในประวัติ กพ. 7 อยู่แล้ว
คุณเอยืนยันข้อมูลที่น่าตกใจว่า นายป๋องมักจะรู้ตัวล่วงหน้าเกือบทุกครั้ง เวลาตำรวจจะตามจับหรือเมื่อมีคนไปแจ้งความ และนายป๋องเคยแนะนำโดยตรงว่าตำรวจคนนี้คือลูกพี่ของเขา อีกทั้งตำรวจคนดังกล่าวยังเคยโทรมาถามหายาเสพติดกับตัวเธอด้วย
คุณเอเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า เคยเจอหน้าและพูดคุยกับตำรวจคนนี้ประมาณ 2 ครั้ง โดยมีครั้งหนึ่งที่เธอเดินทางไปพบเขาที่สถานีตำรวจ เมื่อไปถึงโรงพักตำรวจคนนั้นกลับเพียงแค่นั่งมองหน้าเธอ แต่หลังจากที่เธอเดินทางกลับมาถึงห้องพัก ตำรวจคนนั้นได้โทรศัพท์มาบอกว่า “ลบเรื่องออกจากระบบให้แล้ว” พร้อมกำชับให้นายป๋องอย่าสร้างเรื่องอีก เพราะทั้งผู้กำกับและตำรวจในโรงพักกำลังจับตามองเขาอยู่
ซึ่งอาจารย์เบนซ์ตั้งข้อสังเกตว่า การอ้างว่าลบเรื่องออกจากระบบ อาจเป็นการแอบอ้างอำนาจเพื่อโชว์พาวเวอร์ให้นายป๋องเห็น
คุณเอยังกล่าวถึงครอบครัวของนายป๋องว่า พ่อของเขารับรู้เรื่องการขายยามาโดยตลอด ก่อนที่จะเสียชีวิตไป เมื่อสอบถามถึงชีวิตของนายป๋อง คุณเอเล่าว่าป้าของนายป๋องเคยบอกให้เธอเห็นใจนายป๋อง อ้างว่าเขาเคยถูกพ่อทารุณกรรมอย่างหนักตอนเด็ก แต่เธอกลับมองว่าเป็นเรื่องที่ขัดกับความเป็นจริง เพราะนายป๋องรักและเป็นห่วงพ่อมาก ขนาดตอนติดคุกยังขอร้องให้เธอช่วยดูแลพ่อ เธอจึงเชื่อว่าเรื่องการถูกทารุณกรรมอาจเป็นเพียงข้ออ้าง
สุดท้าย ดร. ธนกฤต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ (JSOC) ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกรมราชทัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากทุกหน่วยงานประสานงานกันอย่างเข้มงวด จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดเช่นนี้ได้อีก