มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ผู้เสียหายร้องโหนกระแส แฉนักร้องเวทีดัง-เมีย เบี้ยวหนี้ก๋วยเตี๋ยว 50 ล้าน "ผ้าแพร" เพื่อนนักร้องก็โดนด้วย ทนายคู่กรณีโฟนอินแจงยิบ ดีลเลอร์สวนกลับบ้านกำลังจะถูกยึด


ข่าวด่วน
5 พฤศจิกายน 25681,898
ผู้เสียหายร้องโหนกระแส แฉนักร้องเวทีดัง-เมีย เบี้ยวหนี้ก๋วยเตี๋ยว 50 ล้าน "ผ้าแพร" เพื่อนนักร้องก็โดนด้วย ทนายคู่กรณีโฟนอินแจงยิบ ดีลเลอร์สวนกลับบ้านกำลังจะถูกยึด

รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกับกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมาก ที่ได้รับความเสียหายจาก นักร้องจากเวทีประกวดชื่อดัง กับ ภรรยา ที่ทำแบรนด์ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป ที่มีการไปว่าจ้างผลิตสินค้า และ บรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งมีการไปชักชวนพาร์ตเนอร์มาร่วมลงทุน แต่สุดท้ายก็เบี้ยวเงิน จนหลายฝ่ายได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

 

นายณัฐธิชัย อายุ 58 ปี นักธุรกิจเกี่ยวกับแพคเกจจิ้ง ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ได้เข้าร้องเรียนกับ นายศุภภัทรพจน์ ทนายความ ว่าได้ถูกนักร้องจากเวทีประกวดดัง และภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูปชื่อดัง สั่งผลิตซองใส่ก๋วยเตี๋ยวแล้วเบี้ยวค่าผลิตสินค้า

 

นายณัฐธิชัย เล่าว่า ตนเองประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้บริษัทชื่อดังหลายแห่ง โดยเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2567 ตนได้รู้จักกับภรรยาของนักร้องดังผ่านคนรู้จัก ได้มีการเจรจาธุรกิจกันกระทั่งฝ่ายหญิงเดินทางมาดูงานที่โรงงาน ก่อนจะมีการว่าจ้างให้ผลิตซองบรรจุภัณฑ์

 

ฝ่ายภรรยาของนักร้องได้ใช้ใบสั่งซื้อสินค้าจากผู้แทนจำหน่าย มาอ้างว่ามีลูกค้าสั่งสินค้าเป็นจำนวนมาก ขอให้ตนผลิตซองให้จำนวน 1 ล้านซอง แต่เมื่อตนส่งสินค้าล็อตแรกไปแล้ว 1.1 แสนซอง กลับไม่ยอมชำระเงิน โดยอ้างว่ามีการส่งสินค้ามามากเกินการสั่งในแต่ละล็อต ตนจึงได้ระงับการส่งสินค้าอีก 1.2 แสนซอง และยุติการผลิตส่วนที่เหลือ ต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ตนมาทราบว่า ทั้งคู่ได้นำซองของตนเองไปใช้และจัดจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว

 

นายณัฐธิชัย บอกว่า ที่ตนเองหลงเชื่อเนื่องจาก ฝ่ายชายซึ่งเป็นสามี มีชื่อเสียงหน้าตาในสังคม เป็นนักร้องจากเวทีประกวดดัง ส่วนภรรยาก็ทำแบรนด์ก๋วยเตี๋ยวจนโด่งดัง และทำตัวเป็นเหมือนไฮโซ ใช้ชีวิตหรูหรา เที่ยวต่างประเทศ และใช้ของแบรนด์เนม

 

ตนมารู้ทีหลังว่า การที่ภรรยานักร้องนำใบสั่งซื้อจากตัวแทนมาให้ดู เป็นเพียงกลอุบายที่จะใช้ไปหลอกเงินจากตัวแทนจำหน่าย โดยเมื่อตัวแทนเห็นภาพว่ามีการสั่งผลิตซองจริง จึงเชื่อมั่นและจ่ายเงินค่าสินค้า ตอนนี้ตนได้รับการติดต่อมาจากตัวแทนจำหน่ายแล้วหลายรายว่าถูกหลอกในพฤติกรรมคล้ายกัน บางรายโดน 2 ล้านบาท บางรายถูกหลอกไปนับ 10 ล้านบาท และประเมินคาดว่าน่าจะมีความเสียหายไปถึง 50 ล้านบาท

 

นายณัฐธิชัยยังบอกด้วยว่า มีคนที่ถูกหลอกรายหนึ่งซึ่งสูญเงินไปนับ 10 ล้านบาท เกิดความวิตกคิดมากเพราะสูญเงินไปเยอะ จนเคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง จึงอยากจะออกมาร้องเรียนความเป็นธรรมและให้มีการตรวจสอบข้อมูลโดยเร็ว เพราะน่าจะมีผู้เสียหายหลายราย

 

ด้าน นายศุภภัทรพจน์ ทนายความ กล่าวว่า จากที่ได้ฟังและตรวจดูข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่าสามีคนดังและภรรยาไฮโซ น่าจะมีพฤติกรรมหมิ่นเหม่เข้าข่ายฉ้อโกง โดยทราบว่า การที่ได้นำใบสั่งซื้อจากคนอื่นมาแสดงกับทางโรงงานผลิตแพคเกจจิ้ง เพื่อให้โรงงานเกิดความมั่นใจว่ามีคนสั่งซื้อสินค้าของตนจริง และการนำซองบรรจุก๋วยเตี๋ยวที่ได้รับไป ไปแสดงต่อตัวแทนรายใหญ่ให้เห็นว่ามีการผลิตสินค้าจริง และจูงใจให้สั่งซื้อสินค้าเพิ่ม แต่เมื่อรับเงินจากตัวแทนแล้วกลับไม่ยอมไปจ่ายค่าผลิตให้โรงงาน พฤติกรรมดังกล่าวอาจจะเป็นการสับขาหลอกจากทั้ง 2 ฝั่ง คือโรงงานถูกหลอกให้ผลิตซองให้ และตัวแทนจัดจำหน่ายก็ถูกเร่งให้ซื้อของไปสต็อก โดยที่ไม่ทราบว่าเงินไปอยู่ที่ใคร

 

ขณะเดียวกัน ผ้าแพร อดีตนักร้องสาวจากเวทีประกวดเดียวกัน ก็ได้ออกมาเปิดเผยพฤติกรรมของเพื่อนร่วมรุ่นจากเวทีประกวดคนดังกล่าว ที่ยืมเงินเธอไปหลายล้านบาทแต่กลับไม่ยอมคืน โดยผ้าแพรระบุว่า เมื่อทวงถาม อีกฝ่ายก็บอกว่า อยากได้คืนก็ให้ไปฟ้องเอา

 

ผ้าแพรยังเผยรายละเอียดว่า เรื่องราวเริ่มต้นประมาณเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ โดยเริ่มจากการขอยืมเงินก่อน จากนั้นนักร้องคนดังกล่าวก็มาเสนอโปรเจกต์ โดยอ้างว่าตนน่าจะทำธุรกิจต่อไปไม่ไหวแล้ว อยากให้ผ้าแพรเข้าไปผลิตสินค้าให้แทน โดยให้เข้าไปใช้โรงงานของเขาได้เลย แล้วเขาจะผันตัวไปเป็นผู้รับซื้อจากผ้าแพรแทน ทำให้ผลตอบแทนของผ้าแพรคือส่วนต่างของราคาที่จะตั้งขายให้เขา

 

แต่ก่อนที่จะเริ่มโปรเจกต์ นักร้องคนดังกล่าวได้ขอยืมเงินอีกก้อนหนึ่ง อ้างว่าจะนำไปปิดหนี้ต่างๆ เคลียร์ระบบให้เป็นศูนย์ เพื่อที่ผ้าแพรจะได้เข้ามาผลิตและดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ผ้าแพรจึงให้ยืมไปอีก และเมื่อเข้าไปเริ่มผลิต ก็มีการโอนเงินค่าวัตถุดิบต่างๆ ให้ซัพพลายเออร์หลายเจ้าตามที่อีกฝ่ายแจ้งมา มีการเปิดใบสั่งซื้อ (PO) และทำใบแจ้งหนี้ กำหนดวันจ่ายเงินกันเรียบร้อย

 

ฝ่ายนักร้องยังได้นำใบออเดอร์จากต่างประเทศมาแสดงให้ดูว่ามีคำสั่งซื้อ 250 ลัง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยอ้างว่าเป็นการส่งออกทางเรือ และขั้นตอนการเงินก็ง่ายมาก คือ "ปิดตู้ปุ๊บได้เงินปั๊บ" ซึ่งทำให้ผ้าแพรเห็นว่าเป็นธุรกิจที่เงินหมุนเวียนเร็ว จึงตัดสินใจลงทุนเพิ่ม

 

แต่เมื่อผลิตเสร็จ 250 ลัง และส่งออกไปเรียบร้อยตามกำหนด กลับไม่ได้รับเงินตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อทวงถาม อีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงไปว่าต้องรอเคลียร์ค่าปรับ เพราะก่อนหน้านี้ตนผลิตส่งไม่ทัน จนสุดท้ายก็มาสารภาพว่า เงินจำนวน 5 แสนบาทจากออเดอร์ต่างประเทศนั้น ตนเองได้รับมานานแล้ว ทำให้ผ้าแพรตั้งคำถามว่า "นี่แพรทำงานใช้หนี้ให้พี่เหรอคะ"

 

ส่วนออเดอร์ในไทยที่กำหนดชำระเงินภายใน 7 วัน ก็ถูกบ่ายเบี่ยงเช่นกัน โดยนักร้องคนดังกล่าวอ้างว่าดีลเลอร์ในไทยก็ไม่จ่ายเงินเขาเหมือนกัน แต่ผ้าแพรมาทราบภายหลังว่า ดีลเลอร์จ่ายเงินไปหมดแล้ว สินค้าถูกนำไปจำหน่ายปกติ แต่เงินไม่มาถึงตน

 

ผ้าแพรบอกว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินก้อนใหญ่มากสำหรับตน แต่ที่ยอมให้ยืมเพราะไว้ใจ เชื่อใจ และเห็นว่าเป็นเพื่อน เป็นพี่ ที่สนิทสนมกันมานาน เมื่อเขาบอกว่าเดือดร้อน พนักงานจะสไตรก์ถ้าไม่ได้เงิน ตนก็ให้ยืมไป จากนั้น เขาก็มาขอทุนเพิ่ม อ้างว่ามีล็อตใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ อ้างว่าจะได้เงินคืนแน่นอน แต่ก้อนเก่ายังไม่จ่าย ก็จะมาขอก้อนใหม่อีก จนตนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว

 

ผ้าแพรบอกว่า สิ่งที่เสียไปไม่ใช่แค่เงินก้อนใหญ่ แต่หมายถึงมิตรภาพ ความเป็นเพื่อนที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มันเสียไปด้วย โดยความเสียหายในส่วนของการผลิตและการลงทุนที่ผ้าแพรจ่ายไปอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาท ส่วนเงินที่ให้ยืมไปก่อนหน้านี้อีก 2 ก้อน คือ 3 แสนบาท และ 1 ล้านบาท รวมเป็น 1.3 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายอีก 2 ราย คือ คุณฝ้าย และ คุณเตือน ที่เดินทางมายืนยันว่าเป็นดีลเลอร์ที่ร่วมลงทุนกับคู่สามีภรรยาคู่นี้ และถูกหลอกในรูปแบบเดียวกัน โดยทั้งสองคนเสียหายรวมกันเบื้องต้นกว่า 20 ล้านบาท

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ทั้งคู่ไม่ผลิตสินค้ามาส่งให้ ทั้งที่ลูกค้าที่มาสั่งของจากคุณฝ้ายและคุณเตือนได้จ่ายเงินมาแล้ว แต่ดีลเลอร์กลับไม่มีสินค้าไปส่งให้ลูกค้า โดยคู่กรณีมักจะอ้างว่า ติดปัญหาการเงิน โรงงานจะปิด

 

คุณฝ้าย เปิดเผยว่า ในส่วนของตนซึ่งเป็นดีลเลอร์รายใหญ่ เสียหายเฉพาะค่าสินค้าที่จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้รับของ เป็นมูลค่า 5.25 ล้านบาท (คิดเป็นสินค้าเกือบ 4 แสนซอง) จากยอดสั่งซื้อทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาท โดยพฤติกรรมเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ฝ่ายภรรยานักร้องมาเสนอขายสินค้าล็อตใหญ่ในราคาพิเศษ อ้างว่าหากช่วยสั่งซื้อ จะได้โบนัสเป็นทองคำแท่ง ซึ่งภายหลังคุณฝ้ายมาทราบว่า โบนัสดังกล่าวไม่มีอยู่จริง

 

ต่อมาในเดือนธันวาคม คู่กรณีได้อ้างว่าจะมีการปิดโรงงาน 3 เดือน เพื่อย้ายฐานการผลิตจากนนทบุรีไปอยุธยา และได้ส่งภาพการก่อสร้างโรงงานใหม่และเอกสารต่างๆ มาให้ดูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะหว่านล้อมให้คุณฝ้ายสั่งสต็อกสินค้าล่วงหน้า 3 เดือน จากปกติที่เคยสั่งเดือนละ 2 แสนซอง ถูกผลักดันให้สั่งถึง 780,000 ซอง โดยลดราคาให้เหลือซองละ 14 บาท (จากปกติ 18 บาท) อ้างว่าเป็นราคาพิเศษเพื่อช่วยระบายวัตถุดิบที่สั่งมาเกิน

 

คุณฝ้ายตกลงสั่งซื้อและต้องชำระเงินล่วงหน้าเป็นงวดๆ แต่หลังจากชำระไปแล้ว 6 งวด พอถึงงวดที่ 7 คู่กรณีก็เริ่มส่งของล่าช้าและหยุดส่งในที่สุด คุณฝ้ายยังยืนยันด้วยว่า ออเดอร์ส่งออกต่างประเทศจำนวน 250 ลัง ที่คุณผ้าแพรเป็นผู้ผลิตให้ แท้จริงแล้วเป็นออเดอร์ของลูกค้าตน ซึ่งตนได้ชำระเงินค่าสินค้านี้ให้กับนักร้องไปล่วงหน้าแล้ว แต่เงินกลับไปไม่ถึงคุณผ้าแพรผู้ผลิต

 

คุณฝ้ายยังชี้แจงกลอุบายว่า เวลาที่คู่กรณีมาเอาเงินทุนไป จะเอาใบสั่งผลิต หรือ ใบ PO ที่เป็นชื่อของคุณณัฐธิชัย (ผู้ผลิตซอง) มาอ้างกับคุณฝ้าย เพื่อให้เชื่อว่ามีออเดอร์สั่งผลิตจริง แต่พอคุณฝ้ายได้มาเจอกับคุณณัฐธิชัย ถึงได้รู้ว่า เขาก็เอาเอกสารจากทางคุณฝ้าย (ดีลเลอร์) ไปอ้างกับคุณณัฐธิชัย (โรงงานซอง) เหมือนกัน

 

ขณะที่ คุณเตือน เล่าว่า ถูกหลอกสูญเงินไปกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเก็บบั้นปลายชีวิต ตนเคยขอเงินคืนเพื่อนำไปดูแลแม่ที่ป่วย แต่กลับได้รับคำตอบอย่างเย็นชาว่า "คนเราทุกคนก็ต้องตาย" สุดท้ายแม่ของตนก็เสียชีวิตโดยไม่ได้รับการรักษา

 

ผู้เสียหายยังได้เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่หรูหราของคู่กรณี เช่น การจัดงานวันเกิดให้นักร้องหนุ่มอย่างยิ่งใหญ่ มีการแจกเงินหลักแสนกลางงาน และไปทริปเที่ยวดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่ประเทศอังกฤษ

 

ทางทนายและผู้เสียหายเตรียมรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายผลทางคดี และจะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบโรงงานผลิตซองบรรจุภัณฑ์ และการประทับตราฮาลาลว่าถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของคู่กรณีด้วย โดยคาดว่ามูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

 

ต่อมา ทนายแชมป์ ทนายของบริษัทดังกล่าว ซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องคดีความให้กับหนุ่มนักร้องรายนี้ โฟนอินเข้ามาชี้แจงว่า ในเคสของคุณผ้าแพร มี 3 ยอดหนี้ ยอด 3 แสนบาท เป็นยอดที่อยู่ในศาล และได้ทำข้อตกลงเจรจาผ่อนชำระหนี้ตามที่คุณผ้าแพรเล่าไป ส่วนยอด 1 ล้านบาท ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ กำหนดชำระ 18 เดือน โดยนัดหมายชำระกันวันที่ 1 มกราคม 2569 สำหรับยอดอีกก้อนหนึ่ง 1.3 ล้านบาท เป็นยอดที่มีความซับซ้อน แต่อยู่ในระหว่างการเจรจาตกลงและกำลังจะเจรจากันเร็วๆ นี้ ซึ่งยอด 1.3 ล้านบาทนี้ เป็นเรื่องของการลงทุน เป็นส่วนที่คุณผ้าแพรนำไปจ่ายดีลเลอร์ และมีผู้เสียหายในเคสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

 

ทนายแชมป์ ยังชี้แจงถึงเคสของคุณฝ้าย ว่าได้รับชำระหนี้ไปแล้ว 2 ก้อน โดยจ่ายเป็นก้อนเดียวแบบไม่ต้องผ่อนชำระ และได้มีการตกลงให้ถอนฟ้องไปแล้ว ส่วนที่คุณฝ้ายอ้างว่า ทางนักร้องหลอกให้เอาบ้านไปขายฝาก ทนายแชมป์อธิบายว่า คุณฝ้ายเป็นคนเสนอเองว่า ให้เอาบ้านเขาไปขายฝาก เพื่อจะได้มีเงินมาผลิตสินค้าส่งให้เขาได้ ไม่ได้เป็นการหลอกลวง

 

แต่คุณฝ้ายแย้งว่า ตนเป็นคนประกาศขายบ้านเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย แล้วนักร้องคนนี้มาขอเช่า อ้างว่าแม่ป่วย ต้องพาแม่มาอยู่บ้านหลังนี้ หลังจากเช่าแล้ว เขาก็มาเสนอถามว่า บ้านหลังนี้ขอซื้อเลยได้ไหม ซื้อเป็นเงินสด เพราะไม่อยากย้ายเข้าย้ายออก แต่เขาอ้างว่าเงินสดที่ว่านี้ รอคนที่มาซื้อบ้านเก่าของเขาที่นนทบุรี กู้ธนาคารผ่าน แล้วมาซื้อบ้านเก่าของเขา แล้วเอาเงินก้อนนี้มาซื้อบ้านของคุณฝ้าย

 

ต่อมา เขาก็อ้างว่า โรงงานกำลังจะมีปัญหา จะผลิตสินค้าไม่ได้ ทำให้คุณฝ้ายกังวลว่าจะไม่มีของส่งให้ลูกค้าที่จ่ายเงินมาแล้ว เขาบอกว่าเขาไม่มีทุนตรงนี้ ก็เลยขอเอาโฉนดบ้านหลังนี้ของคุณฝ้าย ที่อ้างว่าตัวเองจะซื้อ เอาไปวางขายฝาก แล้วเอาเงินออกมา คุณฝ้ายบอกว่า ตนขอให้เอาเงินที่ได้มานี้ไปใช้ตามจุดประสงค์จริงๆ จะเอาไปจ่ายค่าของ ค่าสินค้า ก็ขอให้เป็นแบบนั้นจริงๆ

 

แต่ต่อมาก็มาทราบว่า ทางนักร้องและภรรยา ไม่เอาเงินไปชำระดอกเบี้ยขายฝาก ผิดสัญญาหลายงวด จนทำให้บ้านกำลังจะถูกยึดเดือนหน้านี้เอง

 

เมื่อถามว่า แล้วทนายแชมป์จะให้ความมั่นใจกับผู้เสียหายทุกคนได้ยังไงว่า จะได้เงินคืน หรือบ้านของคุณฝ้ายจะไม่ถูกยึด ทนายบอกว่า การที่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ได้ สำคัญที่สุดคือ นักร้องต้องผลิตสินค้าขายได้ตามปกติ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะไม่มีเงินมาจ่ายใครเลย และสุดท้ายมันจะล้มตามๆ กันไปทั้งหมดเลย

 

ทนายแชมป์กล่าวว่า การที่ผู้เสียหายทุกคนกำลังออกมาทำแบบนี้ อาจจะทำให้การหาเงินของคุณนักร้องมีปัญหา สะดุดลง และอาจจะล้มกันไปทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นที่สุด

 

เมื่อถามว่า แล้วลูกความของทนายแชมป์เอาเงินไปไหนหมด เงินที่สัญญาว่าจะเอามาจ่ายโรงงาน จะเอามาจ่ายดีลเลอร์ แต่สุดท้ายไม่ได้จ่าย เงินไปไหน ทางทนายแชมป์บอกว่า เรื่องนี้ในฐานะทนายไม่สามารถไปก้าวล่วงลูกความได้ และปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาทำหน้าที่ทนาย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ทนายแชมป์ขอยืนยันว่า เราผลิตสินค้าได้ ขายได้ มีออเดอร์เข้ามา เราพยายามจะขาย ใช้หนี้ อยู่ตลอดเวลา และเรามีภาระการชำระหนี้ในทุกๆ เดือน แต่เราก็ยังทำมาตลอด

 

#นักร้องดัง #เบี้ยวหนี้ #ก๋วยเตี๋ยว #โหนกระแส

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#นักร้องดัง#ก่วยเตี๋ยว#หนี้