วานนี้ ( 18 ก.ย.69) นายวรเดช ช่างบุ หรือ ‘พี่แหวนธานอส’ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังเดินทางพร้อมป้าดาและคณะทายาทนายเฮียง เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ปมปิดวัดป่าอดุลยารามจากกรณีพิพาทที่ดินตั้งวัด ซึ่งนายวรเดชนำเอกสารและหลักฐานเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันด้วย โดยมี ร.ต.อ.ปธานิน เพชรตะกั่ว รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น รับคำแจ้งไว้เป็นหลักฐาน
ทั้งนี้ ในเอกสารแจ้งความระบุว่า นายวรเดชเข้าพบตำรวจเมื่อเวลา 10.17 น. และมีการพิมพ์เอกสารเวลา 10.19 น. โดยกล่าวอ้างว่าวัดป่าอดุลยารามมีเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ ใบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดเมื่อปี 2535 ใบเลื่อนสมณศักดิ์เจ้าอาวาสเป็นพระครูเมื่อปี 2562 ประกาศตั้งวัดเมื่อปี 2541 และผังที่ตั้งวัดพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 12 รายการ เมื่อปี 2541 นายวรเดชตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสก่อนการประกาศตั้งวัด และมีการใช้ตำแหน่งเจ้าอาวาสไปขอเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครู ขณะเดียวกันยังอ้างว่าผังที่ตั้งวัดซึ่งระบุสิ่งปลูกสร้าง 12 รายการ ไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริง จึงตั้งข้อสงสัยว่ามีการเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อมหาเถรสมาคมเพื่อประกอบการอนุมัติประกาศตั้งวัด โดยข้อกล่าวอ้างทั้งหมดเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้แจ้ง และยังต้องตรวจสอบตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ระหว่างให้สัมภาษณ์ นายวรเดชยังพูดถึงพระที่ห้อยคอและแหวนที่สวมใส่ โดยบอกว่า “พระที่ห้อยคอไม่เป็นไรเลย” และเล่าว่าเมื่อก่อนเคยนอนละเมอ แต่การมีสิ่งยึดเหนี่ยวทำให้คิดดี ทำดี และระมัดระวังคำพูดมากขึ้น เพราะเชื่อว่าทำอะไรก็ควรทำให้ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า “ถ้าไม่ถูกผมไม่มาพูดหรอก ผมจะพูดทำไม ผมก็เดือดร้อนสิ”
นายวรเดช บอกอีกว่า หากเอกสารระบุว่าเป็นวัด แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่พบสิ่งปลูกสร้างตามผัง ก็ต้องตั้งคำถามว่าจะให้พูดอย่างไร และยืนยันว่าไม่ได้ต้องการสร้างปัญหากับใคร เพียงต้องการให้เรื่องที่ไม่ถูกต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง
ส่วนเครื่องรางที่มีอยู่ในบ้าน นายวรเดชบอกว่าบ้านสองชั้นมีพระอยู่จำนวนมาก ไม่มีรุ่นเหนือดวง แต่มี “รุ่นเหนือคน” และเชื่อว่าวัตถุมงคลเหล่านี้ทำให้เกิดความมั่นใจ ไปไหนก็สบายใจ มีคนชื่นชอบ รวมถึงชาวต่างชาติที่เห็นแล้วสนใจ
สำหรับแหวนที่สวมใส่ นายวรเดชระบุว่าเริ่มใส่หลังเกษียณจากราชการประมาณ 6-7 ปี ตอนที่ยังรับราชการไม่ได้สวม เพราะต้องวางตัวตามหน้าที่ โดยมองว่าแหวนทำจากทองคำผสมทองเหลือง ซื้อมาองค์ละประมาณ 500 บาท เคยแช่น้ำไว้ 3 วัน แล้วนำมาขัดด้วยน้ำยาล้างจานและผงซักฟอกจนดูสวยขึ้น แม้มีคนถามขอบูชาราคา 1-2 ล้านบาทก็ไม่คิดจะปล่อยให้ใครนอกจากนี้ยังเล่าว่าไม่ค่อยซื้อหวย เพราะมีเงินจากราชการใช้เป็นรายเดือน พร้อมคำนวณว่าหากมีชีวิตอยู่จากอายุ 60 ปีไปถึง 90 ปี จะมีเงินประมาณ 24 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 8 แสนบาท
นายวรเดช เล่าถึงที่มาของการเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า สมัยยังรับราชการเคยนั่งดูโทรทัศน์ และเห็นป้าดาพาชาวบ้านไปขอความช่วยเหลือ หลังมีคนถูกจับกุมและไม่รู้ว่าจะพึ่งใคร โดยมีการพูดถึงการขอความช่วยเหลือจากสำนักพุทธ และเขาระบุว่า ผอ.พุทธชาติเป็นผู้บอกให้ตนช่วยเหลือ จึงเปิดหอประชุมรับฟังปัญหา
นายวรเดช เล่าต่อว่า เรื่องในเวลานั้นเกี่ยวกับการเช่าที่ดินและการยกที่ให้วัด โดยมีการกำหนดให้นำเงินค่าเช่าไปใช้ด้านการศึกษาของพระสงฆ์ แต่ต่อมามีการกล่าวอ้างว่ามูลนิธินำที่ดินไปขายแล้วนำเงินถวายวัด ตนเห็นว่าไม่ควรดำเนินการเช่นนั้น เพราะสัญญากำหนดวัตถุประสงค์ไว้ และที่ดินไม่ควรถูกขาย สุดท้ายตามที่เขาเล่า ตำรวจได้ปล่อยตัว และการขายที่ดินถูกยกเลิก ให้กลับไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์เดิม หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายห่างหายกันไปประมาณ 5-10 ปี ก่อนที่ตนจะเห็นป้าดาออกรายการโทรทัศน์อีกครั้ง และสังเกตเอกสารที่ระบุว่าแต่งตั้งเจ้าอาวาสเมื่อปี 2535 แต่ประกาศตั้งวัดเมื่อปี 2541 ตนจึงติดตามหาข้อมูล จนได้ช่องทางติดต่อ และเมื่อไม่พบตัวที่กรุงเทพฯ ก็เดินทางมาตามหาที่ขอนแก่น ก่อนจะได้รับเชิญให้ไปร่วมพูดคุยในรายการ และได้พบกับทนายมหาหมีและทนายอนันตชัย จากนั้นจึงเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเอกสารและสถานะของวัด โดยยืนยันว่า “ผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะทำอะไร คือทำถูกมันก็จบ” และบอกว่าไม่ได้ต้องการมีเรื่องกับใคร เพียงต้องการให้สังคมรับรู้ว่าหากสิ่งใดไม่ถูกต้องก็ควรแก้ไขให้ถูกต้อง
ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าหลวงพ่อไม่เอาความหรือไม่ให้ทนายมาแจ้งความ นายวรเดชตอบว่าไม่ได้รู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะตัวเองได้แจ้งความไว้แล้ว โดยยืนยันว่า หากอีกฝ่ายแจ้งความก็พร้อมต่อสู้คดี และตั้งคำถามว่าในรายการโหนกระแส เขาพูดตรงไหนที่เป็นการหมิ่น โดยอ้างว่าตนพูดเพียงว่า การเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2535 ขณะที่มีการตั้งวัดปี 2541 เป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมบอกว่า “ผมพูดแค่เนี้ย แล้วผมหมิ่นตรงไหน”
นายวรเดชยังระบุว่า หากมีการถอดเทปคำพูดก็สามารถนำมาอ่านทีละบรรทัดได้ และอ้างว่าตนแจ้งทนายไปก่อนแล้ว หากทนายกล่าวหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทนายก็อาจมีความผิด พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กลัวการถูกแจ้งความ และยังไม่คิดจะไปกล่าวขอโทษหรือยอมความ เพราะเห็นว่ายังพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง พร้อมตั้งคำถามต่อด้วยว่า หากเจ้าอาวาสและวัดถูกต้อง แล้วเหตุใดจึงมีประเด็นว่าทายาทถูกดำเนินคดี และขอให้ตรวจสอบตามหลักเหตุผลว่า หากมีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสก่อนการตั้งวัดจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร รวมถึงตั้งข้อสังเกตเรื่องการนำผังสิ่งปลูกสร้าง 12 รายการไปแสดง ทั้งที่เขาอ้างว่าเมื่อตรวจสอบพื้นที่จริงกลับไม่พบสิ่งปลูกสร้างตามผัง
สำหรับป้าดา นายวรเดชระบุว่า เดินทางมาเพื่อชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาว่าบุกรุก โดยตั้งข้อสงสัยว่าผู้แจ้งคือเจ้าอาวาสที่เขาอ้างว่าการแต่งตั้งยังไม่ถูกต้อง จึงต้องไปต่อสู้กันตามกระบวนการ ส่วนเรื่องที่ดิน นายวรเดชอ้างว่าในวันที่ 10 ก.ย.69 โฉนดยังเป็นของนายเฮียง พิมพ์ศรี ก่อนมีการโอนให้วัดเมื่อวันที่ 16 ก.ย.69 และยังตั้งคำถามต่อว่าสถานะของวัดในขณะนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมย้ำว่าแม้วัดจะมีความสวยงาม แต่ประเด็นสำคัญคือการปฏิบัติตามระเบียบ จึงนำเรื่องมาบันทึกไว้กับตำรวจเพื่อให้มีหลักฐานชัดเจน
ส่วนกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ เอกสารแจ้งความยังระบุว่า คณะทายาทโดยผู้จัดการมรดกจะพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอรื้อคดีใหม่ และจะดำเนินการโต้แย้งการโอนที่ดินว่าเป็นการโอนโดยมิชอบ นายวรเดชบอกว่า ป้าดาไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะ “คนที่รู้จริงเขาไม่กังวล เพราะมันมีบันทึกไว้แล้ว” พร้อมยืนยันว่า หากการแต่งตั้งเจ้าอาวาสและการเลื่อนสมณศักดิ์ไม่ถูกต้อง ก็ควรแก้ไขให้ถูกต้องก่อน และไม่ต้องการให้พระที่ทำดีมาตลอดเสียกำลังใจ พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการจองเวรหรือทำร้ายใคร เพียงต้องการให้เรื่องเอกสาร วัด และตำแหน่งเจ้าอาวาสได้รับการตรวจสอบตามข้อเท็จจริงต่อไป