รายการโหนกระแส ยังคงเกาะติดเรื่องราวมูลนิธิองค์กรทำดี- "บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" กรณีเรื่องความโปร่งใสของการใช้เงินบริจาค โดยก่อนหน้านี้มีบุคคลที่มีชื่อเสียงได้ไปให้การในฐานะพยาน และล่าสุดมีกลุ่มประชาชนที่เคยบริจาคเงินเข้ามูลนิธิได้ไปแจ้งความเพิ่มเติมในช่วงเช้าวันนี้
โดยวันนี้ มี"หนุ่ม กรรชัย" เป็นพิธีกรดำเนินรายการ และมี คุณแพตตี้ รองประธานมูลนิธิและรักษาการประธานมูลนิธิ ทนายเปิ้ล เลขานุการ-ฝ่ายกฎหมาย-กรรมการมูลนิธิ และ โอ๋ จิตอาสาที่ร่วมงานกับคุณบุ๋มมากว่า 10 ปี นอกจากนี้ยังมี ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู และ เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายใหม่ต้องรอด มาร่วมพูดคุยในรายการ
ทนายเปิ้ล เล่าด้วยว่า ที่เสียงไม่ค่อยมีเพราะร้องไห้ทุกวัน เธอยอมรับว่า กลัวติดคุกค่ะ สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเล่าด้วยว่า รู้จักคุณบุ๋มมากว่า 10 ปี เริ่มจากมาช่วยงานกฎหมายคดีในฐานะจิตอาสา ต่อมาคุณบุ๋มอยากจดทะเบียนเป็นมูลนิธิให้ถูกต้อง จึงขอให้เธอทำเอกสารและเป็นกรรมการ ตอนนั้นก็บอกคุณบุ๋มไปตั้งแต่แรกไว้ว่า ไม่สามารถทำงานเต็มเวลาได้ เพราะมีงานที่ต้องทำ และขอเป็นแค่ที่ปรึกษา พร้อมยืนยันการทำงานกับมูลนิธิ ไม่ได้ค่าตอบแทนแม้แต่บาทเดียว ไม่มีเงินเดือนและไม่มีค่าตอบแทน
และหลังจากที่มีการ จดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้ว ได้มีการบอกคุณบุ๋มให้ปิดบัญชีนี้และใช้บัญชีมูลนิธิแทน แต่คุณบุ๋มไม่ยอมปิด ด้วยเหตุผล คือยังมีคนโอนเข้ามา ต้องใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และถ้าใช้บัญชีมูลนิธิจะต้องมีคนไปถอนด้วย ไม่สะดวก ตอนนั้น ทนายเปิ้ล เสนอให้กรรมการลงมติรับรองบัญชีนี้เป็นบัญชีมูลนิธิไปก่อน แล้วค่อยปิดภายหลัง แต่สุดท้ายก็ไม่เคยปิด
ทั้งนี้ ยังได้มีการเปิดรายงานการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1 ปี 2565 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม กรรมการเข้าประชุมครบ 5 คน และมีวาระสำคัญ 2 วาระ
ทนายสายหยุดอธิบายว่า ถ้ากรรมการไม่ได้รับรองบัญชีส่วนตัวนี้ "พวกพี่ก็อาจจะรอด" เพราะเมื่อรับรองแล้ว บัญชีนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของกรรมการทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแล โดยตามปกติบัญชีมูลนิธิต้องใช้ลายเซ็นกรรมการ 2 ใน 3 จึงจะเบิกเงินได้ แต่กรณีนี้คุณบุ๋มเบิกได้คนเดียว กรรมการคนอื่นเลยดูสเตตเมนท์ไม่ได้ แพตตี้ยอมรับว่าเธอรู้ว่า คุณบุ๋มลงนามคนเดียว เหตุผลที่ได้รับคือ "คนอื่นจะไม่สะดวก"
ทนายเปิ้ล กล่าววว่า เรื่องปิดงบหรือบัญชี เธอถามเรื่องนี้หลายครั้ง และได้คำตอบเดิมทุกครั้งว่าส่งแล้ว มีบริษัทบัญชีดูแลอยู่ ทั้งนี้ในแชตที่นำมาเปิด คุณบุ๋มตอบว่า เอกสารมีเยอะเป็น "คันรถ" และถูกตรวจปีละ 2 รอบ เมื่อเสนอให้เปลี่ยนไปใช้บริษัทบัญชีที่ทนายเปิ้ลรู้จัก เพราะค่าทำบัญชีปีละ 7 แสนบาทแพงเกินไปและอยากให้ตรวจสอบกันได้ คำตอบที่ได้คือ "เปิ้ลรู้ไหมว่าปีหนึ่งเอกสารเยอะแค่ไหน 1 คันรถเลยนะ"
ในไลน์กลุ่มเดียวกันมีข้อความของ องุ่น เหรัญญิกมูลนิธิ เขียนว่า "หนูตามเก็บทุกใบเสร็จ ในขณะที่ข้างนอกยิงกันตูมตาม เรายังนั่งทำบัญชีส่งว่าจ่ายอะไรไปบ้าง" และ "คนรักเรามีเป็นร้อย แต่คนเกลียดอาจมีเป็นพัน ทำไว้ดีที่สุดข้อมูลที่รายการตรวจสอบกับตำรวจคือ ไม่พบเอกสารเหล่านี้ยื่นไว้ที่หน่วยงานใด
เมื่อมีการสอบถามกับกรรมการมูลนิธิฯ ว่า เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่เคยขอดูบัญชี แพตตี้บอกว่า "ไม่มีใครกล้าถาม" และทุกครั้งที่เจอ คุณบุ๋มจะได้ยินแต่ว่าไม่มีตังค์ ใช้เงินไปเยอะมาก ต้องรับงานพรีเซนเตอร์เพิ่ม ต้องจำนองรถ ทุกคนจึงสงสารและเชื่อว่าคุณบุ๋มควักเงินตัวเองมาช่วยคนทั้งนี้ยังมีเปิดแชตที่คุณบุ๋มพิมพ์ในกลุ่มว่า "ปีนี้ต้องรับพรีเซนเตอร์หลายตัว เพราะอีองุ่นมันไปซื้อที่โดยไม่บอกแม่" และ "แต่ก่อนรู้จักมัน ฉันใช้เงินฟุ่มเฟือย ซื้อรถเกือบ 20 คัน แต่พอได้รู้จักกับมันไม่เหลืออะไรเลย"
นอกจากนี้ยังมีแชตช่วงน้ำท่วมเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คุณบุ๋มพิมพ์ในกลุ่มว่า "ถ้าซ่อมเรือทีมงานหรือจะซื้อเรือใหม่ กูยังไม่มีเลย" และบอกว่าต้องจ่ายค่าน้ำมันกู้ภัยทีมละหมื่น วันละเกือบ 20 ทีม แพตตี้ ซึ่งเป็นรองประธานจึงโอนเงินส่วนตัวเข้าบัญชีองค์กรทำดีไปช่วย 100,000 บาท พร้อมข้อความว่า "แม่ สาธุจ้ะ หนูอยากช่วยแม่มากเลยจ้ะ"
ขณะที่โอ๋ จิตอาสา เล่าเหตุการณ์คล้ายๆกัน งานหนึ่งที่ห้างแห่งหนึ่งได้พื้นที่ฟรี ค่าใช้จ่ายจริงประมาณ 120,000 บาท ส่วนเงินจากการประมูลและขายของหน้างานที่เธอรวบรวมเองได้กว่า 500,000 บาท เธอโอนทั้งหมดเข้าบัญชีส่วนตัวของคุณบุ๋ม ผ่านไปสองวันคุณบุ๋มแจ้งในกลุ่มว่าเหลือเงินแค่แสนกว่าบาท "เราก็เอ๊ะ ค่าใช้จ่ายเราใช้ไปแค่แสนสองนี่" แต่ไม่กล้าถาม เพราะกลัวถูกดุ พร้อมบอกด้วยว่า เคยออกเงินตัวเองนั่งรถเมล์ไปส่งของบริจาค ส่งสรุปยอดให้แล้ว แต่ไม่เคยได้เงินคืน
ทุกคนยอมรับว่า ร้องไห้เมื่อเห็นข่าวยอดเงิน 45 ล้านบาท ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักร้อยล้าน ข้อมูลในรายการระบุว่ามีการโอนเงินบริจาคเข้ามาเกือบ 2 ล้านครั้งจากราว 9 แสนบัญชี
ขณะเดียวกัน หนุ่ม กรรชัย เปิดข้อบังคับมูลนิธิ หมวด 9 ข้อ 31 ซึ่งกำหนดว่าประธานหรือรองประธานสั่งจ่ายได้ครั้งละไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าเกินต้องได้รับอนุมัติจากเสียงข้างมากของกรรมการ ยกเว้นกรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งต้องรายงานในการประชุมครั้งถัดไป
จากนั้นรายการเปิดสลิปที่เกินวงเงินทีละใบ ได้แก่ 575,000 บาท (2 ต.ค.) 970,000 บาท 1 ล้านบาท (26 ก.ย.) 1 ล้านบาท (4 ธ.ค.) และใบ Pay-in 4 ล้าน 6 ล้าน และ 10 ล้านบาท กรรมการทั้งหมดตอบว่าไม่เคยเห็นสลิปเหล่านี้ ไม่เคยได้รับแจ้ง และไม่เคยมีวาระประชุมย้อนหลังเรื่องนี้
ทั้งนี้ กรรมการทั้งหมดยอมรับว่า ไม่เคยรู้เรื่องพูลวิลลา ที่ดิน 2 ไร่ที่ภูเก็ต และที่ดินราว 10 ไร่ที่ปทุมธานี ที่รู้มีแค่อาคารมูลนิธิที่คลอง 8 ซึ่งคุณบุ๋มบอกว่าซื้อที่และสร้างด้วยเงินส่วนตัว แล้วโอนให้มูลนิธิฟรีเพื่อ "ยกให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน" ทนายเปิ้ลบอกว่าเรื่องนี้ทำให้ทุกคนยิ่งเชื่อและเชิดชูคุณบุ๋ม
ส่วนภาพกองของบริจาคที่ถูกทิ้งซึ่งเป็นข่าวเมื่อวาน กรรมการยืนยันว่าไม่ใช่ที่มูลนิธิคลอง 8 แต่เป็นที่ดินย่านรังสิตอีกแห่งซึ่งไม่มีใครเคยไป แพตตี้บอกว่า "หนูเข้าใจความรู้สึกของประชาชนเลย เพราะพ่อแม่เราก็ไปบริจาค ไปช่วยกันแพ็ก"
เอกภพพูดชัดว่าเขาเห็นใจทั้งสามคน แต่สถานะต่างจากผู้บริจาคทั่วไป เพราะทั้งสามคนเป็นกรรมการและรองประธาน "ต่อให้คุณไม่ได้ก่อ แต่สิ่งที่คุณพลาดคือ เหมือนคุณยื่นขาเข้าไปในคุกข้างหนึ่งแล้ว" พร้อมยก พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ มาตรา 42(2) เรื่องการลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และมาตรา 69 ที่ให้ใช้กับผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการของมูลนิธิด้วย และเตือนว่าการโอนแต่ละครั้งอาจถูกนับเป็นกรรมแยกกัน
ทั้งนี้ ทนายเปิ้ลยังบอกด้วยว่า ตอนนี้รู้สึก "อยากตาย ไม่อยากอยู่ คือทำดีแล้วต้องมาโดนคดีอีก" แพตตี้พูดต่อว่าที่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเสียใจ "หนูเอาเวลาครอบครัวจนทะเลาะกับที่บ้าน… จนสุดท้ายวันนี้เราต้องมานั่งตรงนี้ สุ่มเสี่ยงโดนคดีด้วย มันไม่ยุติธรรม"
ขณะที่ องุ่น เหรัญญิก ได้โฟนอินเข้ามาในรายการ เล่าว่าก่อนหน้านี้เคยร่วมทำกิจกรรมกับชมรมองค์กรทำดีมาตั้งแต่ปี 2558 ตอนมีการแบ่งตำแหน่งกรรมการก็คุยกันแบบไม่เป็นทางการ เช่น คุณบุ๋มบอกว่า "แพทแกเป็นรองนะ เวลาออกงานแกสวยหน่อย แกจะได้ปฏิบัติหน้าที่แทนฉันได้ เปิ้ลมาดูกฎหมายนะ" องุ่นยอมรับว่าตอนนั้นไม่รู้ว่าเหรัญญิกต้องทำอะไร เพิ่งมารู้ทีหลังว่าต้องดูแลการเงิน
พอมาในปี 2567 เริ่มช่วยงานจริงจัง ซึ่งเป็นตอนคุณบุ๋มตั้งครรภ์ใกล้คลอด หน้าที่ของเธอคือสำรองจ่ายหน้างาน เช่น โรงครัว ค่าน้ำมันรถ โดยคุณบุ๋มโอนให้ครั้งละประมาณ 50,000 บาท เธอเก็บใบเสร็จไว้ทุกใบ ส่วนรายการใหญ่คุณบุ๋มจัดการเองทั้งหมด ยืนยันว่าไม่เคยไปถอนเงินสดให้ ส่วนเงินสดที่มีคนบริจาคหน้างานประมาณหลักพัน ก็จะส่งให้คุณบุ๋มโดยไม่แกะซอง และจะมีการถ่ายรูปเอาไว้ และตู้รับบริจาคอะคริลิกที่โกดังมีสามีคุณบุ๋มเป็นคนดูแล
ส่วนสเตตเมนท์ปีนี้มีเงินโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเธอราว 3.8 ล้านบาท รายได้ของเธอมาจากการไลฟ์ขายส้มแผ่นใน TikTok เดือนละหลายแสนบาท เธอยอมรับว่าเคยไปญี่ปุ่นโดยคุณบุ๋มออกค่าตั๋วและที่พัก เพราะเข้าใจว่าเป็นการไปฝึกกู้ภัย
ขณะที่รายการโหนกระแสดำเนินอยู่ ท่ามกลางกระแสข่าว มีการขอหมายจับบุ๋ม ปนัดดา แล้ว ทนายเพชร ทนายของคุณบุ๋ม โทรศัพท์เข้ารายการ บอกว่าถ้าหมายออกจริง ให้ตำรวจไปรับตัวที่สำนักงานของเขา เพราะไม่อยากให้เด็ก ๆ เห็นภาพที่บ้าน และบอกว่าคุณบุ๋ม "ทำใจแล้วและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม" ทั้งนี้บุ๋ม ปนัดดา ได้กล่าวขอโทษกรรมการทุกคน "อยากจะขอโทษทุก ๆ คนนะคะ ขอโทษกรรมการทุกคนด้วยค่ะ แล้วก็บุ๋มเป็นคนที่รับผิดคนเดียวนะคะ"
ด้านกรรมการมูลนิธิ ยังได้ส่งแชตที่มีการพูดคุย ซึ่งคุณบุ๋มมีการส่งข้อความถึงกรรมการว่า "ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น แม่จะยอมรับแต่เพียงผู้เดียว ทุกคนสบายใจได้ แต่ ณ ปัจจุบันมันเป็นเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง" และ "แม่อยากยืนยันบนความจริง และจะกางปีกปกป้องทุกคนให้มากที่สุด" เมื่อวานคุณบุ๋มยังพิมพ์ขอโทษและออกจากไลน์กลุ่มดาราทำดี ซึ่งมีศิลปินกว่า 20 คน ระบุว่า "ขออนุญาตออกจากกลุ่มเพื่อไปเคลียร์เรื่องราวตัวเองนะคะ"
หลังจบรายการ กรรมการ 3 คน นำโดยแพตตี้ รักษาการแทนประธาน จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์มูลนิธิกับคุณบุ๋มในฐานะประธาน และขอให้โอนที่ดินที่ซื้อด้วยเงินมูลนิธิกลับมาเป็นของมูลนิธิทั้งหมด
ทนายเปิ้ลเปิดเผยว่า ให้วิศวกรประเมินอาคารและทรัพย์สินของมูลนิธิแล้ว มูลค่าราว 65 ล้านบาท กรรมการอยากหามูลนิธิอื่นมารับช่วงดูแลต่อ เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินที่ได้จากเงินประชาชนถูกทิ้งร้าง
สุดท้าย แพตตี้บอกด้วยว่า วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิด พร้อมขอให้ทีมงานเปิดภาพถ่ายคู่กับคุณบุ๋มขึ้นจอ แล้วพูดทั้งน้ำตาว่า "หนูรักเขา หนูรักแม่ แล้วก็ศรัทธาความดีที่แม่ทำเสมอ เจตนาที่เข้ามาทำก็คือเพื่อจะช่วยจริง ๆ ค่ะ… ผิดหวังมาก