ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมระบุข้อความว่า “ขอให้ปาฏิหาริย์มีจริงขอให้พี่ปลอดภัย” ซึ่งในคลิปจะเห็นได้ว่า มีผู้ป่วยที่นั่งอยู่ในรถกู้ชีพ มีอาการหมดสติ ไม่หายใจ พร้อมกับเสียงร้องโวยวายของญาติๆ ว่า “แกไม่หายใจแล้ว แกหายใจไม่ออกแล้ว ทำไมไม่รีบปั๊มหัวใจ”
หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีคนเข้ามาแชร์และคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก หลายคนตั้งคำถามถึงขั้นตอนการปฐมพยาบาลของกู้ชีพ ว่าทำไมถึงใจเย็นขนาดนั้น ทำไมไม่รีบช่วยผู้ป่วย จนกระทั่งผู้โพสต์ได้กลับมาโพสต์อีกครั้งหนึ่งว่า “ปาฏิหาริย์ไม่มีอยู่จริงหลับให้สบายนะคะพี่”
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังผู้โพสต์ ทราบว่า ผู้ป่วยมีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจ และได้เสียชีวิตแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษากันว่าจะเตรียมฟ้องร้องทีมกู้ชีพ และจะติดต่อให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวอีกครั้ง
จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับอาสาสมัครกู้ชีพ 2 คนที่ปรากฏอยู่ในคลิป คือ ชายอายุ 50 ปี และ ชายอายุ 37 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ชีพอายุ 50 ปี เปิดเผยว่า ตนได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก จากศูนย์นเรนทร 1669 เมื่อช่วงเวลาประมาณ 22.18 น. จากนั้นตนก็ได้โทรหาญาติผู้ป่วยเพื่อขอพิกัดที่จะเข้าไปรับ และได้เดินทางไปถึงบ้านผู้ป่วยช่วงเวลาประมาณ 22.23 นาที เมื่อไปถึงก็ยังพบว่าผู้ป่วยยังมีสติอยู่ ตนจึงได้เข้าไปสอบถามเพื่อประเมินอาการ ผู้ป่วยก็ยังถามตอบรู้เรื่อง บอกกับตนว่ามีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ซึ่งมีอาการตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว
จากนั้นก็ได้ประคองผู้ป่วยขึ้นไปบนรถกู้ชีพ แต่เมื่อผู้ป่วยขึ้นไปนั่งบนรถได้ไม่นานก็เริ่มมีอาการน้ำลายฟูมปาก ซึ่งตอนนั้นตนเข้าใจว่าผู้ป่วยแน่นหน้าอก เพราะว่ารับประทานอาหารเข้าไปเยอะมากๆ ตามที่ญาติให้ข้อมูลมา จึงได้ทำการรีดหน้าท้องเพื่อให้ผู้ป่วยได้อาเจียนออกมา แต่ตอนนั้นตนยืนยันว่าผู้ป่วยยังมีชีพจรอยู่ แต่ญาติก็ตะโกนบอกให้รีบปั๊มหัวใจ ซึ่งตามขั้นตอนแล้วไม่สามารถทำการ CPR ได้ ถ้าผู้ป่วยยังมีชีพจรอยู่ ซึ่งตนก็ยืนยันว่าได้ประเมินอาการผู้ป่วยตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างถูกวิธี
เจ้าหน้าที่กู้ชีพยังเปิดเผยอีกว่า หลังจากนั้นไม่นานตนพบว่าอาการของผู้ป่วยเริ่มทรุดลงเรื่อย ๆ จึงได้นำบอร์ดมาให้ผู้ป่วยนอนราบเพื่อที่จะเตรียมทำการ CPR ร่วมถึงได้โทรประสานทางศูนย์เพื่อแจ้งว่าผู้ป่วยมีอาการน้ำลายฟูมปาก และไม่มีชีพจร ทางศูนย์จึงให้ทีมตนเริ่มปั๊มหัวใจ และเร่งน้ำรถออกมาเปลี่ยนถ่ายผู้ป่วยกับรถของโรงพยาบาล ซึ่งระหว่างทางจากบ้านผู้ป่วย ไปจนถึงการเปลี่ยนถ่ายรถโรงพยาบาลก็ได้มีการทำการ CPR บนรถตลอดเส้นทาง
ส่วนเรื่องที่ผู้โพสต์และโซเชียล ตำหนิทีมตนถึงขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ล่าช้านั้น ตนยืนยันว่า ตนได้ประเมินอาการผู้ป่วยตามขั้นตอนทุกอย่างแล้วตามที่ได้อบรมมา รวมถึงได้ประสานศูนย์ให้ทราบอาการ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยตามขั้นตอนถัดไป หลังจากเกิดเหตุตนและทีมยังไม่ได้ติดต่อเข้าไปพูดคุยกับทางญาติ และคิดว่าหลังจากนี้จะเข้าไปทำความเข้าใจกับทางญาติของผู้เสียชีวิตแน่นอน
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่งานศพของของผู้เสียชีวิต อยู่ในพื้นที่ ต.ราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ และได้พบกับผู้โพสต์ และเป็นญาติของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ช่วงแรกที่ผู้เสียชีวิตเริ่มมีอาการ ได้ตะโกนบอกให้ญาติๆรีบเข้ามาช่วย เพราะว่าหายใจไม่ออก ซึ่งผู้เสียชีวิตเข้าใจว่าตัวเองกินข้าวเยอะเกินไปจนทำให้หายใจไม่ออก ญาติๆทุกคนก็เข้าไปช่วยรีดท้องให้ ตอนนั้นก็ยังมีสติดี ถามตอบรู้เรื่อง ซึ่งผู้เสียชีวิตก็ยังบอกให้ญาติๆโทรเรียกรถกู้ชีพให้ด้วย ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวคือเบาหวานกับความดัน แต่สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต ทางโรงพยาบาลแจ้งว่ามีอาการเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ทัน หรืออาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ญาติของผู้เสียชีวิต ยังเล่าต่ออีกว่า ช่วงระยะเวลาหลังจากที่โทรแจ้ง 1669 จนรถกู้ชีพมาถึงที่บ้าน เป็นระยะเวลารวมๆแล้วประมาณ 16 นาที กับระยะทางแค่ 650 เมตร แต่เมื่อมาถึงตนก็เห็นว่ากู้ชีพเข้าไปประเมินอาการผู้ป่วยอยู่ ซึ่งตอนนั้นตนไม่รู้ว่ามีการพูดคุยอะไรบ้างเพราะตนไม่ได้อยู่ใกล้ หลังจากนั้นผู้ป่วยก็เดินขึ้นรถเองได้ปกติ และยังมีสติอยู่
หลังจากที่ขึ้นไปนั่งบนรถได้ไม่นาน ผู้เสียชีวิตก็เริ่มเงียบไป และก็เริ่มไม่มีสติ และนิ่งไปเลย ซึ่งตนมองว่าขั้นตอนการปฐมพยาบาลของกู้ชีพนั้นมีความล่าช้ามาก เพราะผู้ป่วยเริ่มหมดสติแล้ว แต่ก็ยังใจเย็นอยู่ ได้แต่รีดหน้าท้อง แล้วก็ถามผู้ป่วยว่า ( จุกตรงไหน ) ทั้งที่ผู้ป่วยหมดสติไปแล้ว ตอบไม่ได้แล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีการฟ้องร้องกู้ชีพนั้น ตนต้องให้ทางพี่สาวของผู้เสียชีวิตเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งตนก็เป็นแค่เพียงญาติ อีกทั้งผู้เสียชีวิตก็ไม่มีครอบครัว ส่วนทางกู้ชีพทั้ง 2 คน ก็ยังไม่ได้เข้ามาพูดคุยอะไรกับทางครอบครัวผู้เสียชีวิต ตนอยากจะฝากบอกกู้ชีพทั้ง 2 คนว่าควรไปอบรมมาใหม่ ตนไม่อยากให้ไปเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับคนอื่นเลย เพราะว่ามันคือชีวิตคน ถ้าช้าแค่ 4 นาที ทุกอย่างก็จบ
ด้าน ชาย อายุ 39 ปี ญาติของผู้เสียชีวิต และเป็นคนนั่งไปกับรถกู้ชีพ เปิดเผยว่า จากที่ตนเห็นการปฐมพยาบาลบนรถ ตนเห็นกู้ชีพใช้มือแค่ข้างเดียวในการ CPR ซึ่งตนก็ไม่เคยเห็นวิธีการ CPR แบบนี้เลย ไม่มีการเซฟตี้อะไรสักอย่างให้กับผู้ป่วย ไม่มีการใช้เชือกล็อกตัวเลย เวลารถเข้าโค้ง ตนก็ต้องช่วยจับประคอง จากนั้นเมื่อไปถึงการเปลี่ยนถ่ายกับรถโรงพยาบาล ตนก็เห็นว่าการช่วยเหลือ การปฐมพยาบาล มีความแตกต่างกันมากๆ ซึ่งตอนที่อยู่ในรถกู้ชีพก็ไม่มีการใส่ท่อ หรือเครื่องช่วยหายใจอะไรด้วยเลย จนตนเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการกระตุกหายใจเฮือกสุดท้าย คล้ายกับว่าจะสิ้นใจ
ญาติของผู้เสียชีวิต ยังเล่าต่ออีกว่า ย้อนกลับไปตอนที่กู้ชีพเข้ามารับผู้ป่วยที่บ้าน ตอนที่กำลังประเมินอาการผู้ป่วย ตนมองว่า กู้ชีพน่าจะประเมินได้ว่าผู้ป่วยอาการเริ่มแย่แล้ว ควรเร่งช่วยเหลือผู้ป่วยก่อน ไม่ใช่เอาเวลานี้มาจดรายละเอียด ถามประวัติ ซักประวัติ ตนรู้อยู่ว่ากู้ชีพต้องทำตามขั้นตอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องประเมินสถานการณ์ได้ว่าตอนนี้อาการผู้ป่วยเป็นยังไง ซึ่งจริงๆแล้ว ขับรถไปค่อยถามญาติบนรถก็ได้ เพราะยังไงญาติก็ต้องนั่งไปกับรถกู้ชีพอยู่แล้ว