มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

พ่อแม่ใจสลาย ส่งลูกชายวัย 2 ขวบไปโรงเรียน ผ่านไปเพียง 18 นาที ครูโทรแจ้งว่าลูกนอนนิ่ง ตัวเขียว สุดท้ายเสียชีวิต


ข่าวโซเชียล
22 พฤษภาคม 256911,278
พ่อแม่ใจสลาย ส่งลูกชายวัย 2 ขวบไปโรงเรียน ผ่านไปเพียง 18 นาที ครูโทรแจ้งว่าลูกนอนนิ่ง ตัวเขียว สุดท้ายเสียชีวิต

พ่อแม่ใจสลาย ส่งลูกชายวัย 2 ขวบไปโรงเรียน ผ่านไปเพียง 18 นาที ครูโทรแจ้งว่าลูกนอนนิ่ง ตัวเขียว สุดท้ายเสียชีวิต โรงเรียนยืนยัน ครูดูแลอย่างดีและให้การช่วยเหลือเต็มที่

 

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมข้อความระบุว่า “ใครจะรู้ว่าเป็นวันสุดท้ายที่แม่มาส่งลูกที่สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นการมาส่งที่ไม่ได้มีโอกาสมารับกลับบ้านด้วยรอยยิ้มของเด็กน้อยอีกแล้ว”

 

เบื้องต้นทราบว่า คุณแม่สูญเสียลูกชายวัย 2 ขวบ 2 เดือน ไปอย่างกะทันหัน หลังพามาส่งที่สถานรับเลี้ยงเด็ก เวลาผ่านไปเพียง 18 นาที คุณครูโทรมาแจ้งว่าลูกเสียชีวิตแล้ว ทำให้หัวอกคนเป็นแม่ใจแทบสลาย

 

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พูดคุยกับนายวัชรพงศ์ อายุ 27 ปี หัวหน้าชุดปฏิบัติการ (2) หน่วยกู้ชีพพิรุณ เจ้าของโพสต์ดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 หน่วยของตนสแตนด์บายอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ได้รับแจ้งมาเวลา 9.00 น. ว่ามีเด็กอายุ 3 ขวบ หมดสติ ไม่หายใจ มีอาการปากเขียว ปลายมือปลายเท้าเขียว อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก ทางหน่วยจึงรีบตรงไปที่จุดเกิดเหตุทันที พร้อมกับสั่งการให้รถกู้ชีพพยาบาลขั้นสูงเข้ามาในพื้นที่

 

ไม่ถึง 7 นาที ทุกทีมถึงจุดเกิดเหตุเป็นที่เรียบร้อย ทางหน่วยกู้ชีพพิรุณเห็นว่าในพื้นที่มีพยาบาลและทีมแพทย์ค่อนข้างเยอะ จึงออกมาช่วยดูแลแม่และคุณพ่อเพื่อกันไม่ให้เข้าไปหาน้อง เนื่องจากเวลานั้นต้องให้ทีมแพทย์คอยดูแลน้องอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่และเป็นพ่อว่าเป็นห่วงลูก แต่ทางการแพทย์ได้สอนมาว่า ให้ช่วยควบคุมสถานการณ์เพื่อให้การช่วยเหลือของทีมแพทย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่พอไปถึงจุดเกิดเหตุน้องไม่มีชีพจรแล้ว จึงได้มีการทำการ CPR แล้วนำตัวน้องส่งโรงพยาบาล

 

ตอนนี้คุณแม่ยังเคลือบแคลงใจการเสียชีวิตของน้องอยู่ จึงอยากให้น้องได้รับความเป็นธรรมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ หญิง อายุ 39 ปี และชาย อายุ 33 ปี แม่และพ่อของเด็ก ซึ่งเปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนมีลูกชายเพียงคนเดียว อายุ 2 ขวบ 2 เดือน น้องเป็นเด็กร่าเริง กินเก่ง เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัว ปกติน้องจะอยู่กับตาและยายที่บ้าน พอน้องโตถึงวัยที่สามารถไปโรงเรียนได้ จึงคุยกับสามีหาที่เรียนเนื่องจากอยากส่งเสริมพัฒนาการให้กับน้อง เพราะการไปโรงเรียนจะช่วยลดปัญหาการดูจอของเด็กด้วย รวมถึงมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ แนะนำมาหลายคนว่าโรงเรียนนี้ดี ตนจึงตัดสินใจพาลูกไปสมัครเรียน

 

หลังจากเปิดเทอมเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา ตนพาลูกไปเรียนวันแรก พอน้องไปถึงน้องมีอาการร้องไห้ ไม่อยากไปเรียน คุณครูบอกว่าเป็นปกติเพราะน้องมาเรียนวันแรก อาจมีคิดถึงพ่อและแม่บ้างเป็นปกติ แต่น้องก็ยอมเข้าไปในโรงเรียน พอช่วงเที่ยง น้องตื่นมาร้องหาพ่อและแม่ ทางโรงเรียนจึงโทรให้มารับ เนื่องจากที่โรงเรียนมีเด็กหลายคนที่นอนอยู่ อาจทำให้คนอื่นตื่นได้ ตนจึงให้สามีซึ่งขี่ จยย. รับจ้าง ไปรับลูกกลับบ้าน

 

วันถัดมาวันที่สองของการไปเรียน วันอังคารที่ 19 พ.ค. ตนไปส่งลูกช่วงเช้าเช่นเคย และยังคุยกับสามีว่าวันนี้จะเป็นยังไง คุณครูจะโทรมาให้ไปรับไหม แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี จนถึงเวลาที่ต้องไปรับน้องกลับบ้าน ตนจึงให้ตากับยายไปรับ เวลา 14.30 น. พอคุณตาคุณยายไปถึงคุณครูแจ้งว่า วันนี้น้องนอนไว ประมาณ 10.00 น. พรุ่งนี้ให้น้องมาเรียนเวลาประมาณ 9.00 น. จะได้นอนกลางวันพร้อมกับเด็กคนอื่น หลังจากตากับยายรับ ตนยังวิดีโอคอลหาตากับยาย เพื่อคุยกับลูกชาย น้องก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริง หลังเลิกงานตนเองกลับไปหาลูกตามปกติ ลูกก็ไม่ได้มีอาการซึมหรือไม่สบายใด ๆ

 

ต่อมาวันพุธที่ 20 พ.ค. น้องตื่นตอน 6.30 น. หลังจากตื่นมาน้องเล่นกับแม่ตามปกติ ร่าเริงแจ่มใสดี ตนจึงพาน้องไปหาตากับยายที่บ้าน เพราะคุณยายเปิดร้านขายก๋วยจั๊บ พอไปถึงตนตักข้าวเปล่าให้น้องกับน้ำพะโล้ แต่น้องกินข้าวได้น้อยจึงกลัวว่าน้องจะหิว ขากลับบ้านจึงแวะร้านสะดวกซื้อซื้อนมเปรี้ยว ขนม และข้าวห่อสาหร่าย จากนั้นพาน้องมานั่งกินข้าวห่อสาหร่ายหน้าร้านสะดวกซื้อ ตนเป็นคนป้อน และตนได้กินเป็นคำสุดท้าย หลังจากกินเสร็จ ตนก็พาลูกเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวที่บ้าน และโทรเรียกให้ตาให้มาดูน้อง เพราะตนเองต้องออกไปเข้างานก่อน ถึงจะกลับมารับน้องเพื่อไปส่งโรงเรียนตอน 8.30 น.

 

ไปถึงโรงเรียนเวลา 8.42 น. น้องมีอาการร้องไห้เหมือนเดิม บอกว่าไม่อยากไปโรงเรียน แต่ตนและสามีต้องไปทำงาน จึงจำเป็นต้องให้ลูกอยู่กับคุณครู ตนเป็นคนอุ้มน้องไปส่งถึงมือคุณครู คุณครูบอกให้ตนเองกลับไปได้เลย เดี๋ยวน้องหยุดร้องเอง ตนจึงออกไปทำงาน

 

แต่สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นตอน 9.00 น. ผ่านไปเพียง 18 นาทีหลังจากที่ไปส่ง คุณครูโทรมาบอกว่า น้องเป็นอะไรก็ไม่รู้ ตัวเขียวไปหมดเลย แขนและขาไม่มีแรง ให้ตนเองรีบไปด่วน ตนจึงรีบขี่ จยย. จากที่ทำงานไปถึงโรงเรียน ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ก็พบว่าลูกนอนนิ่งอยู่กับพื้น และมีคุณครูนั่งล้อมวงอยู่รอบตัวน้อง และน้องปากเขียว มือเขียว ทำให้หัวใจของตนแทบสลาย

 

สิ่งที่ตนยังติดใจคือ ลูกของตนเองเป็นอะไรกันแน่ ไปขอกล้องวงจรปิด กล้องวงจรปิดก็เหมือนไม่มี เพราะไม่เห็นมุมที่น้องนอน รวมถึงไม่มีเสียงในกล้องวงจรปิด ลูกตนร้องไห้กลั้นใจทำให้เสียชีวิตเหรอ แล้วทำไมครูถึงไม่ปลอบน้อง หรือลูกตนหลับไปจริง ๆ แต่ตนไม่รู้จะเอาความจริงจากไหน

 

อยากให้ทางโรงเรียนรับผิดชอบ ทางโรงเรียนยังไม่ได้ติดต่อมา มีแค่เมื่อวานที่ครูใหญ่โทรมาแสดงความเสียใจ ถ้าตนรู้ว่าการเอาลูกเข้าโรงเรียนแล้วต้องมาจากกันแบบนี้ ถ้าย้อนเวลาได้ตนเองจะไม่เอาลูกไปโรงเรียน

 

ด้าน หญิง อายุ 78 ปี เจ้าของสถานรับเลี้ยงด็ก เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค. แม่ของน้องพาน้องมาส่งที่โรงเรียน เวลา 8.41 น. (ตามเวลากล้องวงจรปิด) แม่เป็นคนอุ้มน้องเข้ามาในโรงเรียนเพื่อมาส่งให้กับคุณครูประจำชั้น แล้วคุณแม่ได้กลับออกไป จากนั้นคุณครูคอยปลอมน้องไม่ให้ร้องไห้ คอยหลอกล่อให้น้องอารมณ์ดีขึ้น

 

ปกติน้องจะร้องไห้นาน แต่วันนี้คุณครูบอกว่าน้องร้องไม่เยอะ แต่น้องบอกว่าง่วงนอน ครูจึงนำที่นอนมาปูและหามุมให้น้องนอน ซึ่งเป็นมุมที่อากาศถ่ายเทและมีพัดลมเพดาน 2 ตัว จากนั้นคุณครูนั่งกล่อมน้องให้นอนอยู่สักพักจนนอนหลับ แต่น้องก็ยังร้องหาแม่อยู่ คุณครูจึงคอยปลอบน้องและหลอกล่อว่าเดี๋ยวครูไปหากุญแจเปิดประตูโรงเรียน ถ้าหาเจอจะพาไปหาคุณแม่ จากนั้นน้องก็หลับไป น้องยังหายใจและมีเสียงกรน คุณครูยังพูดคุยกันว่าวันนี้น้องหลับเร็ว สงสัยง่วงนอน เพราะคุณแม่ปลุกตอนเช้า คุณครูจึงเดินไปช่วยคุณครูอีกท่านหนึ่งพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม แต่ไม่ได้ทิ้งน้องให้นอนเพียงลำพัง ยังมีคุณครูอีกคนนั่งเฝ้าเด็กอยู่ตรงจุดที่น้องนอนด้วย

 

จากนั้นเวลา 8.58 น. คุณครูอีกคนซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยพยาบาลมาก่อน สามารถจับชีพจรปั๊มหัวใจได้ในเบื้องต้น ได้เดินผ่านน้องเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำ แต่สังเกตเห็นว่าน้องปลายเท้าและมือเขียว สภาพนอนหงาย คุณครูจึงรีบจับชีพจรแต่ไม่พบ จึงรีบเดินมาบอกตน ตนจึงแจ้งให้คุณครูโทรหา 1669 ขณะเดียวกันก็โทรบอกคุณแม่ ซึ่งทำให้คุณแม่ตกใจ แต่ตนก็บอกให้คุณแม่รีบมาที่โรงเรียน ซึ่งระหว่างนั้นคุณครูก็ช่วยปั๊มหัวใจน้อง รวมถึงคุณครูท่านอื่น ๆ คอยช่วยเรียกและจับน้องให้น้องรู้สึกตัว

 

ช่วงเวลาที่เกิดเรื่องใหม่ ๆ คุณครูยังไม่กล้าโทรไปเนื่องจากรู้ว่าที่บ้านของน้องยังมีเหตุฉุกเฉินอยู่ ในวันเดียวกัน ช่วงเวลา 10.00 น. จึงโทรถามคุณแม่ว่าน้องปลอดภัยดีไหม ปรากฏว่าแม่บอกว่าน้องเสียแล้ว ตนจึงแสดงความเสียใจกับคุณแม่ และครูทุกคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณครูทุกคนกินข้าวไม่ได้ และยังเสียใจตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมให้กำลังใจคุณแม่ให้ทำใจดี ๆ รวมถึงบอกกับคุณแม่ว่าหากรู้ผลชันสูตรแล้วให้โทรบอกแจ้งทางโรงเรียนด้วย หากจะจัดพิธีหรือทำบุญให้แจ้งด้วย

 

เรื่องกล้องวงจรปิด ตนได้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทั้งหมด ซึ่งทางโรงเรียนมีกล้องอยู่ 1 ตัว ตนยอมรับว่าเป็นกล้องที่ติดมานานแล้ว หลังจากเกิดเหตุจึงได้มีการพูดคุยกันว่าจะต้องปรับเปลี่ยน และต้องมีกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในทุกมุมให้ชัดเจนเพื่อดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด

 

ตั้งแต่น้องเข้ามาในเวลา 8.42 น. จนถึง 8.58 น. ยืนยันว่าทางโรงเรียนไม่ได้ให้น้องกินนอะไรเลย ทางโรงเรียนยืนยันไม่ได้ละเลย ครูทุกคนให้ความดูแลเด็กทุกคนเหมือนกัน ในเวลาที่เกิดเหตุทุกคนวิ่งหาคนมาช่วย ทุกคนให้ความช่วยเหลือเต็มที่ อยากฝากถึงคุณแม่ว่าให้เห็นใจทางคุณครูทุกคน คุณครูทกคนทำเต็มที่แล้ว หากเชื่อในสิ่งที่คุณครูบอก คุณครูจะขอบคุณมาก แต่ถ้าไม่เชื่อครูก็เข้าใจเพราะตอนนี้คุณแม่เสียลูก ตนเองก็มีลูก เหมือนชีวิตจิตใจของเรา คุณครูเข้าใจ คุณครูจะไม่มีการโต้ตอบอะไรทั้งนั้น แต่ขอความเป็นธรรมให้กับทางโรงเรียนและคุณครูทุกคนด้วย

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#สถานรับเลี้ยงเด็ก#เด็กเสียชีวิต