มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ฉันเอง 'ดา ปืนกล' และพวกพ้องของเค้า ยันกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของทายาทนายเฮียง


ดราม่า
14 สิงหาคม 2569304
ฉันเอง 'ดา ปืนกล' และพวกพ้องของเค้า ยันกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของทายาทนายเฮียง

รายการโหนกระแสวันนี้ (14 ส.ค. 2569) พูดคุยกับทายาทของ ‘นายเฮียง’ ประกอบด้วย ป้าดา ตัวแทน, ป้าบัวไข ลูกสาวคนที่ 5 และผู้จัดการมรดก, คุณนก หลานป้าบัวไข, คุณชัยยะวัฒน์ สกุลภุชพงษ์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ปรึกษาของป้าดา เกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ. ขอนแก่น โดยมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ มาร่วมให้ความรู้ด้านข้อกฎหมายในฐานะทนายคนกลาง

 

ทายาทนายเฮียงยืนยันว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวยังเป็นสิทธิของนายเฮียง เนื่องจากโฉนดที่ดินยังเป็นชื่อนายเฮียงอยู่ แม้จะมีการอ้างว่าวัดชนะคดีไปแล้ว แต่ทายาทตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่มีการเปลี่ยนชื่อในโฉนด และมีเอกสารที่นายเฮียงเซ็นยกที่ดินให้วัดจริง แต่ระบุเงื่อนไขว่าจะมอบให้ก็ต่อเมื่อสร้างวัดเสร็จสิ้น ทว่านายเฮียงเสียชีวิตก่อนที่วัดจะสร้างเสร็จ จึงถือเป็นโมฆะ

 

ป้าดา ซึ่งตอนนี้ได้รับฉายาจากชาวเน็ตว่า ‘ดา ปืนกล’ พูดถึงกรณีที่โซเชียลมีการขุดวีรกรรมต่าง ๆ นานาของเธอ โดยเธอบอกว่าไม่ยอมหากถูกรังแก และยังเล่าว่าเคยลุยทุบกำแพงสูง ๆ มาแล้ว หลายกระทรวงไม่ให้เธอเข้าพบ เพราะเธอมักไปติดตามทวงถามเรื่องที่ถูกโกง ป้าดาวิจารณ์นักการเมืองว่า ตอนหาเสียงจะนอบน้อมต่อประชาชน แต่พอมีอำนาจกลับไม่เหลียวแล เธอยืนยันว่าการที่เธอเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ไม่ใช่การรับหน้าเสื่อหรือเป็นมือปืนรับจ้างทวงที่เพื่อส่วนแบ่ง แต่ทำไปเพราะเป็นเรื่องของเครือญาติและความถูกต้องเรื่องกรรมสิทธิ์ หากหลังโฉนดระบุว่าเป็นของสำนักพุทธหรือของวัด ทายาทจะไม่มีใครเข้าไปยุ่งเลย

 

ในส่วนของลำดับทายาท นายเฮียงและภรรยาคือนางน้อย (หรือนาง) มีลูกด้วยกันทั้งหมด 8 คน แต่ข้อมูลตอนแรกมีการระบุว่ามี 9 คน ป้าบัวไขจึงได้อธิบายยืนยันว่ามี 8 คน ส่วนทายาทคนที่ 9 คือน้องดา น้องดาเป็นหลานฝั่งแม่ ที่รับน้องดาเป็นทายาทอีกคนเพราะน้องดาคอยดูแลเธอทุกอย่าง รวมถึงมอบหมายให้จัดการเรื่องมรดกแทน

 

ทางด้านหลักฐานเอกสาร โฉนดที่ดินเลขที่ 6145 เนื้อที่ 21 ไร่ ยังคงเป็นชื่อของนายเฮียง พิมพ์ศรี และไม่มีสารบัญจดทะเบียนว่าเป็นของวัดหรือสำนักพุทธ ป้าบัวไขและทายาทระบุว่า ทางราชการยังคงส่งเอกสารแจ้งภาษีที่ดินมาให้นางน้อยและครอบครัวก็เป็นผู้เสียภาษีมาโดยตลอด คุณชัยยะวัฒน์ กล่าวเสริมว่า ตามหลักแล้วหากเป็นที่ดินของวัดจะไม่มีการเก็บภาษี แต่ถ้ายังมีการเรียกเก็บในชื่อบุคคลย่อมแสดงว่ากรรมสิทธิ์ยังเป็นของบุคคล

 

ทายาทได้เล่าประวัติความเป็นมาของที่ดิน นายเฮียงเคยมีที่ดินผืนใหญ่ประมาณ 42-43 ไร่, โดยได้บริจาคให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ไป 10 ไร่ และถูกเวนคืนทำถนนอีกประมาณ 5 ไร่ ทำให้เหลือที่ดินประมาณ 27 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่วัด 21 ไร่และพื้นที่หัวไร่ปลายนาที่เหลืออยู่พอดีตามเอกสารของกรมที่ดินที่เป็นชื่อนายเฮียง

 

เหตุการณ์ในอดีตเกี่ยวกับการยกที่ดิน ป้าบัวไข เล่าว่า นายเฮียงสงสารหลวงพ่อรูปหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณที่รกร้างตรงนั้น จึงสร้างกระต๊อบไม้ให้อยู่ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อเพยเข้ามาอยู่ นายเฮียงเคยนำโฉนดไปร่วมในพิธีผ้าป่าเมื่อปี 2533 เพื่อให้ดูเป็นสัญลักษณ์ประกอบการถ่ายภาพหลักฐาน แต่ได้นำโฉนดกลับบ้านหลังจากนั้น ไม่ได้ให้ไปเลย

 

คุณนกซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 10 ขวบ ยืนยันว่า เห็นตาเอากลับบ้านจริง ๆ ต่อมา นายเคน ได้มาขอโฉนดไปเพื่อประกอบการขออนุญาตสร้างวัด โดยนายเฮียงอนุญาต แต่มีเงื่อนไขว่าต้องสร้างให้เสร็จก่อนจึงจะทำนิติกรรมให้ถูกต้อง หลังจากนั้นนายเคนได้นำโฉนดไปแล้วหายไปเลย ประกอบกับนายเฮียงเริ่มมีโรคประจำตัวและเสียชีวิตในปี 2533-2534 ทายาทแต่ละคนต่างแยกย้ายไปทำงาน จึงไม่มีใครได้ติดตามเรื่อง จนกระทั่งป้าบัวไขได้มาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในปี 2559

 

หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านเอกสารสัญญาฉบับหนึ่งที่ระบุว่า นายเฮียง ในวัย 80 ปี ได้ทำสัญญาจะยกที่ดินเนื้อที่ 21 ไร่ 1 งาน 61 วา ในเขต ต. ในเมือง จ. ขอนแก่น เพื่อใช้ในการสร้างวัด โดยมีนายเคนเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งในเอกสารดังกล่าวนายเฮียงได้ยืนยันกรรมสิทธิ์ของตนเองในที่ดิน และระบุเงื่อนไขว่าจะจัดการโอนที่ดินให้แก่วัดภายในระยะเวลาที่นายอำเภอกำหนด หลังจากที่ทางราชการอนุญาตให้สร้างและตั้งเป็นวัดแล้ว หากไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ยอมให้นายอำเภอเมืองขอนแก่นและเจ้าพนักงานที่ดินบังคับฟ้องร้องได้

 

ในมุมมองของป้าดา เธอตั้งข้อสังเกตว่า ตามสัญญาแล้วนายเฮียงจะโอนที่ดินให้ก็ต่อเมื่อการสร้างวัดเสร็จสิ้น และมีการทำนิติกรรมอย่างถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงคือ นายเฮียงได้เสียชีวิตลงก่อนในขณะที่วัดยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเลย เธอจึงตั้งคำถามว่า เมื่อผู้ทำสัญญาเสียชีวิตไปก่อนที่เงื่อนไขจะบรรลุ สัญญาดังกล่าวควรจะเป็นโมฆะหรือไม่

 

ทางทายาทได้ไล่เรียงลำดับเวลาว่า นายเฮียงลงนามในเอกสารเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2533 และเสียชีวิตในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และในช่วงเวลานั้นวัดก็ยังไม่ได้มีสภาพเป็นวัดอย่างที่ควรจะเป็น

 

คุณนก ซึ่งเปิดร้านถ่ายเอกสาร ได้เล่าเหตุการณ์สำคัญว่า เคยมีหลานของหลวงพ่อเจ้าอาวาส นำโฉนดที่ดินตัวจริงของนายเฮียงมาขอถ่ายเอกสารที่ร้านในช่วงเวลาใกล้ค่ำ เมื่อคุณนกสอบถามว่าจะนำโฉนดไปทำอะไร หลานของหลวงพ่อกลับตอบในลักษณะที่ว่าหลวงพ่อจะนำไปจัดสรรแบ่งขาย ทำให้คุณนกเกิดความสงสัยและรีบโทรศัพท์ไปแจ้งผู้เป็นแม่ที่อยู่กรุงเทพฯ ทันที เพราะมองว่าที่ดินนี้เป็นของตาและไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจะมีการนำไปขายได้ คุณนกยืนยันว่า สิ่งที่เธอเห็นคือโฉนดตัวจริงที่เป็นชื่อของนายเฮียง ไม่ใช่สำเนา

 

ในรายการมีการหยิบยกเอกสารเกี่ยวกับตราตั้งเจ้าอาวาส และหนังสืออนุญาตสร้างวัดขึ้นมาพิจารณา โดยมีการระบุถึงปีที่ประกาศตั้งวัดว่ามีการพูดถึงทั้งปี พ.ศ. 2535 และปี พ.ศ. 2541 ขณะที่คุณชัยยะวัฒน์ ในฐานะที่ปรึกษาด้านที่ดิน ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า สถานะกรรมสิทธิ์ของวัดยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เนื่องจากยังไม่มีการไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

 

หนุ่ม กรรชัย ได้รับข้อมูลที่ได้รับมาว่า วัดเริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2535 และกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมการศาสนา ได้ประกาศให้เป็นวัดในปี พ.ศ. 2541

 

ทายาทได้โต้แย้งข้อมูลเรื่องช่วงเวลาการสร้างวัด โดยยืนยันว่าในปี พ.ศ. 2535 ยังไม่ได้มีการก่อสร้างใด ๆ เกิดขึ้น เป็นเพียงขั้นตอนการเริ่มต้นไปขออนุญาตเท่านั้น (สอดคล้องกับเอกสารการขออนุญาตสร้างวัดที่ทางวัดเตรียมมาก่อนหน้านี้) และย้ำว่าประกาศของกระทรวงที่ตั้งเป็นวัดนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นช่วงที่การก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ประเด็นสำคัญที่ทางครอบครัวหยิบยกขึ้นมาคือ นายเฮียงได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่วัดจะถูกสร้างขึ้นเสียด้วยซ้ำ จึงมองว่าไม่เข้าเงื่อนไขการยกที่ดินให้ตามที่เคยตกลงไว้

 

ทนายตุ๋ย  ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงข้อต่อสู้ทางกฎหมายว่า ทางป้าดาและทายาทตั้งประเด็นว่า นิติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นโมฆะหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายเฮียงเสียชีวิตไปก่อน แม้ว่าที่ผ่านมาศาลจะมีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายควบคู่กันไปเกี่ยวกับนิติกรรมที่นายเฮียงทำไว้เมื่อปี พ.ศ. 2533 ว่าใช้ได้หรือไม่ ซึ่งทางทายาทยังคงยืนยันในมุมมองของตนเองว่า นิติกรรมนั้นใช้ไม่ได้ แต่เมื่อมีคำพิพากษาออกมาทางฝ่ายทายาทก็ต้องปฏิบัติตาม

 

คุณดาได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เธอบ่งบอกว่าเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่ผิดพลาด โดยเล่าว่า ก่อนที่ทางทายาทจะเริ่มดำเนินการเอาที่ดินคืน เธอพบหลักฐานว่าหลวงพ่อวัดป่าอดุลยาราม ได้เคยมอบที่ดินผืนดังกล่าวเพื่อสาธารณประโยชน์ในการสร้างรั้วและถนน ซึ่งคุณนกเป็นคนไปถ่ายรูปหลักฐานนั้นไว้เอง แต่ต่อมาเมื่อมีการทักท้วงและอาละวาดหนักเข้า ทางวัดก็ได้ใช้สีลบข้อความบนป้ายนั้นทิ้งไป ทายาทตั้งคำถามว่า หลวงพ่อใช้อำนาจจากที่ไหนในการนำที่ดินไปบริจาค เพราะกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของนายเฮียง

 

ทนายตุ๋ยได้ให้ความเห็นว่า เจ้าอาวาสอาจจะเข้าใจว่าที่ดินผืนนี้เป็นของวัดแล้ว จึงคิดว่าตนเองในฐานะเจ้าอาวาสมีอำนาจสั่งการหรืออนุญาตให้ดำเนินการต่าง ๆ ได้ตามกฎหมาย ณ ขณะนั้น แต่ในมุมของป้าดาและทายาทมองต่างออกไปว่า ตราบใดที่ชื่อในโฉนดยังเป็นของนายเฮียง เจ้าอาวาสจะกระทำการดังกล่าวไม่ได้ เป็นการมองในมุมที่ต่างกัน

 

ทายาทยังได้กล่าวอ้างว่า ได้รับรู้มาว่ามีเรื่องการไปเอาเงินจากทางเทศบาลมา จึงทำให้ต้องมีการมอบที่ดินให้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกล่าวหาเลื่อนลอย พร้อมทั้งแสดงภาพสภาพวัดที่มีการเจาะรั้วและล้อมพื้นที่ไว้คล้ายกับคอก เพื่อให้คนเดินเข้าออก

 

ประเด็นเรื่องมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่ฝ่ายทายาทนำมาอ้างถึง ที่ปรึกษาด้านที่ดินอธิบายว่า การจะเปลี่ยนที่ดินบุคคลให้เป็นที่ดินวัด ต้องมีขั้นตอนทางทะเบียนและการพิจารณาอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามลำดับ ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่มีการเริ่มนับหนึ่งในขั้นตอนดังกล่าวเลย ทั้งที่ตามกฎหมายระบุว่าต้องยื่นเรื่องภายใน 90 วันหลังจากสร้างวัดเสร็จ แต่จากปี พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบันถือว่าล่วงเลยมานานมากแล้ว

 

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ในเมื่อวัดอ้างว่าฟ้องชนะคดีแล้ว เหตุใดจึงไม่นำคำสั่งศาลไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอเปลี่ยนชื่อในโฉนดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดให้ถูกต้อง

 

ทายาทชี้ว่า ที่ผ่านมาเจ้าอาวาสได้พยายามไปยื่นขอเปลี่ยนชื่อที่ดินเป็นสิบครั้งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขตามมาตรา 84 ที่ฝ่ายทายาทหยิบยกขึ้นมานั่นเอง

 

ป้าดา ระบุว่า ตัวเธอเองเป็นคนสร้างวัดมาแล้วหลายแห่ง ทำทั้งช่อฟ้าและประตูโขง รวมถึงการสร้างวัดทั้งวัดด้วย ควักปัจจัยหรือเงินส่วนตัวของเธอเองไปสร้าง ซึ่งในพื้นที่ภาคอีสานเธอได้ทำบุญสร้างวัดไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ถึง 6 แห่ง การที่เธอเป็นคนทำบุญมากเช่นนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอกล้าที่จะดุหรือพูดจาตรงไปตรงมา เพราะเธอไม่ใช่คนใจบาปอย่างที่คนในโซเชียลต่อว่าเธอ แต่เป็นคนที่อยู่กับความจริง ป้าดามองว่าสังคมจะอยู่กันได้ต้องพูดเรื่องจริง ไม่ควรทำอะไรแบบผักชีโรยหน้าหรือพูดจาหวานหูแต่ทำอะไรไม่ได้

 

นอกจากนี้ ป้าดายังได้ตอบโต้กระแสสังคมที่มารุมประนามเธอว่าไม่มีที่ไป หรือไม่มีจะกิน จนต้องมาทำเรื่องโหดร้ายกับวัด โดยเธอย้อนถามคนที่พูดเหล่านั้นว่าเคยทำบุญได้เท่ากับเธอหรือไม่ แม้ว่าเธอจะทำบุญมามากแต่เธอก็ไม่เคยโฆษณาให้ใครรู้เพราะเธอไม่ได้เป็นคนดัง และมองว่าการพูดถึงความดีของตัวเองนั้นไม่ค่อยดีนัก ควรให้คนอื่นเป็นคนพูดมากกว่า การที่เธอออกมาครั้งนี้เพราะเธอเชื่อมั่นว่าสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่สำนักสงฆ์หรือวัดที่ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น และเธออ้างว่าพบปัญหาเรื่องยาเสพติดจำนวนมาก อย่างเช่นการเจาะรูที่ประตู ซึ่งเธอตั้งคำถามว่ามีไว้เพื่อส่งของผิดกฎหมายหรือไม่

 

ป้าบัวไขยังให้ข้อมูลคือเรื่องพฤติกรรมของพระ ที่ระบุว่าพระที่นั่นมีำฤติกรรมข้องเกี่ยวกับสีกา คนในพื้นที่ต่างก็รับรู้กันหมด ป้าดายังกล่าวอ้างไปถึงขั้นว่ามีการกระทำที่ผิดวินัยสงฆ์ มีผู้หญิงมาหาในช่วงกลางคืน

 

หนุ่ม กรรชัย ตั้งคำถามสำคัญถึงสาเหตุที่ป้าดายกมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินมาเป็นประเด็นหลักในการเรียกร้องครั้งนี้ ซึ่งป้าดาได้อธิบายเหตุผลอย่างละเอียดว่า การที่ทายาทจะตามเอาทรัพย์สินคืนนั้นต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นหรือ “ข้อที่ 1” ที่นายเฮียงได้เขียนระบุเอาไว้ว่า จะทำนิติกรรมมอบที่ดินให้ก็ต่อเมื่อทางวัดสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น ป้าดาตั้งข้อสังเกตว่าในขณะนั้นวัดยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น และในปัจจุบันสภาพพื้นที่ก็ยังรก ไม่มีความเป็นวัดที่สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์เดิม ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังพบว่ามีการตัดต้นไม้ที่นายเฮียงเคยปลูกไว้ เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง และไม้พะยูง ออกไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งคุณนกก็ได้ช่วยยืนยันว่าต้นไม้เหล่านั้นคุณตาเป็นคนปลูกมากับมือ

 

ทนายตุ๋ยได้หยิบยกคำวินิจฉัยของศาลที่ระบุว่าที่ดินเป็นของวัด ทางวัดย่อมมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่นั้นได้ แต่ป้าดาก็ยังคงยืนกรานในหลักการเดิมว่า นายเฮียงจะให้ที่ดินก็ต่อเมื่อเป็นวัดที่สมบูรณ์ แต่ในเมื่อสภาพยังไม่เป็นวัดแ ละไม่มีการไปทำนิติกรรมโอนที่ดินที่กรมที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์จึงยังควรเป็นของทายาท

 

ป้าดาได้นำสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 6145 มาแสดง พร้อมชี้ให้เห็นว่าสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดยังคงว่างเปล่า ไม่มีการระบุชื่อสำนักพุทธศาสนาหรือชื่อวัดแต่อย่างใด  ป้าดายืนยันอย่างหนักแน่นว่า หากหลังโฉนดมีการระบุชื่อวัดหรือสำนักพุทธอย่างชัดเจน ทางครอบครัวจะไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างแน่นอน แต่เมื่อชื่อยังเป็นของนายเฮียง เธอก็มองว่าทายาทถูกรังแก เหมือนถูกยึดที่ดินไป

 

หนุ่ม กรรชัย ระบุว่าคดีนี้ต่อสู้กันมาถึง 3 ศาลแล้ว แต่ป้าดามองว่าไม่ว่าจะศาลไหน ก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เจ้าอาวาสไม่สามารถนำคำสั่งศาลไปเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินได้ เธออ้างข้อมูลว่าทางวัดพยายามไปยื่นขอเปลี่ยนชื่อที่สำนักงานที่ดินมาแล้วเป็นสิบครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เพราะตามขั้นตอนป้าบัวไขในฐานะผู้จัดการมรดกต้องเป็นคนไปเซ็นยินยอมด้วยตนเอง

 

ป้าบัวไขยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า เคยมีคนของทางวัดมาเสนอเงินแสนให้ป้าบัวไขเพื่อให้เซ็นชื่อโอนที่ดิน และป้าดายังสงสัยว่ามีความพยายามจะนำโฉนดที่ดินของนายเฮียงไปแบ่งขาย ซึ่งเธอเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อศีลธรรมของความเป็นวัด รวมถึงปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดในพื้นที่และการกระทำที่ผิดวินัยสงฆ์ โดยเรียกร้องให้สังคมและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปสอดส่องดูแล

 

ทางด้านข้อกฎหมาย ทนายตุ๋ยได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 84 ว่าเป็นเรื่องของการขออนุญาตถือครองที่ดินของวัดที่เกินกว่า 50 ไร่ ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี ขณะที่ หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านคำพิพากษาในปี พ.ศ. 2566 ที่ระบุว่า วัดได้รับประกาศจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ที่ดินแปลงนี้จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์กันอีก แต่ป้าดาก็ยังคงโต้แย้งโดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของเอกสารที่นำไปใช้ขอตั้งวัดในปี พ.ศ. 2541 เนื่องจากนายเฮียงเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เธอสงสัยว่าใครเป็นคนมอบอำนาจให้ไปดำเนินการแทนคนตาย และอ้างว่าจากการตรวจสอบกับพระผู้ใหญ่ระดับปกครองในภาค 9 เมื่อ 2 ปีก่อน ก็ไม่พบชื่อวัดป่าอดุลยารามในระบบทะเบียน รวมถึงยังมีความสับสนเรื่องนิกายของวัดอีกด้วย

 

ประเด็นเรื่องภาษีที่ดินก็เป็นอีกจุดที่ทายาทนำมาอ้างสิทธิ์ โดยป้าดาถามว่าหากเป็นที่ดินของวัด เหตุใดทางราชการยังส่งใบแจ้งภาษีมาให้ทายาทเสียเงินอยู่ตลอด ซึ่งทนายตุ๋ยอธิบายว่า อาจเป็นเพราะข้อมูลในระบบยังไม่ได้อัปเดต เนื่องจากไม่มีการสลักหลังโอนในโฉนด

 

นอกจากนี้ ป้าดายังตั้งข้อสงสัยไปถึงการเลื่อนสมณศักดิ์ของเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. 2562 ว่าผ่านเกณฑ์พระธรรมวินัยได้อย่างไร ขณะที่ทางที่ปรึกษาด้านที่ดินยืนยันว่า ตามกฎหมายที่ดินแล้ว การจดทะเบียนจะสมบูรณ์ได้ต้องผ่านเจ้าพนักงานที่ดิน และอาจต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

 

ทนายตุ๋ย มองว่าเรื่องเจ้าอาวาสนั้นเป็นเรื่องบุคคล แต่วัดเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. สงฆ์ ซึ่งแยกออกจากกัน ส่วนเรื่องมาตรา 84 ก็ไม่เกี่ยวเพราะไม่เดิน 50 ไร่

 

ป้าดา เล่าถึงการไปถวายฎีกาต่อสำนักพระราชวัง เพื่อขอให้ตรวจสอบความเป็นมาของวัดและการขอสร้างวัด ว่าถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ ซึ่งมีการส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงอัยการจังหวัดขอนแก่น เธอได้รับแจ้งว่าเอกสารบางส่วนเป็นความลับทางราชการและไม่สามารถเปิดเผยได้ ป้าดาแสดงความอัดอั้นตันใจที่ถูกตำรวจออกหมายเรียกในข้อหาบุกรุกที่ดินของครอบครัว ทั้งที่เธอเรียกร้องให้ตำรวจเข้าไปตรวจตราเรื่องยาเสพติดและพฤติกรรมของพระ แต่กลับไม่มีการดำเนินการใด ๆ

 

ทางรายการได้เปิดคลิปอดีต ผอ. พศจ. ขอนแก่น ที่ระบุว่า สัญญายกที่ดินให้สร้างวัดนั้นมีผลผูกพันตามกฎหมายเสมือนพินัยกรรม แม้เจ้าของจะเสียชีวิตไปแล้ว ทายาทก็ต้องปฏิบัติตาม มีกฎกระทรวงที่ระบุไว้เพื่อป้องกันความเสียหายต่อศรัทธาของประชาชนที่ร่วมกันสร้างวัดมา ซึ่งป้าดาก็ยังคงยืนหยัดที่จะสู้ต่อไปเพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องกรรมสิท

 

 

หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า ตามข้อมูลจากศาลในอดีตนั้น นางน้อย (หรือแม่นาง) ซึ่งเป็นภรรยาของนายเฮียงและเป็นแม่ของป้าบัวไข ได้เคยไปให้การต่อศาลว่า ตนเองไม่ประสงค์จะเอาที่ดินแปลง 21 ไร่ที่ยกให้วัดป่าอดุลยารามคืน เนื่องจากทราบดีว่าเป็นความประสงค์ของนายเฮียงผู้เป็นสามี ที่ต้องการมอบที่ดินผืนนี้ให้แก่วัด

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ป้าดาได้แย้งขึ้นทันทีและกล่าวว่า เธอรับรู้เรื่องนี้แล้ว แต่ขอชี้แจงความจริงอีกด้านว่า ในบรรดาลูกทั้ง 8 คนของนายเฮียงนั้น มีลูกคนหนึ่งชื่อนางบัวเรียน ได้แอบพาแม่ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 80 กว่าปีแล้ว ไปดำเนินการกันเองโดยที่พี่น้องคนอื่น ๆ ไม่ได้รับรู้ ป้าดากล่าวหาว่านางบัวเรียนต้องการจะแอบขายที่ดินส่วนที่เป็นหัวไร่ปลายนาเนื้อที่ 6 ไร่ จึงได้หลอกล่อแม่ไปให้การในลักษณะนั้น

 

เมื่อหนุ่ม กรรชัย พยายามชี้ให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วศาลก็ได้พิพากษาไปตามคำเบิกความของนางน้อย ป้าดาโต้ว่า ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ตาม เธอขอให้ย้อนกลับไปที่ “กระดุมเม็ดแรก” คือความถูกต้องในการเป็นวัด โดยเธอตั้งคำถามว่าในปี พ.ศ. 2533 ถึง 2534 นั้น มีการสร้างวัดขึ้นจริงแล้วหรือยัง เพราะนายเฮียงระบุไว้ชัดเจนว่าต้องสร้างเสร็จและเป็นวัดก่อนจึงจะมอบให้ แต่ข้อเท็จจริงคือมีการขออนุญาตสร้างในปี พ.ศ. 2535 หลังจากนายเฮียงเสียชีวิตไปแล้ว และจนถึงปัจจุบันป้าดาก็มองว่าสถานที่แห่งนั้นยังไม่มีสภาพเป็นวัดที่สมบูรณ์

 

ป้าดายังได้วิจารณ์สภาพของวัดป่าอดุลยารามว่ารกร้างและดูไม่เหมือนวัด และตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหน่วยงานต่าง ๆ ถึงต้องช่วยกันปกป้องหรืออุปทานหมู่ว่าเป็นวัด ทั้งที่สภาพไม่ใช่ เธอยังสงสัยว่ามีสิ่งผิดกฎหมายอยู่ข้างในหรือไม่ และตั้งคำถามว่าเหตุใดตำรวจถึงแห่กันไปปกป้องวัดในตอนที่เธอประกาศจะทุบกำแพง แทนที่จะเข้าไปตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดของคนในวัด

 

หนุ่ม กรรชัย ถามถึงเรื่องคำพิพากษา ป้าดายืนยันว่าเรื่องนั้นให้เก็บไว้ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่มาทีหลัง จุดเริ่มคือวัดมีที่มาถูกต้องหรือไม่ และชี้ว่าในโฉนดยังเป็นชื่อนาายเฮียง

 

ทนายตุ๋ย กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธเรื่องโฉนดที่ป้าดายกมา แต่หากทางวัดยกคำพิพากษาที่ระบุว่าที่ดินเป็นของวัด แม้จะยังไม่ได้โอกรรมสิทธิ์ ป้าจะยอมรับไหม ทำให้ป้าดาโวยขึ้นมาทันทีว่า ทนายอย่าเอาแต่ท่องกฎหมาย กฎหมาย กฎหมาย ทนายตุ๋ยจึงบอกว่าแต่สังคมเราอยู่ด้วยกฎหมาย ป้าดาก็แย้งอีกว่าแล้วคนอื่นเคารพกฎหมายหรือไม่ ทนายตุ๋ยย้ำว่าทุกคนบนโต๊ะนี้เคารพกฎหมาย และเมื่อมีคำพิพากษาก็ควรต้องทำตาม ป้าจึงย้ำว่าให้วางคำพิพากษาไว้ก่อน และบอกทนายว่าอย่าท่องจำแค่กฎหมายมาพูด นอกจากหลักนิติศาสตร์แล้ว ก็ควรใช้หลักรัฐศาสตร์ด้วย และให้กลับไปดูข้อ 1 ว่าที่มาวัดถูกต้องหรือไม่

 

เพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องวัด หนุ่ม กรรชัย ได้ประสานสายไปยัง ‘คุณเนตรทิพย์’ ผอ. พศจ. ขอนแก่น ซึ่งคุณเนตรทิพย์ได้ยืนยันข้อมูลตามเอกสารราชการว่า วัดป่าอดุลยารามได้ประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นการลงนามโดยนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น

 

ป้าดา ได้ซักถามต่อว่า ทำไมเมื่อทายาทไปขอถ่ายเอกสารประวัติความเป็นมา และการสร้างวัดจากโฉนดที่ดินเลขที่ 6145 ถึงไม่สามารถทำได้ ซึ่งคุณเนตรทิพย์ชี้แจงว่า ทางสำนักงานจังหวัดไม่มีเอกสารดังกล่าว เนื่องจากวัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2541 ภายใต้สังกัดกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ และเมื่อมีการโอนย้ายมาสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปี พ.ศ. 2545 ข้อมูลทั้งหมดจึงถูกส่งไปเก็บไว้ที่ส่วนกลาง ไม่ได้อยู่ที่สำนักงานจังหวัด

 

ป้าดา ระบุว่าเธอได้ไปสอบถามที่สำนักพุทธฯ ส่วนกลาง ก็ถูกอ้างว่าเอกสารอยู่จังหวัด พอมาถามจังหวัดก็บอกว่าไม่มี ทำให้เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความไม่โปร่งใสและถูกปิดบังด้วยเหตุผลว่าเป็นความลับทางราชการ นอกจากนี้เธอยังยืนยันว่าได้ถวายฎีกาไปแล้ว และมีการตอบรับว่าเรื่องส่งมาที่จังหวัดแล้ว แต่คุณเนตรทิพย์ยืนยันว่าทางจังหวัดไม่ได้รับเอกสารฎีกาดังกล่าว

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงประเด็นกฎกระทรวง 2 ข้อ (ข้อ 6 และ ข้อ 11)เกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งทราบว่าขณะที่มีการประกาศให้ตรวจสอบวัดทั่วประเทศที่มีลักษณะข้อพิพาทเช่นนี้ ซึ่งคุณเนตรทิพย์ยืนยันว่า ทางสำนักพุทธฯ ได้ส่งเรื่องมาให้ใช้หลักเกณฑ์นี้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณา

 

หนุ่ม กรรชัย จึงสรุปว่า หากเข้าเงื่อนไขนี้ ทายาทก็ต้องโอนที่ดินให้วัดภายใน 90 วันเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่ชัดเจน ป้าดาพยายามดึงการสนทนากลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง โดยเธอต้องการให้มีการตรวจสอบว่า เส้นทางการเป็นวัดนั้นมาโดยชอบหรือไม่ ตั้งแต่วันที่เริ่มขอสร้างจนถึงวันที่ได้รับตราตั้ง เธอเปรียบเทียบว่า “จะเอาไข่หงส์ไปให้ตัววรนุชฟัก มันก็ออกมาเป็นตัวเดิม จะเป็นหงส์ไม่ได้” เพื่อสื่อว่าถ้าเริ่มต้นผิด (ข้อ 1 ผิด) ทุกอย่างที่ตามมาก็ต้องผิดและเป็นโมฆะ เธอเน้นย้ำว่าหากพิสูจน์ได้ว่าวัดมาโดยชอบ และมีการสลักหลังโอนกรรมสิทธิ์ถูกต้อง ทายาทจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย แต่ที่เธอสู้เพราะมองว่าวิญญาณของนายเฮียงจะเสียใจที่เห็นที่ดินที่ตั้งใจให้ทำบุญกลับมีสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปอยู่

 

หนุ่ม กรรชัย พยายามทำความเข้าใจป้าดา โดยฝากให้ตำรวจขอนแก่นและผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบเรื่องสารเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายในวัด ตามที่ป้าดาได้กล่าวอ้าง เพื่อความเป็นธรรมและเรียบร้อย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องยึดถือคำพิพากษาของศาลที่ออกมาแล้ว ซึ่งป้าดาก็แย้งว่าคำพิพากษาควรวางไว้ก่อน และหันมาโฟกัสที่การตรวจสอบความชอบธรรมของวัดตั้งแต่ต้นแทน

 

ป้าดาได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอเดินทางไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น แล้วเจ้าหน้าที่พยายามวิ่งหนีเธอ เธอเล่าว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นนั่งมือสั่นหน้าแดง ซึ่งเธอได้ถามเจ้าหน้าที่ไปตร งๆ ว่ากินข้าวหรือยัง และบอกว่าอาการแบบนี้เหมือนคนมีความผิด ป้าดายืนยันว่าคนที่ไม่ผิดย่อมไม่ต้องกลัวหรือสั่น แต่ควรจะชี้แจงและแสดงเอกสารให้ดูอย่างตรงไปตรงมา

 

หนุ่ม กรรชัย กล่าวถึง ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยระบุว่า ท่านจะลงพื้นที่ จ. ขอนแก่น ในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งป้าดาเมื่อทราบเรื่องก็ประกาศทันทีว่าจะไปดักรอพบ

 

ป้าดายังได้ได้ยกวลีของท่านธงทองที่ว่า “กรรมใดใครก่อขึ้น ควรคนึง” และ “เสียงสาบแช่งส่งถึงปรโลก” มาพูดถึง ซึ่งป้าดามองว่าวลีเหล่านี้สะท้อนถึงการล่มสลายของกระบวนการยุติธรรม พร้อมย้ำกับทนายตุ๋ยว่า อย่าเอาแต่ท่องจำตัวบทกฎหมายมาพูด เพราะแม้สังคมจะอยู่ด้วยกฎหมาย แต่ต้องใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป

 

ป้าดาได้ย้ำความตั้งใจที่ค้องการให้ความจริงปรากฏ ว่าที่ดินผืนนี้ถูกนำไปใช้ทำอะไร และเรียกร้องให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา เธอกล่าวหาว่าสภาพภายในวัดไม่มีแม้แต่ศีล 5 และอ้างว่ามีการใช้ยาเสพติดในวัด โดยเล่าเหตุการณ์ตอนที่เธอขู่จะทุบกำแพงวัดแล้วตำรวจแห่กันมาล้อมวัด ซึ่งเธอมองว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนเพราะแทนที่ตำรวจจะเข้าไปตรวจปัสสาวะพระเพื่อหายาเสพติด กลับมาคอยปกป้องวัดเพราะเรื่องแค่นี้

 

ป้าดาได้เล่าถึงวีรกรรมในอดีตของเธอที่สำนักงานที่ดินพระโขนง โดยระบุว่าเธอเคยนำตัวเงินตัวทอง 4 ตัวไปปล่อย เพื่อประท้วงการโกงที่ดินเนื้อที่กว่า 7 ไร่ เธอเล่าว่าเหตุการณ์นั้นเธอรู้สึกได้บุญด้วย เพราะมีคนที่นั่งรถเข็นมาทำนิติกรรม พอเห็นตัวเงินตัวทองก็ตกใจจนลุกขึ้นวิ่งหนีได้ทันที

 

ป้าดาระบุว่า เธอโดนคดีมาแล้ว 10 คดี รวมถึงการถูกยัดคดีพยายามฆ่าและถูกอุ้มฆ่าหน้าบ้านมาเป็นสิบครั้ง ซึ่งเธอได้นำรูปภาพหลักฐานการประท้วงโดยการแบกโลงศพไปตั้งหน้าศาลและสถานีตำรวจพระโขนงมาแสดงในรายการ เพื่อประท้วงการใช้หมายจับปลอมและกระบวนการที่เธอเรียกว่าเป็นนั่งร้านให้โจรของเจ้าหน้าที่รัฐ

 

ป้าดา ได้ขอให้หนุ่ม กรรชัย ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนเรื่องที่ดิน ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ พร้อมยืนยันว่าเธอต้องการพิสูจน์ว่าการเป็นวัดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยย้ำว่าถ้าเริ่มจากสิ่งที่ผิด ทุกอย่างก็เป็นโมฆะ เธอท้าทายให้มีการตรวจสอบไส้ในของวัด และให้ทายาทมีส่วนร่วมในการประชุมตรวจสอบ ไม่ใช่แค่อุปทานหมู่ว่าที่นั่นเป็นวัดเพียงเพราะมีเอกสารไม่กี่ใบ

 

หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งความคืบหน้าว่า ขณะนี้ฝั่งเจ้าอาวาส และมหาหมี ได้ไปยื่นคัดค้านกรณีที่ป้าบัวไขไปยื่นขอใบแทนโฉนดโดยอ้างว่าโฉนดสูญหาย ซึ่งเรื่องนี้ทายาทได้อธิบายว่า เหตุที่ต้องแจ้งเช่นนั้นเพราะตามหาโฉนดมานานมาก ตั้งแต่นายเคนเอาไปตอนนายเฮียงยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อไปขอดูจากหลวงพ่อท่านก็บอกว่าไม่อยู่แล้ว ทายาทจึงมองว่าโฉนดหายไปจากความครอบครองของพวกเขาจริง ๆ

 

ป้าดาได้ย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยระบุว่าหากเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจอะไรก็ตาม ทางฝ่ายทายาทต้องมีส่วนได้รับรู้และเห็นเหตุการณ์ด้วยเสมอ เนื่องจากเธอไม่ไว้วางใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บางคนที่ไม่ตรงไปตรงมา


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#วัดป่าอดุลยาราม#ป้าดา#ปัญหาที่ดิน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook