วันนี้ (19 ส.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากศึกเพื่อนบ้าน หลังสาววัย 26 ปี โร่แจ้งความว่าสาวสองบุกด่าหยาบ ลามบุพการี-สถาบัน พ่วงร้องควันไก่ย่างกระทบพ่อป่วยมะเร็ง และยายพิการ โดยการแจ้งความเพื่อแจ้งความ LGBTQ+ ที่บุกด่าถึงหน้าบ้าน ในข้อหา “หมิ่นซึ่งหน้า” และอยากให้ตำรวจช่วยเคลียร์เรื่องควันไฟปิ้งไก่ย่างที่ลอยเข้าบ้านให้หน่อย เพราะเคยร้องไปศูนย์ดำรงธรรม และเทศบาลนครอุดรธานีหลายครั้งแล้ว ไม่มีอะไรคืบหน้า
ล่าสุดวันนี้ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับคู่กรณีอีกครั้ง พบว่าเป็นห้องแถวเปิดเป็นร้านขายของชำ ภายในบ้านพบคุณยายอายุมากที่พิการ และมีพ่อที่ป่วยมะเร็งนอนในห้อง โดยเจ้าตัวบอกว่า ได้รับผลกระทบจากควันไฟจากร้านปิ้งไก่ ที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 20 เมตร แม้จะร้องเรียนไปหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล ส่วนเรื่องถูก LGBTQ+ ด่าหยาบคาย แจ้งความแล้วยืนยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุดไม่ยอมความแน่
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับแม่ค้าไก่ย่าง อายุ 55 ปี โดยเล่าให้ฟังความอีกด้านว่า ประเด็นเรื่องควันไฟจากปิ้งไก่ย่างจบไปนานแล้ว ทางเทศบาลเคยลงพื้นที่ตรวจสอบ และเข้าใจทั้งสองฝ่าย เพราะต่างคนต่างปิ้งย่าง ตนปิ้งตั้งแต่ 06.00 น. ถึง 10.00 น. ก็ปิดเตา ไม่ได้ปิ้งทั้งวัน อีกทั้งตนยังได้ทำปล่องควันตามคำแนะนำของเทศบาลเรียบร้อยแล้ว
ตนก็สงสัยฝั่งคู่กรณีก็ทำอาหารปิ้งย่าง และทำอาการตามสั่งเหมือนกัน ควันจากร้านคู่กรณีเองก็ลอยใส่ยายที่พิการ ทำไมไม่ร้องเรียนบ้าง ตนอาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่า 5-6 ปี เชื่อว่าสาเหตุแท้จริงน่าจะมาจากความอิจฉา เพราะตนมาเปิดร้านขายของใกล้กันแล้วขายดี แต่อีกฝั่งขายไม่ได้ จึงพาลมาหาเรื่อง แต่ก่อนฉันก็ขายเครื่องดื่มมีตู้แช่ พอมีเรื่องก็ไม่ขาย ตัดไปเลย ขายแต่ส้มตำ ปิ้งไก่ ปิ้งหมู ย่างไส้กรอก ถามคนแถวนี้ได้บ้านหลังนี้มีปัญหากับคนไปทั้งซอย พอปัญหาเกิดแบบนี้ "ฉันขายของ เธอก็ขายของ ขอร้องว่าอย่ามาละลานกันเลย ต่างคนต่างทำมาหากิน ต่างคนต่างอยู่ดีกว่าไหม" แม่ค้าไก่ย่าง กล่าว
ด้าน LGBTQ+ คู่กรณีที่ถูกแจ้งความ ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า เดิมทีตนสนิทสนม และเป็นลูกค้าประจำร้าน แต่หลังจากแม่ค้ามาเปิดร้านขายส้มตำ และอาหารตามสั่ง ตนก็เปลี่ยนมาอุดหนุนอีกร้าน ทำให้อีกฝ่ายแสดงท่าทีไม่พอใจ มองด้วยสายตาเคียดแค้น และเบะปากใส่ ตนจึงเลิกไปอุดหนุน
ตนยอมรับว่าเดินไปด่าจริง แต่อีกฝ่ายก็ด่าสวนกลับมาเหมือนกัน ตนจึงด่าตอบโต้ไป และพูดในทำนองว่า เรียนจบถึงระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏ แต่การศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซึ่งตนไม่ได้มีเจตนาด่าว่าสถาบัน เพราะสถาบันเขาสอนมาดี แต่มองที่พฤติกรรมของตัวบุคคลมากกว่า ส่วนเรื่องคดีความที่ถูกแจ้งจับ ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ แต่ตนมองว่าต่างฝ่ายต่างด่ากัน หากเป็นไปได้ก็อยากให้มาขอโทษและปรับความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย