รายการโหนกระแสยังเป็นความคืบหน้าเรื่องการดำเนินคดีกับ บุ๋ม ปนัดดา และก๊อต อธิป สามี โดยมี หนุ่ม กรรชัย เป็นพิธีกร และมี องุ่น อดีตเหรัญญิกมูลนิธิองค์กรทำดี มาพร้อมกับทนายอาคม คงสวัสดิ์ ทนายความส่วนตัว และมีเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด
โดยในช่วงเช้ามีการควบคุมตัวทั้ง 2 คนตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ,ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ,ร่วมกันนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมเตอร์ที่บิดเบือน ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ขณะที่ก๊อต มีหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน
เริ่มต้นรายการ องุ่น เล่าว่ารู้จักบุ๋มครั้งแรกเมื่อปี 2558 ซึ่ง บุ๋ม โพสต์ในไอจีหาคนช่วยดูเคสผู้สูงอายุบ้านไฟไหม้ที่ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ด้วยความที่ตนเป็นคนนครสวรรค์จึงโทรไปตามเบอร์ในโพสต์ และได้ช่วยลงพื้นที่ตั้งแต่ตอนนั้น ต่อมาช่วยเคสเด็กแพ้นมวัวที่ จ.ชัยนาท จากนั้นก็ได้รับการชักชวนเข้า "ชมรมองค์กรทำดี" แม้กระทั่งในช่วงโควิด องุ่นยังขับรถมาเช่าโรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยแพ็กแอลกอฮอล์ส่งโรงเรียน พร้อมรับว่าในช่วงแรกค่าน้ำมัน ค่ากิน และค่าที่พัก ทุกคนออกเงินเอง
ต่อมา มีการจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นมูลนิธิองค์กรทำดี และมีกรรมการรวม 5 คน คือ บุ๋ม เป็นประธาน แพตตี้เป็นรองประธาน ทนายเปิ้ลเป็นเลขานุการและฝ่ายกฎหมาย มีกรรมการชายอีก 1 คนที่ลาออกไปแล้ว และองุ่นเป็นเหรัญญิก
องุ่นยอมรับว่า ตอนนั้นหนูยังไม่รู้เลยว่าเหรัญญิกคืออะไร รู้แค่ว่าเป็นกรรมการ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ มันดูยิ่งใหญ่สำหรับหนูมาก ไม่น่าเชื่อว่าเด็กบ้านนอกคนหนึ่งจะได้มาทำตรงนี้ พร้อมรับด้วยว่า ตอนสมัยเรียน เธอเรียนม.3 ได้แค่ 1 วันแล้วต้องออกจากโรงเรียน เพราแม่ไม่มีเงินค่าเทอม จากนั้นเธอก็ต้องเรียน กศน.เอาเอง
องุ่น ยังยืนยันว่า ไม่เคยได้เงินเดือนจากมูลนิธิ แต่บุ๋มช่วยออกค่ายาและค่ารักษาโรคเบาหวานกับความดันให้เป็นสวัสดิการ และออกค่าน้ำมันกับค่าอาหารระหว่างลงพื้นที่ องุ่นยืนยัน ตอนลงพื้นที่ก็เห็นบุ๋มนอนวัด นอนโรงเรียน และกินผัดปลากระป๋อง ไข่ทอด ร่วมกับทีมงาน ส่วนเงินที่ให้มา บุ๋มจะบอกว่าเป็นเงินจากค่าตัวและงานพรีเซนเตอร์ และที่ผ่านมา องุ่นยืนยันว่า เห็นบุ๋มทำงานหนัก ต้องออกจากบ้านตี 5 และรับงานทั้งวัน เธอจึงเชื่อมาตลอดว่าเป็นเงินส่วนตัวของบุ๋มจริง ๆ
นอกจากนี้ องุ่นได้นาสเตตเมนต์ มาแสดง และกระแสข่าวที่ว่า มีเงินร้อยล้านเข้าบัญชีไม่เป็นความจริง โดยเงินจากองค์กรทำดีโอนเข้าบัญชีของเธอเพียงบัญชีเดียว พร้อมบอกให้ตำรวจสามารรถตรวจสอบได้ทั้งหมด
หนุ่ม กรรชัย ตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารบนโต๊ะครอบคลุมแค่ราว 2 เดือน ขณะที่ปี 2568 ทั้งปีเธอรับโอนเกือบ 15 ล้านบาท องุ่นตอบว่าเก็บเอกสารแยกเป็นรายเดือนไว้อีกหลายปึก ทีมงานมีทั้งหมด 67 คน ลงพื้นที่ครั้งละราว 24 คน มีทีมรถพยาบาล 6 คันรับส่งผู้ป่วยและรับส่งร่างผู้เสียชีวิตฟรี จ่ายค่าดำเนินการให้ทีมงานกิโลเมตรละ 7 บาท ช่วงไม่มีภารกิจใหญ่ค่าใช้จ่ายราวเดือนละ 3-4 แสนบาท ทุกครั้งที่ใช้เงินเธอจะพิมพ์รายละเอียดและถ่ายรูปส่งรายงานบุ๋ม
นายเอกภพถามว่า ถ้าค่าใช้จ่ายปกติอยู่ที่เดือนละราว 3 แสนบาท ทำไมเธอจึงรับเงินเฉลี่ยเกือบเดือนละล้าน บางเดือนสูงถึง 1.7 ล้านบาท และเอกสารที่นำมายังอธิบายยอดเงินได้ไม่ครบ "ผมไม่แน่ใจว่าคุณไม่รู้ หรือคุณไม่อยากรู้"
ทั้งนี้ องุ่นชี้แจงว่าปี 2568 ภารกิจต่อเนื่องเกือบทั้งปี ตั้งแต่น้ำท่วมแม่สาย ตึก สตง. ถล่มเดือนมีนาคม ชายแดนช่วงกรกฎาคม-ธันวาคม และน้ำท่วมหาดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อถูกถามว่าบัญชีชื่อ "องค์กรทำดี" ใช้รับบริจาค ทำไมจึงคิดว่าเป็นเงินส่วนตัว เธอตอบว่าเคยถามแล้ว บุ๋มบอกว่าเงินบริจาคเข้าไม่มาก มาทีละ 9 บาท 19 บาท
เรื่องข้อความในไลน์กลุ่มที่ว่าเธอนำเงินไปซื้อที่ดิน องุ่นอธิบายว่าเป็นที่ดินตรงข้ามมูลนิธิ เจ้าของประกาศขาย เธอเพียงเสนอว่าถ้ามีเงินควรซื้อไว้ทำที่จอดรถ ซึ่งยังไม่ได้ซื้อ ส่วนที่ดินแปลงอื่นเธอไม่ทราบเลย
ส่วนเรื่องบันทึกรายงานการประชุมมูลนิธิ ที่ระบุให้ บุ๋ม เบิกถอนเงินได้คนเดียว องุ่นบอกว่าไม่ทราบว่ามีบันทึกการประชุมที่อนุญาต และเพิ่งรู้จากแพตตี้และทนายเปิ้ลเมื่อวานนี้ เธอเล่าว่าการประชุมกรรมการส่วนใหญ่ทำทางโทรศัพท์ ยกตัวอย่างการซื้อรถมือสองราคา 190,000 บาท ทนายเปิ้ลจะร่างวาระ โทรแจ้งสาระสำคัญให้กรรมการทุกคน แล้วนำเอกสารไปให้บุ๋มเซ็น
ตรงจุดนี้ ทนายอาคมอธิบายว่า ข้อบังคับมูลนิธิข้อ 29 อนุญาตให้ประชุมด้วยหนังสือได้ และผู้มีอำนาจเรียกประชุมมีแค่ประธานคนเดียว ซึ่งทราบจากทนายเปิ้ลว่า ขอให้จัดประชุมหลายครั้งแต่ประธานไม่จัด อำนาจทั้งหมดจึงไปอยู่ที่ประธาน
ในระหว่างรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดเอกสารเส้นทางการเงินของ 3 บัญชี ได้แก่ บัญชี "องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" บัญชี "มูลนิธิองค์กรทำดี" (เปิด 27 ก.ค. 2567) และบัญชี "สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี" (เปิด 28 ต.ค. 2567) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 ถึง 30 ต.ค. 2569
แยกรายบัญชี บัญชีองค์กรทำดีมีเงินเข้า 678,692,171.26 บาท ถูกถอนออกไป 671,752,655.18 บาท เหลือราว 7,121626.07 ล้านบาท บัญชีมูลนิธิฯ มีเงินเข้า 196,682,402.08 บาท ยอดถอน 181,212,808.66 เหลือ 15,469,593.42 และบัญชีสมทบทุนสร้างมูลนิธิมีเงินเข้า 35,412,113.04 ถอดออก 23,797,990.01 เหลือ 11,614,123.03 บาท
หนุ่ม กรรชัย ระบุว่าได้ข้อมูลว่าเงินบางส่วนถูกโอนจากบัญชีมูลนิธิไปบัญชีองค์กรทำดี ก่อนถูกถอนออกต่อ
นายเอกภพคำนวณว่า เงินที่ผ่านมือเหรัญญิกเพื่อบริหารงานจริงราว 14 ล้านบาท คิดเป็นแค่ราว 2% ของเงินบริจาคเพื่อช่วยผู้ประสบภัยราว 800 กว่าล้านบาท หลังหักบัญชีสมทบทุนสร้างอาคารออก องุ่นบอกว่าเห็นมีการก่อสร้างสำนักงานและโกดัง จึงเข้าใจว่าเงินถูกใช้ส่วนนั้น และ หนูเพิ่งมารู้พร้อมสื่อวันนั้น ว่ามีเงินเข้ามาขนาดนี้
ทนายอาคมให้ความเห็นทางกฎหมายว่า บางทีถอนจากบัญชีไปบัญชีส่วนตัวแล้วถอนไปใช้จ่ายก็ถือว่าฟอกเงิน เงินในมูลนิธิเนี่ย ถ้ามันเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิแล้วเอาไปใช้ส่วนตัว โอเค มันเป็นยักยอก มันผิดตาม พ.ร.บ.ที่พี่เอกอธิบายไปเมื่อวาน เข้าใจได้แต่อย่างว่า ฉ้อโกงประชาชน มันเป็นมูลฐานฟอกเงิน ยักยอกเป็นปกติธุระ ก็เป็นมูลฐานฟอกเงิน แล้วฟอกเงินมันเป็นฐานใหญ่ ที่ดูเส้นทางการเงินไปตกถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้โอน ผู้รับโอน หรือว่าเปลี่ยนแปลงเสภาพทรัพย์สินก็ผิดฐานฟอกเงิน แต่ฐานที่เค้าจะตั้งคือสมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อฟอกเงินและฟอกเงินตามที่สมคบ ก็เป็นข้อหาที่เหนื่อยหน่อย พร้อมยอมรับด้วยว่าเมื่อองุ่นเป็นกรรมการ เธอต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนและต้องชี้แจงเงินที่รับมาได้ทุกบาททุกสตางค์
โดย องุ่น ยังชี้แจงเกี่ยวกับรายได้จากการขายมะม่วงกวน หรือ คนนครสวรรค์จะเรียกว่า ส้มแผ่น ผ่าน TikTok ตั้งแต่ปี 2566 ขายได้วันละราว 500-600 กิโลกรัม ทนายความระบุว่าปี 2568 มียอดขายราว 3 ล้านบาทเศษ และยื่นภาษีตามนั้น ส่วนเงินบริจาค 5 แสนบาทที่ถูกพูดถึง เธอบอกว่าเป็นการทำบุญซื้ออุปกรณ์การแพทย์ในวันเกิด เพราะเคยป่วยวิกฤตและรอดมาได้
ยืนยันไม่มีทรัพย์สินหรูหรา มีทองเพียงราว 2 สลึง ส่วนภาพที่มีคนแชร์ว่าเธอดื่มไวน์และใส่นาฬิกาหรู เธอบอกว่าน่าจะเป็นภาพ AI เพราะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใส่นาฬิกา และไม่เคยไปสถานที่ในภาพ และทองที่มีการโพสต์นั้น คือช็อกโกแลตที่มีการขายในร้านทั่วไป และมารู้เรื่องเงิน 900 ล้านพร้อมสื่อ เพราะแก(บุ๋ม)จะพูดตลอดว่าเงินเข้าไม่เยอะนะ 9 บาท 19 บาท เราก็เข้าใจว่ามีแค่นี้นะ
เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่เห็นบุ๋มถูกจับ องุ่นบอกว่าพยายามไม่เปิดข่าว เพราะทำใจไม่ได้ "หนูรักแกมาก แกให้โอกาสเราได้ทำหลายอย่าง ไม่คิดว่าแกจะทำได้ถึงขนาดนี้" เธอยังบอกด้วยว่า ถ้าเงินถูกบริหารอย่างถูกต้อง เธอจะดูแลทีมงานได้ดีกว่านี้
ส่วนเรื่องคดี ตอนนี้ องุ่นบอกใจจริงพร้อมไปให้ปากคำ พร้อมให้ความร่วมมือ ซึ่งทนายอาคมบอกว่า ได้ประสานตำรวจแล้ว ตำรวจให้รอหมายเรียก คาดว่าจะชัดเจนภายในสัปดาห์หน้าว่า เป็นหมายเรียกหรือหมายจับ องุ่นยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ยินดีให้ตำรวจนำโทรศัพท์ไปดึงข้อมูล และอยากให้เรียกสอบโดยเร็ว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
โดยเอกภพบอกด้วยว่า ถ้าคุณจะรอด คุณต้องชี้แจงให้ได้ทุกบาททุกสตางค์ เงินที่คุณรับมา 14-15 ล้าน คุณเอาไปทำอะไร เพราะเวลาเค้าให้อธิบายต้องละเอียดเลยครับ