มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

จากใจ 'ต้า เฟ็ดเฟ่' เฮ้ยเพื่อน! เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงวะ ด้าน 'ยัต' ยืนยันเขาเป็นคนออกเอง


ดราม่า
25 สิงหาคม 25692,059
จากใจ 'ต้า เฟ็ดเฟ่' เฮ้ยเพื่อน! เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงวะ ด้าน 'ยัต' ยืนยันเขาเป็นคนออกเอง

จากใจ 'ต้า เฟ็ดเฟ่' เฮ้ยเพื่อน! เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงวะ ด้าน 'ยัต' ยืนยันเขาเป็นคนออกเอง คุยกันเรียบร้อย รับปากจะพาเพื่อน ๆ มาชี้แจงในครั้งหน้า

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (25 ส.ค. 2569) พูดคุยกันในประเด็นร้อนที่แฟนรายการส่งข้อความเข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับความขัดแย้งของสองอดีตเพื่อนสนิทอย่าง ‘ต้า’ และ ‘ยัต’ ที่เคยร่วมล้มลุกคลุกคลานและประสบความสำเร็จมาด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับมาถึงจุดแตกหัก เมื่อยัตได้ยื่นฟ้องร้อง ต้าเป็นจำนวนเงินถึง 20 ล้านบาท ทางฝั่งต้าระบุว่าตนและยัตร่วมสร้างช่องและทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ประเด็นหลักทางกฎหมายคือ ต้าอ้างว่าชื่อของตนเองถูกถอนออกจากรายชื่อหุ้นส่วนและกรรมการของบริษัท โดยที่ตนเองไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอมหรือรับทราบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

 

ต้าเดินทางมาพร้อมกับอดีตพนักงานของบริษัท ได้แก่ ก้อง, ต๊อย, เดย์, ไต๋ และทนายอรนุชญา รุ่งเรืองนพรัตน์ หรือทนายไข่มุก ทนายความส่วนตัวของต้า โดยมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ มาเป็นทนายคนกลาง ร่วมให้ความเห็นทางกฎหมาย

 

ต้ายืนยันว่า ตนพยายามขอติดต่อพูดคุยกับยัตเพื่อปรับความเข้าใจมาโดยตลอดแต่ได้รับการปฏิเสธกลับมา ในการพยายามโทรศัพท์หายัต ยัตได้รับสายและพูดตอบกลับมาตามที่ปรากฏในคลิปเสียงที่เป๋นข่าวในขณะนี้ ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำให้ต้ารู้สึกสะเทือนใจ และไม่คาดคิดว่าจะได้รับถ้อยคำเช่นนี้จากคนที่เป็นเพื่อนรักที่เคยร่วมเหนื่อยสร้างตัวมาด้วยกัน

 

นอกจากนี้ยังมีพี่แอ๊ะ ชาติฉกาจ ไวกวี ที่เข้ามาช่วยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยแต่สุดท้ายการพูดคุยก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากฝั่งของยัตปฏิเสธและไม่ยอมรับข้อเสนอใด ๆ

 

ก้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายเตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก (พร็อป) และเป็นนักแสดง ขณะที่ต๊อยทำหน้าที่เบื้องหลัง ตั้งแต่การถ่ายภาพ การตัดต่อ การกำกับ ไปจนถึงการคิดสร้างสรรค์เนื้อหา (ครีเอทีฟ) และมีส่วนร่วมในการแสดงหน้ากล้องบ้างบางครั้ง สำหรับเดย์และไต๋ทำหน้าที่หลักเป็นนักแสดงประจำช่อง อดีตพนักงานเหล่านี้เป็นผู้ที่รับรู้เรื่องราวและเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบริษัทมาโดยตลอด และอดีตพนักงานบางคนยังมีข้อพิพาทกับยัตแยกต่างหาก

 

ต้าได้เล่าย้อนความหลังและความเป็นมา ระบุว่า ต้าเริ่มต้นทำงานจากความรักความใฝ่ฝันอยากทำภาพยนตร์และรายการมาตั้งแต่เด็ก ต้ามีผลงานจากการประกวดหนังสั้นชนะรางวัลหลายครั้ง จนได้รับการวางตัวให้เป็นว่าที่ผู้กำกับภาพยนตร์ของค่าย GTH โดยได้ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับและเขียนบทฝึกฝนทักษะ ต่อมาต้าได้ตัดสินใจลาออก เนื่องจากคิดว่าตัวเองยังมีความสามารถไม่พอ ประกอบกับตอนนั้นมีบอลโลก เลยอยากทำตามความฝันคือการดูบอลโลกครบทุกนัด ตอนนั้นมีเงินติดตัวประมาณ 15,000 บาท ดูได้ถึงเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ปรากฏว่าเงินหมด

 

จากนั้น ต้าได้รับการชักชวนจากพี่โจ้ วงไคโจบราเธอร์ส และ พี่แอ๊ะ ชาตฉกาจ ไวกวี ให้เข้าไปทำงานด้านโฆษณา ในยุคนั้นเมื่อประมาณ 16 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่ยูทูบยังไม่เป็นที่รู้จัก ต้าได้รับคำแนะนำจากเอเจนซีโฆษณาที่ไปสัมมนาต่างประเทศว่า นิสัยของต้าเหมาะสมกับการทำยูทูบ ต้าจึงตัดสินใจเริ่มทำช่องยูทูบแรกในชื่อ เฟ็ดเฟ่ บอยแบนด์ ร่วมกับกลุ่มเพื่อนรวม 10 คน โดยมียัตเข้ามาเป็นสมาชิกคนที่ 9 และมีต้าเป็นหัวเรือใหญ่

 

การทำช่องเ็ดเฟ่ในช่วงแรกเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากยูทูบยังไม่มีระบบสร้างรายได้จากยอดวิว เพื่อน ๆ ยังไม่เชื่อว่าจะไปได้ แต่ต้าก็นัดหมายเพื่อน ๆ มาร่วมถ่ายทำด้วยความสนุกสนานและทำการตัดต่อคลิปด้วยตัวเอง ซึ่งช่องก็เริ่มประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วตั้งแต่คลิปที่ 2

 

ต้าและกลุ่มเพื่อนสนิทร่วมกันทำช่องเฟHดเฟ่เป็นเวลากว่า 6 ถึง 7 ปี ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย Ffpสาเหตุของการแยกย้ายเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสโซเชียลมีเดีย รวมถึงค่าใช้จ่ายภายในบริษัทที่สูงขึ้น เนื่องจากการบริหารงานที่เน้นระบบมิตรภาพแบบบ้าน ๆ โดยต้ายอมรับว่าตนตามใจเพื่อนในเรื่องเงินเดือนและผลตอบแทน เพื่อให้เพื่อนมีความสุขและสร้างตัวได้ ซึ่งนั่นจะเป็นภาพที่ต้ารู้สึกมีความสุข และการได้ทำงานตามที่ฝันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ต้าจึงไม่รู้สึกอยากได้อะไร

 

หลังจากเฟ็ดเฟ่จบไป ต้ากลับมาเริ่มต้นงานใหม่อีกครั้งร่วมกับยัต โดยต้าได้นำเพจและช่องยูทูบส่วนตัวของตนเองที่ชื่อ TAR FEDFE ซึ่งเคยใช้ลงคลิปและแคสต์เกมส่วนตัว มาปรับและเปลี่ยนชื่อช่องใหม่เป็น ‘ต้า ยัต ชัยโสโร เริ่มต้นทำคลิปโดยใช้ทาวน์เฮาส์หลังเล็ก ๆ ของต้าเป็นออฟฟิศทำงาน โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องตัดต่อ และบริเวณโถงกลางบ้านเป็นที่ประชุมและถ่ายทำรายการ

 

พนักงานชุดแรกประกอบด้วย ต๊อย เป็นพนักงานคนแรกที่ดูแลงานถ่ายและตัดต่อ สำหรับแผนกบัญชีและการเงินมี บ. ลูกพี่ลูกน้องของยัตเข้ามาดูแล ร่วมกับภรรยาของ ยัตที่เข้ามาช่วยงานบริหารจัดการ เนื่องจากมีความสนิทสนมกับ บ. เมื่อช่องเริ่มมีรายได้จากการว่าจ้างงานของลูกค้า จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกรรม ทั้งคู่ตัดสินใจนำบริษัทที่ไม่ได้ใช้งานของพี่สาวของภรรยายัต มาเปลี่ยนชื่อจดทะเบียนใหม่เป็น ชัยโสโร เพื่อความสะดวกและไม่ต้องจดทะเบียนบริษัทใหม่ โดยโครงสร้างการถือหุ้นหลังการเปลี่ยนรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นประกอบด้วย ต้าถือหุ้น 49% ยัตถือหุ้น 49% และภรรยาของยัตถือหุ้นอีก 2%

 

ต้าเล่าว่าสมัยที่ทำเฟ็ดเฟ่ ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักที่รับส่งมุกตลกกันได้อย่างเข้าขา โดย ต้าเป็นตัวปูและยัตเป็นตัวตบ แต่ตอนนั้นยัตมีบทบาทเป็นเพียงนักแสดงหน้ากล้องอย่างเดียว ไม่เคยทำงานเบื้องหลังร่วมกัน โดยต้าจะเป็นคนคิดงาน เตรียมงาน และวางแผนทั้งหมด ส่วนยัตจะมาเข้าร่วมเฉพาะในวันถ่ายทำเพื่อแสดง และนาน ๆ ครั้งจึงจะมาร่วมประชุม การกลับมาเปิดช่องชัยโสโรจึงถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนต้องมาร่วมงานเบื้องหลัง ร่วมคิด และร่วมวางแผนทำงานด้วยกันจริง ๆ

 

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อต้องทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรก เกิดการถกเถียงและมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเปิดช่อง ต้าเผยว่ายัตเป็นคนอารมณ์ร้อน ปากไว มักพูดจาเหน็บแนมและด่าทอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนจนรู้สึกทนไม่ไหวและขอลาออกตั้งแต่สัปดาห์แรก เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะกันต่อหน้าพนักงานและครอบครัวของยัต โดยเสนอให้ยัตทำงานนี้คนเดียวไปเลย แต่ยัตได้ทักท้วงและเกลี้ยกล่อมว่า เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และขอให้ลองปรับตัวเข้าหากัน ต้าจึงยอมทำงานต่อเพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนรัก และคิดว่าจะไม่มีเรื่องกันอีก แต่สุดท้ายเหตุการณ์ก็กลับมาเป็นแบบเดิม และ ต้าเริ่มถูกควบคุมครอบงำทางความคิดหรือที่เรียกว่า แก๊สไลต์ติง (Gaslighting)

 

ต้าอธิบายว่า เป็นการครอบงำเพื่อให้ต้าเชื่อว่าตนเองทำอะไรก็ผิดเสมอ และต้องคอยรับฟังยัต ยัตมักพูดโน้มน้าวว่าขอเป็นคนบริหารและใช้ความคิดของยัตเป็นหลักในการทำงานรอบนี้ เพราะเฟ็ดเฟ่ต้าทำมาแล้ว นอกจากนี้ยัตยังพูดตอกย้ำบั่นทอนต้าทุกวันว่า ต้าสมองเสื่อม ฟอร์มตก และไม่สามารถคิดงานหรือตัดต่อได้ดีอีกแล้ว เพื่อให้ต้าสูญเสียความมั่นใจและยอมฟังยัตทุกอย่าง ต้ายอมรับว่าตอนแรกตนไม่ได้เชื่อคำพูดเหล่านั้น แต่เมื่อโดนพูดกรอกหูทุกวันก็นำกลับไปคิดคล้อยตามและสงสัยในตัวเองจริง ๆ เนื่องจากตนมีความรัก ศรัทธา และเป็นแฟนคลับคนแรกของยัตมาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้องกันตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แต่แม้ว่ายัตจะคอยตำหนิไอเดียของต้าว่าไม่ดี แต่สุดท้ายไอเดียเหล่านั้นก็ถูกนำไปใช้ในการเสนอและเผยแพร่งานทางสื่อสังคมออนไลน์อยู่ดี โดยสั่งให้ต้าเป็นคนลงมือทำ

 

ทนายไข่มุก ได้กล่าวเสริมว่า ปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่คำพูดทำร้ายจิตใจ แต่รวมถึงการทำร้ายทางกายและพฤติกรรมการแกล้งในชีวิตประจำวันนอกเหนือจากหน้ากล้อง เช่น การตบศีรษะ และการโกนศีรษะของต้าโดยพลการ แล้วอ้างว่าจะช่วยสร้างกระแสให้ดังขึ้น แม้แต่การแกล้งผสมยานอนหลับเกินขนาดให้ต้ากิน

 

ซึ่งต้ายอมรับว่าเป็นคอนเทนต์ร่วมกันที่เกือบเกิดอันตราย แต่ยังพฤติกรรมอื่น ๆ อย่างการตบหัวและการกลั่นแกล้งที่ต้าต้องเผชิญจริงเป็นประจำในชีวิตหลังกล้อง พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ต้ารู้สึกถูกลดทอนคุณค่าและด้อยค่า จนเหมือนตัวตลกหรือตัวกระจอกประจำออฟฟิศ ที่แม้แต่ลูกน้องหรือพนักงานคนอื่น ๆ ก็สามารถกลั่นแกล้งได้ ต้าบอกว่าตนไม่ได้เต็มใจโดนกระทำ แต่ยอมทนเพราะตนอยู่ในตำแหน่งเจ้าของบริษัท และเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องการรักษาบรรยากาศการทำงานในออฟฟิศให้ดีที่สุด

 

ทนายไข่มุก ได้เปรียบเทียบเพิ่มว่า ในอดีตสมัยทำเฟ็ดเฟ่ การแกล้งกันมีลักษณะคล้ายรายการแจ็8แอส (Jackass) ที่เล่นกันรุนแรงและโลดโผน เช่น การยิงปืนเพนต์บอลหรือกระโดดจากที่สูง ซึ่งเป็นการตกลงเล่นร่วมกันอย่างเท่าเทียม แต่พอเปลี่ยนมาเป็นชัยโสโรที่เหลือกันเพียงสองคน และต้าดำรงตำแหน่งเจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้น และ CEO ร่วมกัน แต่ยัตได้ตั้งตนเป็นผู้บริหารสูงสุด ต้ายอมรับว่ายัตมีชื่อเสียงที่สุด ทุกคนในบริษัทรวมถึงลูกน้องจึงยอมฟังคำสั่งเด็ดขาดของยัต และมองต้าเป็นเพียงตัวตลกที่ไม่มีอำนาจสั่งการ

 

นอกจากนี้ ต้ายังระบุถึงปัญหาเรื่องการเงินในออฟฟิศว่า เมื่อไปถ่ายทำรายการต่างจังหวัด ต้าจะต้องเป็นผู้ควักเงินส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายไปก่อน แต่เมื่อกลับมาเบิกเงิน ยัตจะปฏิเสธไม่ให้เบิกและพูดจาบั่นทอนทำนองว่า “งานไม่ผ่าน ยังกล้ามาเบิกอีกหรือ ควรออกเองและรับผิดชอบเอง” ต้าที่ถูกแก๊สไลต์จนหลงเชื่อและต้องการรักษาบรรยากาศ จึงยอมเข้าเนื้อตัวเอง การถูกลดทอนคุณค่าซ้ำ ๆ ทั้งต่อหน้ากล้องและในชีวิตประจำวันหลังกล้อง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจจนกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งปัจจุบันมีใบรับรองแพทย์ยืนยันการเข้ารักษาอาการเจ็บป่วยนี้

 

 

วันนี้ต้าตัดสินใจลุกขึ้นมาพูดและต่อสู้ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชีวิตตนเองเป็นครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยออกมาพูดชี้แจงเลย ต้าเล่าว่าครอบครัวของตนต้องเผชิญกับความยากลำบาก โดยคุณพ่อล้มป่วยหนักจนต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้านตามมีตามเกิดเพราะไม่มีเงิน ขณะที่คุณแม่ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบาก แฟนสาวก็ต้องเลิกรากันไปเพราะตนไม่มีอนาคตที่จะดูแลเธอได้อีกต่อไป ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ต้าแทบไม่มีแฟนคลับคอยสนับสนุนเลย เนื่องจากบทบาทหลักของเขาในช่องมักเป็นคนทำงานเบื้องหลังและเป็นพิธีกร ไม่ใช่ตัวโดดเด่น ตัวมีม หรือตัวตบมุกที่มีซีนเด่นเหมือนกับยัต เมื่อพยายามออกมาพูดชี้แจงความจริง เสียงของเขาจึงไม่ดังพอและไม่มีใครเชื่อ กลับกลายเป็นว่าถูกสังคมตราหน้าและเข้ามาต่อว่าอย่างหนักจนเกิดกระแสทัวร์ลง นอกจากนี้ ต้ายังรู้สึกเจ็บปวดที่กลุ่มเพื่อนเก่าและรุ่นน้องพากันไปรวมกลุ่มถ่ายรายการ แสดงความสงสารและเข้าไปกอดให้กำลังใจยัตว่าเป็นผู้ถูกกระทำ

 

ประเด็นที่ต้าถูกกล่าวหาว่าโกงเงินนั้น ต้าอ้างว่าเกิดจากการที่ยัตพยายามพูดจาครอบงำ ทำให้คนอื่นเชื่อว่าบริษัทเฟ็ดเฟ่ไม่ใช่ของต้า แต่ในความเป็นจริงแล้วต้าเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นในบริษัทเฟ็ดเฟ่ 98.5% ซึ่งเงินรายได้จากยอดวิวเก่าบนยูทูบของเฟ็ดเฟ่จะตกเป็นของต้าโดยตรง และต้ามีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้เงินนี้เองหรือแบ่งให้เพื่อน ๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ต้าได้นำเงินจำนวนหนึ่งจากส่วนนี้ออกมา เพื่อจ่ายค่าภาษีและค่าทำบัญชีที่จำเป็นให้กับบริษัทเฟ็ดเฟ่ที่ยังไม่ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ แต่ยัตกลับมองว่าการกระทำนี้ไม่ถูกต้อง และกดดันให้ต้าพิมพ์ข้อความลงไปในกลุ่มเพื่อขอโทษเพื่อน ๆ ทุกคนเรื่องนำเงินมาใช้ ข้อความดังกล่าวถูกนำไปอ้างและหลุดออกมาสู่ภายนอก จนทำให้เพื่อน ๆ และสังคมเข้าใจผิดว่าต้าแอบเอาเงินเพื่อนไปใช้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ต้านำไปใช้ในเรื่องภาษีและบัญชีของบริษัท และไม่มีความจำเป็นต้องขอโทษเลยเนื่องจากเป็นการจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เรื่องนี้ทำให้เพื่อน ๆ พากันเกลียดต้า ทั้งที่เป็นเงินส่วนตัวของต้าเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับชัยโสโรแต่อย่างใด

 

ต้าเล่าว่าประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ปกติต้าและยัตได้รับเงินเดือนเท่ากันที่ 150,000 บาท แต่ต้ากลับถูกลดเงินเดือนลงเหลือเพียง 40,000 บาท โดยยัตได้ครอบงำความคิดของต้า ว่าต้าทำงานไม่ได้เรื่อง ไอเดียไม่ผ่าน คลิปที่ทำออกมาและเผยแพร่ไปแล้วก็ไม่มีคุณภาพจนต้องนำไปปรับปรุงใหม่ จากนั้น ยัตได้เสนอทางออกอ้างว่าเพื่อที่จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน โดยการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นมา 2 คน เพื่อทำงานแทนต้า และนำเงินเดือนของต้าที่ถูกหักไปจำนวน 100,000 บาท ไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้พนักงานใหม่ทั้งสองคนนั้น ซึ่งต้าในขณะนั้นยินยอมทำตามที่ยัตสั่งทุกอย่าง เนื่องจากเริ่มมีอาการป่วยทางจิตเวชและหลงเชื่อตามคำพูดของยัต ตอนนี้เขายังคงมีอาการทางจิตเวช รวมถึงอาการดิ่งโดยไม่รู้ตัวมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต้ายอมรับว่าเขารู้สึกกลัวทุกครั้งที่พูดถึงยัต

 

ในช่วงที่ต้าถูกสังคมโจมตีอย่างหนัก โดนแบนงานในวงการ ต้าพยายามไลฟ์ขายของเพื่อหาเงินเ แต่ก็ยังคงถูกผู้คนตามเข้ามาด่าทอว่าเป็นคนขายเพื่อนและเกาะเพื่อนกิน ต้าตกอยู่ในสภาพอับจนหนทาง ไม่มีเงินทอง และคุณพ่อก็ป่วยหนัก ในวันหนึ่งที่ทัวร์ลงหนักที่สุด ต้าตัดสินใจเดินเท้าเปล่าจากย่านสุขุมวิท (พระโขนง) ไปจนถึง จ. นนทบุรี เพื่อไปพบทนายไข่มุก ต้าเลือกที่จะเดินเท้าไปเรื่อย ๆ เพื่อใช้เวลาคิดทบทวนชีวิตเนื่องจากไม่มีทางไป

 

ทนายไข่มุก เล่าเสริมว่า ก่อนหน้านี้ พี่แอ๊ะเคยพาต้ามาหาทนายความ และช่วยออกเงินค่าใช้จ่ายในคดีแรกให้ แต่ต่อมาต้ากลับถูกฟ้องร้องเพิ่มเติมอีกหลายคดีจนกลายเป็นจำเลยในคดีที่ศาลประมาณ 2-3 คดี และคดีที่ สภ. คลองด่าน อีก 4 คดี พี่ต้าจึงเลือกใช้ชีวิตแบบเดินเท้าและพยายามทำคลิปเพื่อกอบกู้ชีวิตตนเอง

 

ต้า ระบุว่า เคยสิ้นหวังถึงขั้นพยายามสั่งซื้อปืนผ่านทางเพจออนไลน์ เพื่อตั้งใจจะปลิดชีวิตตนเอง แต่ผู้ขายได้โกงเงินไป ตนจึงรอดชีวิตมาได้

 

ด้าน ก้อง เปิดเผยว่า ตนเองถูกไล่ออกและโดนลบช่องยูทูบ ซึ่งเป็นช่องทำอาหารของตนเองที่มีผู้ติดตามสูงถึงเกือบ 400,000 คน โดยเคยล็อกอินทิ้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของบริษัท ส่วนต๊อยก็ถูกไล่ออกมาพร้อม ๆ กัน และระบุว่าตนเองเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการถูกยัตแก๊สไลต์อย่างหนักในระหว่างที่ทำงาน

 

ต้าเผยว่า ตนเองไม่ค่อยออกจากบ้าน และอาศัยนอนอยู่ที่ทำงานชั้นบนมาโดยตลอด ไม่มีสังคมเพื่อนฝูงหรือการไปเที่ยวสังสรรค์ ชีวิตของตนมีเพียงแค่งานและยัตเท่านั้น จึงรักและเชื่อฟังยอมตามใจทุกอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือความหงุดหงิดใจของอีกฝ่าย

 

ปัญหาการถอนรายชื่อออกจากผู้ถือหุ้น ต้าเล่าว่าตนเพิ่งมาทราบเรื่องหลังจากที่เกิดปัญหาความขัดแย้งและหอบกระเป๋าหนีออกมา ซึ่งในขณะนั้นยังมีการง้อกันไปมาจึงไม่ได้เจรจาตกลงเรื่องหุ้นและทรัพย์สินของบริษัทอย่างเป็นทางการ ต่อมาจึงได้ตรวจพบรายงานการประชุมและสัญญาซื้อขายหุ้นในชั้นศาล ซึ่งระบุวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น. เรื่องการเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจออก ทั้งที่ในวันและเวลาดังกล่าวต้ากำลังไลฟ์อยู่ที่บ้าน และมีหลักฐานการสนทนากับลูกค้าตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด อีกทั้งรายงานประชุมฉบับนั้นมีลายเซ็นรับรองของยัตและภรรยาของยัต โดยที่ตัวยัตเองก็เคยยอมรับว่าตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง

 

ทนายตุ๋ย ให้ความเห็ยว่า รายงานประชุมนี้ไม่มีการระบุจำนวนผู้เข้าร่วมหรือสัดส่วนหุ้นตามมาตรฐาน จึอาจเป็นการประชุมเท็จและปลอมแปลงเอกสารขึ้นมาเพื่อทำนิติกรรม

 

นอกเหนือจากนี้ ในสัญญาซื้อขายหุ้นยังระบุว่า ต้าได้ขายหุ้นไปในราคาเพียง 300,000 บาท ซึ่งต้าบอกว่าแท้จริงแล้วคือสลิปเงินค่าตอบแทนจากแคมเพนเสื้อสวัสดีปีใหม่ และมีเอกสารที่ต้าเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องระบุไว้ชัดเจน ว่าใช้สำหรับค่าเสื้อ ไม่ใช่เรื่องหุ้น และต้าขอยืนยันว่า ลายเซ็นในสัญญาซื้อขายหุ้นฉบับนั้นไม่ใช่ลายเซ็นของตนอย่างแน่นอน

 

ทนายตุ๋ย ให้ความเห็นว่า ต่อให้เป็นลายเซ็นของต้าจริง แต่หากไม่มีเจตนายินยอมที่จะผูกพันนิติกรรมโอนหุ้น ก็สามารถสู้คดีในทางกฎหมายได้

 

ในระหว่างรายการ ยัตได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาและชี้แจงในมุมของตนเองว่า ในเรื่องการแกล้งกัน มองว่าเป็นการทำคอนเทนต์ และตัวเขาก็เคยโดนแกล้งทำนองเดียวกันจนคนดูชินแล้ว

 

สำหรับประเด็นการโอนหุ้น ยัตระบุว่าเรื่องทั้งหมดอยู่ในกระบวนการยุติธรรมของศาลแล้ว และเนื่องจากต่างฝ่ายต่างพูดข้อมูลไม่ตรงกัน จึงขอรอฟังคำตัดสินของศาลเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ยัตเผยว่าประเด็นนี้มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว และต้าเป็นคนแสดงความประสงค์ที่จะขอออกไปเองและไม่ขอรับทรัพย์สินใด ๆ เพื่อแลกกับการนำเพจและบริษัทเฟ็ดเฟ่ไปดูแลเพียงคนเดียว ยัตได้อธิบายเบื้องหลังของเฟ็ดเฟ่ว่า ในอดีตกลุ่มเพื่อนเคยตกลงปากเปล่ากันว่า เงินหลังบ้านของเฟ็ดเฟ่จะนำมาหารเท่ากัน เหมือนเป็นเงินสวัสดิการของเพื่อนทุกคน โดยใช้ชื่อต้าเป็นกรรมการถือสิทธิ์ตามกฎหมายเนื่องจากความไว้ใจ ต่อมาทางบัญชีตรวจพบว่าเงินในบริษัทเฟ็ดเฟ่หายไป ซึ่งต้าเป็นผู้มีอำนาจเบิกจ่ายแต่เพียงผู้เดียว ได้แอบถอนเงินออกไป 5 เดือนติดต่อกันโดยไม่ยอมบอกเพื่อน

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามว่า ในทางกฎหมายสิทธิ์ในบริษัทเฟ็ดเฟ่เป็นของใคร ยัตยอมรับว่าเป็นของต้า และต้ามีสิทธิ์เบิกจ่ายตามกฎหมาย แต่เพื่อนได้มีการพูดกันสัญญากันปากเปล่าเอาไว้

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ให้ข้อสังเกตว่า สัญญาปากเปล่านั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอในทางกฎหมาย และการที่ต้าจะยอมทิ้งหุ้นสัดส่วน 49% ในช่องชัยโสโรซึ่งมีรายได้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกกับเฟ็ดเฟ่ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวและแทบไม่มีรายได้แล้วนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้นของชัยโสโรมีฝั่งภรรยาของยัตถืออยู่อีก 2% ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ฝั่งของยัตถือหุ้นรวมเป็น 51% และมีอำนาจในการตัดสินใจเหนือกว่ามาโดยตลอด

 

สำหรับคดีความเรียกเงินมูลค่า 20 ล้านบาทที่เกิดขึ้นนั้น ยัตอธิบายว่า ประกอบด้วยคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากกรณีที่เพจชัยโสโรถูกลบ และคดีลิขสิทธิ์จำนวน 10 ล้านบาท จากการที่ต้านำคลิปเดโมที่บริษัทชัยโสโรเป็นผู้ผลิตไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าคลิปนั้นจะมีตัวต้าร่วมแสดงและทำขึ้นในขณะที่ต้ายังคงสถานะผู้ถือหุ้นอยู่ก็ตาม

 

ด้านทนายตุ๋ย พยายามเสนอแนวทางไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่าย หันมาพูดคุยแบ่งผลประโยชน์ หาทางแยกย้ายกันไป และรักษามิตรภาพความสัมพันธ์เก่าแก่ไว้ ในขณะที่ทนายไข่มุกได้สอบถามยัตตรง ๆ ถึงประเด็นการแบ่งทรัพย์สินบางส่วนให้ต้า เพื่อให้นำไปตั้งตัวบ้างได้หรือไม่ ซึ่งยัตระบุว่าคำถามดังกล่าวทำให้สังคมมองตนในแง่ร้าย ทั้งที่เนื้อหารายละเอียดของคดีมีความซับซ้อนมากกว่านั้นมาก

 

ขณะที่ประเด็นของก้อง อดีตพนักงานที่แจ้งว่าช่องถูกลบหลังจากออกจากบริษัทนั้น ยัตยืนยันว่าตนไม่เคยรับรู้ในเรื่องการล็อกอินหรือการกระทำดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ระบุว่าเรื่องร่องรอยการใช้งานทางเทคโนโลยีสามารถตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความจริงได้แน่นอน

 

และเพื่อให้ได้รับฟังข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ยัตได้ขอพื้นที่ในรายการโหนกระแสเพื่อชี้แจงพร้อมกับเพื่อน ๆ อีกจำนวนหนึ่ง หนุ่ม กรรชัย จึงได้ทำการนัดหมายกับยัต และทนายอาร์ม ทนายความของยัต ให้มาออกรายการโหนกระแสเพื่อนำหลักฐานมาชี้แจงในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. เนื่องจากวันที่ 26-28 ส.ค. ยัตจะต้องไปศาล

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ยินยอมตกลงร่วมกันว่า จะไม่มีการนำถ้อยคำการชี้แจงในรายการครั้งนี้และในอนาคตไปทำการฟ้องร้องคดีความเพิ่มเติมต่อกัน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถพูดคุยชี้แจงและสู้กันด้วยพยานหลักฐานได้อย่างตรงไปตรงมา

 

หนุ่ม กรรชัย เปิดโอกาสให้ต้าพูดความในใจถึงยัต ซึ่งต้าระบุว่า ยังรักและคิดถึงเพื่อนเสมอ และยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกดีใจเลยที่อีกฝ่ายต้องเผชิญกับกระแสสังคมด้านลบหรือถูกผู้คนต่อว่า ต้ากล่าวด้วยความรู้สึกอัดอั้นว่าตนต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยทุกวันเพื่อพยายามหาเงินมารักษาคุณพ่อ ซ่อมแซมบ้าน และผ่อนบ้านให้ครอบครัว ก่อนจะถามว่า “นายฟ้องเราทำไมวะเพื่อน”

 

ต้าเผยว่าตนทำงานในวงการนี้มานานถึง 15 ปี แต่ชีวิตยังคงประสบความยากลำบาก ทั้งที่ควรจะมีความเป็นอยู่ที่ดีและสบายได้แล้ว ขณะเดียวกัน ยัตที่รับฟังอยู่ได้แย้งขึ้นมาว่า การที่ต้าพูดแบบนี้ทำให้ตนดูแย่ไปหมดเลย

 

หนุ่ม กรรชัย จึงได้ชี้แจงว่านี่คือการระบายความรู้สึกส่วนตัวจากมุมของต้า ซึ่งในอดีตต้าเองก็เคยผ่านจุดที่โดนกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์และต่อว่าอย่างหนักเช่นกัน โดยทางรายการพร้อมเปิดพื้นที่ให้ยัตเข้ามาชี้แจงข้อมูลในมุมมองของตนเองอย่างเต็มที่ และหากภายใน 3 วันที่ขึ้นศาล ทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของศาลเพื่อตกลงกันได้ ก็จะไม่เชิญมา ถือว่าจบและเป็นหนทางที่ดีสำหรับทุกฝ่าย

 

ประเด็นคดีความลิขสิทธิ์และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ที่ต้าถูกฟ้องนั้น ต้าระบุว่ารู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก เนื่องจากตนเคยทำคลิปให้บริษัทมามากมายถึง 2,000-3,000 คลิป แต่กลับถูกยัตยื่นฟ้องร้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์จากคลิปเดโมเพียงคลิปเดียว ซึ่งตนเป็นคนคิดและลงมือทำคลิปเดโมนั้นเองทุกขั้นตอนในฐานะผู้ถือหุ้นในขณะนั้น และไม่มียัตร่วมแสดงหรือปรากฏตัวในคลิปเลยด้วยซ้ำ

 

ส่วนคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ทนายไข่มุก ชี้แจงรายละเอียดว่า ทางฝั่งยัตฟ้องร้องต้า โดยกล่าวหาว่าต้าเป็นคนทำลายข้อมูล แฮ็ก และลบสิทธิ์แอดมินต่าง ๆ ในช่วงที่เพจชัยโสโรล่มไป อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหานี้ตกไปเนื่องจากตามกฎหมาย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ การกระทำความผิดต้องเป็นการกระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้อื่น แต่ในความจริงต้ายังคงสถานะเป็นเจ้าของเพจดังกล่าวมาโดยตลอด และทางฝั่งยัตเองก็เคยยอมรับข้อเท็จจริงในอดีตว่ายังไม่มีการซื้อขายเพจหรือจ่ายเงินค่าเพจนี้ให้กับต้าแต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินออฟฟิศ ประเด็นการซื้อบ้านออฟฟิศที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ต้ายืนยันว่า บ้านหลังดังกล่าวซื้อขึ้นด้วยเงินของบริษัทชัยโสโรในขณะที่ตนยังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ โดยมีหลักฐานรูปภาพแคปชันจากภรรยาของยัต ที่เคยโพสต์ชื่นชมความสำเร็จในปี พ.ศ. 2564 ว่าเป็นน้ำพักน้ำแรงของทั้งสองคน ต้าเผยว่าตนมีส่วนร่วมในกระบวนการทำนิติกรรมอย่างชัดเจน โดยเดินทางไปเบิกเงินจากบัญชีบริษัทในรูปแบบของเช็คที่ตนร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เพื่อนำไปมอบให้แก่เจ้าของบ้านเดิม แต่กรรมสิทธิ์ในการครอบครองบ้านถูกจดทะเบียนเป็นชื่อของยัตเพียงผู้เดียว

 

ต้า เล่าว่า ยัตได้โน้มน้าวใจและครอบงำความคิดของตนว่า หากใส่ชื่อเป็นของบริษัทจะทำให้ต้องเสียภาษีที่ดินในสัดส่วนที่สูง นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการดูดวง โดยเคยมีการนำดวงชะตาของทั้งสองไปให้หลวงพ่อที่ตั้งชื่อชัยโสโรดูให้ พบว่าดวงของต้าแย่มาก ในขณะที่ดวงของยัตจะช่วยให้บริษัทเจริญรุ่งเรืองและพุ่งทะยานไปข้างหน้า ต้าซึ่งรักบริษัทและไว้ใจเพื่อนรักอย่างสุดหัวใจ ประกอบกับสัญญาใจที่จะกอดคอร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันจนตาย จึงยอมยินยอมให้ใช้ชื่อยัต

 

หลังจากนั้น ต้าได้ใช้ชีวิตนอนพักอาศัยอยู่ที่ชั้นสองของบ้านหลังนี้เป็นเวลาประมาณหนึ่งปี ก่อนที่บ้านจะถูกขายไปเนื่องจากยัตมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับเพื่อนบ้าน และมีปัญหาเรื่องเสียงดังจากการถ่ายงาน แต่เมื่อขายบ้านได้เงินจำนวนกว่า 10 ล้านบาท เงินกลับถูกโอนเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของยัต และไม่เคยไหลกลับคืนสู่บริษัท โดยยัตอ้างเหตุผลกับต้าว่าหากนำเงินเข้าบริษัทจะต้องเสียภาษีจำนวนมาก

 

ต้าเล่าว่าตนเองต้องเผชิญกับภาวะจิตเวชและแพนิกทุกครั้งที่ได้ยินเสียงท่อรถของ ยัตขับเข้ามาในออฟฟิศ เนื่องจากหวาดกลัวการถูกด่าทอต่อหน้าลูกน้องและพนักงานจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ต้าได้ยกตัวอย่างความเจ็บปวดในวันเกิดของตนเองที่ยัตโทรศัพท์มาด่าทอ ก่อนจะตบท้ายว่าเป็นการแกล้งเล่น บอกว่าวันเกิดจะไม่ด่าวันนึง

 

นอกจากคำพูดบั่นทอนแล้ว ยัตยังใช้ความรุนแรง เช่น การใช้ไม้หวายฟาดก้นและตีมืออย่างรุนแรงในระหว่างการประชุมงาน เมื่อต้าเสนอไอเดียแล้วไม่เป็นที่พอใจของยัต ซึ่งเหตุการณ์นี้พนักงานอย่างเดย์เละไต๋ยืนยันว่าเห็นการกระทำจริง 2 ครั้ง และไม่ใช่การถ่ายทำคอนเทนต์แต่อย่างใด

 

ยัตยังเคยกลั่นแกล้งต่าง ๆ เช่น สั่งให้ต้าไปวิ่งตากแดดรอบลานจอดรถ และสั่งให้ไปลองเปลี่ยนศาสนาเพื่อนำเรื่องมาเล่าให้ฟัง อีกทั้งยัตเคยแกล้งให้ต้าผลิตคลิปวิดีโอจำนวน 16 คลิป ภายในระยะเวลา 16 วัน โดยที่ยัตไม่เข้ามาช่วยงาน ต้าพยายามทำสุดความสามารถจนได้ 14 คลิป เพื่อหวังให้เพื่อนยอมรับ แต่เมื่อทำเสร็จยัตกลับหัวเราะและบอกว่าเป็นการแกล้งเล่นเฉย ๆ

 

พฤติกรรมทำนองเดียวกันยังเกิดขึ้นเมื่อยัตสั่งให้ต้าติดต่อดาราระดับประเทศหลายท่าน เช่น หนุ่ม กรรชัย, ป๋อง กพล, เบิร์ด ธงไชย, โน้ต อุดม, เสก โลโซ และวงโมเดิร์นด็อก โดยต้าต้องพยายามต่อสายติดต่อถึง 9 ทอดเพื่อประสานงาน แต่เมื่อนำเรื่องมารายงาน ยัตก็ตอบกลับว่าเป็นเพียงการแกล้งเล่นเช่นกัน

 

ต้าเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เงินรายได้ของบริษัทจากทางยูทูบในช่วงหลัง ถูกเปลี่ยนเส้นทางการโอนจากบัญชีบริษัทเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของยัต โดยอ้างเหตุผลเลี่ยงภาษี ต้า ถูกบีบหักเงินเดือนจาก 150,000 บาท เหลือเพียง 40,000 บาท โดยยัตอ้างว่าจะนำเงินส่วนต่างไปจ้างผู้กำกับใหม่เพื่อไม่ให้ต้องทะเลาะกัน แต่ความจริงกลับไม่มีการจ้างงานใคร และต้าก็ยังต้องทำงานหนักเหมือนเดิมในอัตราเงินเดือนใหม่เป็นเวลากว่า 2 ปี บรรยากาศในออฟฟิศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ยัตเคยสั่งพักงาน ต้าเป็นเวลา 7 วัน โดยอ้างว่าเห็นหน้าแล้วหงุดหงิด ทำให้ไม่มีอารมณ์ทำงานร่วมกับพนักงานคนอื่น วันหนึ่งที่ต้าเข้ามาเซ็นเอกสารเร่งด่วนตามคำขอของบัญชี ยัตเข้ามาพบก็แสดงความโกรธ พร้อมบอกว่าที่ต้ามาคงเพราะมากินข้าวฟรี และสั่งห้ามไม่ให้ทุกคนแบ่งข้าวกล่องให้ต้า พูดต่อหน้าทุกคนว่าเอาข้าวให้หมากินยังดีกว่า

 

อดีตพนักงานอย่างก้องยืนยันว่า ยัตมีพฤติกรรมอารมณ์ร้อนง เคยเขวี้ยงชามข้าวใส่ต้าตอนไม่พอใจเรื่องงาน ก้องมองว่า ต้าไม่ได้อยู่ในสภาพที่ไม่เหมือนเจ้าของบริษัทร่วมทุน แต่มีฐานะเหมือนลูกน้อง

 

ต้ายอมรับว่าตนจำยอมรับความผิดทุกอย่างตลอด 6-7 ปี จนจิตใต้สำนึกหลงเชื่อว่าตนเองคือต้นเหตุของความล้มเหลวทั้งหมด และยอมจ่ายเงินส่วนตัวค่าอาหารเลี้ยงพนักงานแทนยัต รวมแล้วเป็นเงินกว่า 600,000 บาทเพื่อหวังรักษาบรรยากาศในออฟฟิศให้ดีขึ้น เรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีพนักงานคนใดกล้าเข้ามาห้ามปราม เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในออฟฟิศล้วนเป็นเครือญาติและคนสนิทของฝั่ง ยัต

 

อดีตพนักงานเบื้องหลังอย่างต๊อย ซึ่งทำหน้าที่หลักในการคิดคอนเทนต์ กำกับ และเขียนบท เผยว่า ตนเองก็เผชิญกับการถูกลดทอนคุณค่าและด้อยค่าไอเดียจากยัต ในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ทำงานร่วมกัน ไอเดียของต๊อยผ่านการอนุมัติจากยัตเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้นจากคลิปนับร้อยคลิป ต๊อยและต้าต้องทนทำงานลากยาวจนถึงกลางดึกเพื่อแก้ไขงาน จนทำให้ต๊อยสูญเสียความมั่นใจและคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะไปทำงานที่อื่นรอด

 

ประเด็นการเลิกจ้าง ต๊อ ชี้แจงว่าตนมีปัญหาเรื่องการดื่มน้ำกระท่อมจริง เนื่องจากต้องทำงานลากยาวจนดึก เพื่อเคาะงานและพรีเซนต์ส่งลูกค้า ยอมรับว่าต้องหาวิธีรีแล็กซ์ในยามดึก และเมื่อเริ่มคิดงานได้ไม่ถูกใจยัต ยัตก็มักจะตำหนิว่าเป็นเพราะการดื่มน้ำกระท่อมที่ทำให้สมองเสื่อมและคิดงานช้าลง ซึ่งตนก็ยอมรับว่าน้ำกระท่อมไม่ดี แต่ด้วยตอนนั้นไม่รู้จหันหน้าไปหาอะไรจริง ๆ และในความเป็นจริงการทำงานก็โอเวอร์โหลด คิดงานหลายตัวต่อสัปดาห์ และไม่ได้พักผ่อนจนต้องแอบไปงีบหลับในห้องน้ำ

 

ก้องยอมรับว่ายัตไม่ได้ทำผิดที่ไล่พวกตนออก เนื่องจากยัตเคยเตือนล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะไล่ออกหากยังไม่หยุดดื่มน้ำกระท่อม ซึ่งตนยอมรับความผิดและพ้นสภาพพนักงานพร้อมกับต๊อย แต่หลังจากออกมา ช่องยูทูบส่วนตัวกลับถูกลบหายไปอย่างเป็นปริศนา นอกจากนี้ หลังจากไล่ออก ยัตยังพยายามโทรศัพท์ตามตื้อขอนัดเจอที่ร้านกาแฟเพื่อชวนกลับไปร่วมงาน

 

หนุ่ม กรรชัย สอบถามต้าเรื่องการส่งข้อความขอยกหุ้นทั้งหมดคืนให้ยัตโดยไม่เอาเงิน ต้าระบุว่าไม่มีการพูดคุยด้วยวาจา แต่ยอมรับว่ามีภาพหลักฐานแชตที่ตนคุยกับภรรยาของยัตจริง ข้อความแชทระบุว่า ต้าได้ส่งข้อความขอโทษ ยอมรับความผิดของตนเอง และยินยอมยกทรัพย์สินรวมถึงช่องเดิม และไม่ขอรับเงินใด ๆ ทนายไข่มุกชี้แจงว่า ข้อความเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต้าเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง โทษตัวเองว่านิสัยไม่ดี และคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุทำให้บริษัทมีปัญหา

 

ต้าระบุว่า ในขณะนั้นต้าพยายามหนีออกจากสภาพแวดล้อมที่ทุกข์ทน เนื่องจากยัตมักตามตื้อถึงบ้านและเคยพารถไปราชบุรีเพื่อปรับความเข้าใจ ทำให้ต้าเกิดความหวาดกลัวและอึดอัดใจอย่างมากจนอยากจบชีวิตตัวเองต้า จึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความตัดพ้อและยินยอมยกทุกอย่างให้ เพื่อขอชีวิตของตนเองออกมา

 

ต้าเผยว่ามีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลลาดพร้าว ระบุอาการป่วยจิตเวช ซึมเศร้า สารเคมีในสมองลดลง และมีความคิดทำร้ายร่างกายตัวเองต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน โดยก่อนหน้านี้ต้าไม่สามารถไปพบแพทย์ได้อย่างสม่ำเสมอเนื่องจากไม่มีเงินรักษา ต้าเพิ่งมาทราบว่าชื่อของตนถูกถอนออกจากบริษัทอย่างถาวรภายหลังจากที่แยกตัวออกมาและโดนยัตฟ้องร้อง

 

ต้ายังได้เล่าว่า ยัตปรับเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเองฝ่ายเดียว โดยที่ต้ายังคงได้รับ 40,000 บาทเท่าเดิม ต้ายินยอมเพราะรักเพื่อนและเข้าใจว่ายัตมีภาระครอบครัวเยอะ ประกอบกับไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการคัดค้าน เนื่องจากระบบบริหารมีสามเสียงจากกลุ่มเครือญาติและหุ้นส่วนคือ ตัวยัต, ภรรยาของยัต และพนักงานบัญชี ยิ่งไปกว่านั้นยัตได้นำเงินจากบัญชีบริษัทไปซื้อทรัพย์สินส่วนตัวเป็นชื่อของตัวเองหลายครั้ง รถยนต์คันแรกคือนิสสันโน้ตรุ่นแรก ราคาประมาณสามแสนบาท ซึ่งใช้เงินบริษัทซื้อแต่จดทะเบียนเป็นชื่อของยัต ต้าระบุว่าตนเองทราบเรื่องการใช้เงินบริษัทอย่างดี เนื่องจากตนมีหน้าที่กดอนุมัติการโอนเงินขั้นสุดท้ายผ่านแอปฯ จัดการการเงินของบริษัท

 

ต่อมายัตก็นำเงินบริษัทไปซื้อฮาร์เลย์เดวิดสันสีฟ้าเป็นชื่อของตนเอง โดยให้ต้านำรหัสและอนุมัติโอนเงินเช่นเดิม ในปีที่สองยัตก็นำเงินออฟฟิศจำนวน 1 ล้านบาท รวมกับเงินส่วนตัวอีกหนึ่งล้านบาทไปซื้อรถยนต์จีทีโอสีส้ม ยัตมักจะบอกต้าว่าให้ต้าจดไว้ หากต้าอยากได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งเมื่อไหร่ก็ค่อยเบิกออกไปใช้ แต่ต้าไม่เคยเบิกเงินออกมาเลยเพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้สอย

 

และล่าสุดที่มีปัญหากัน เมื่อต้าโทรศัพท์ไปพูดคุย ยัตกลับเรียกต้าว่าคุณลิขิต และบอกว่าเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งที่มาขอทำงานด้วย ไม่ใช่หุ้นส่วนหรือเจ้าของร่วม แต่ยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าของร่วม และไม่ได้มีการทำประกันสังคมเหมือนพนักงาน เพราะกรรมการบริษัทจะทำไม่ได้อยู่แล้ว

 

ปลายปีที่สาม บริษัทมีผลกำไรที่ตกลงกันว่าจะปันผลให้คนละ 1.5 ล้านบาท ในวันที่จะทำการโอนเงิน ยัตได้มาพูดคุยกับต้าด้วยความตื่นเต้นเรื่องรถยนต์สีขาวและสีเหลืองที่อยากได้แ ต่ตกลงกับภรรยาไม่ได้ ต้ารู้สึกมีความสุขร่วมไปด้วยเพียงเพราะเวลายัตมีความสุขเรื่องรถ ยัตจะไม่ด่าทอและแสดงความรักต่อตนบ้าง ยัตพูดโน้มน้าวว่าตนเองชอบมีหนี้สินเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน และได้ขอยืมเงินปันผลจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนบาทของต้าไปซื้อรถยนต์ทั้งสองคัน ต้ายอมตกลงและเป็นคนกดอนุมัติเงินจากบัญชีบริษัทด้วยตนเองเหมือนเดิม นอกจากนี้ ยัตยังยืมเงินส่วนตัวของต้าเพิ่มเติมอีก 5.5 แสนบาท ต่อมา ยัตได้นำเงิน 10 ล้านบาทจากการขายบ้านออฟฟิศซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง เข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองเพื่อเลี่ยงภาษีบริษัท แล้วเบิกเงิน 2 ล้านบาท ไปซื้อรถบ้านมาตั้งที่ออฟฟิศ โดยจดเป็นชื่อของยัตเอง.

 

ทนายตุ๋ย ให้ความเห็นว่า แม้การโอนเงินจะเกิดจากความยินยอมของต้า แต่เมื่อสิ้นสุดความเป็นหุ้นส่วน ทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงเงินที่ยัตนำออกไปใช้ จะต้องถูกนำมาคำนวณและแบ่งให้ต้าตามสัดส่วนหุ้น

 

ทนายไข่มุกได้ชี้แจงประเด็นที่ยัตกล่าวหาว่าต้าแอบถอนเงินบริษัทเฟ็ดเฟ่ไปใช้แสนกว่าบาทว่า เงินจำนวนนี้ ต้านำไปจ่ายค่าภาษีและค่าทำบัญชีรายปีของบริษัทเฟ็ดเฟ่ที่ยังค้างคาอยู่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงต้าถือหุ้นร้อยละ 98.5 และเคยเสนอให้เพื่อนทุกคนมารับบริษัทไปดูแล แต่ไม่มีใครยอมรับเนื่องจากกลัวภาระหนี้สิน

 

ต้าเลา่าต่อว่า ยัตได้พาเพื่อนร่วมทีมเฟ็ดเฟ่มาล้อมและกดดันให้ต้าเซ็นเอกสารโอนหุ้นเฟ็ดเฟ่ให้ยัตฟรี ๆ โดยยัตใช้โปรเจ็กต์งานเสื้อและงานมีตติงมาขายฝันให้เพื่อน ๆ มีรายได้ ทำให้กลุ่มเพื่อนพากันเลือกเข้าข้างยัต แต่ต้าได้ปฏิเสธที่จะเซ็นชื่อยินยอม

 

ในส่วนของบริษัทชัยโสโร ต้ายืนยันว่าตนไม่เคยเข้าประชุมเพื่อถอนชื่อตนเอง และไม่เคยเซ็นสัญญาซื้อขายหุ้นมูลค่า 300,000 บาท ทนายไข่มุกเผยหลักฐานว่าในวันเวลาประชุมที่อ้างในสัญญา ต้ากำลังไลฟ์และมีหลักฐานพูดคุยกับลูกค้าอยู่ที่บ้าน จึงไม่สามารถไปเข้าประชุมได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น ต้ายังพบว่าพนักงานบัญชีที่เป็นญาติของยัต เคยหยิบโทรศัพท์มือถือของตนไปปลดล็อกและทำรายการอนุมัติโอนเงินบริษัทจำนวน 2 ล้านบาท โดยที่ตนไม่ได้รับรู้ ซึ่งเส้นเงินดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่ต้องสืบสวนต่อไป


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ต้าเฟ็ดเฟ่#ยัต#ชัยโสโร
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook