สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเรื่องราวที่ต้องสูญเสียสามีอย่างกะทันหัน ทั้งที่ไปถึงมือหมอแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โดยเจ้าของโพสต์เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สามีของตน(ผู้เสียชีวิต) มีอาการเจ็บร้าวตั้งแต่นิ้วลามขึ้นมาจนถึงหน้าอกและหัวใจ พร้อมกับมีอาการเหงื่อแตกพลั่ก พี่ที่ทำงานสังเกตเห็นว่าสามีของตนมีอาการเหงื่อแตกแบบนี้มาทั้งอาทิตย์แล้ว จึงรีบพาไปส่งที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.บ้านโป่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม การส่งตัวไปมา และการวินิจฉัยที่ถูกมองข้าม
เมื่อไปถึง ได้พบพยาบาลซักประวัติและส่งไปแผนกอายุรกรรม แต่หมออายุรกรรมยังไม่ยอมตรวจให้ โดยอ้างว่าต้องรอผลเลือดและผลคอเลสเตอรอลก่อน ซึ่งตอนนั้นตรวจไม่ได้เพราะสามีของตนกินขนมปังมื้อเช้าไปแล้ว จากนั้นจึงถูกส่งตัวไปหา “หมอกระดูก” เพราะคนไข้เคยมีประวัติปวดเส้นเอ็นจากการอุ้มลูก แต่สามียืนยันชัดเจนว่า “อาการปวดครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม แต่มันปวดร้าวขึ้นมาถึงหน้าอก”
หมอกระดูกเริ่มสงสัยว่าอาจเป็นโรคหัวใจ ประกอบกับทราบว่าคนไข้มีภาวะไขมันสูง จึงบอกว่ารักษาไม่ได้และส่งตัวต่อไปให้ “หมอทั่วไป” หมอทั่วไปไม่รับฟัง ปฏิเสธการรักษา-ต่อว่าภรรยาเมื่อมาพบหมอทั่วไป ตนเล่าอาการให้ฟังอย่างละเอียด และขอร้องให้หมอช่วย “ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)” ให้หน่อย แต่หมอปฏิเสธ และไม่ได้แม้แต่จะใช้หูฟังเสียงหัวใจคนไข้เลย หมอกลับบอกว่า อาการเหงื่อแตกเกิดจากอากาศร้อนหรือความวิตกกังวล และมองว่าคนไข้แค่เป็นโรคกลัวเข็มฉีดยา หรือแพนิคไปเอง
หมอยังพูดจาบั่นทอน โดยหาว่าตนไปอ่านข้อมูลใน Google หรือ AI มากเกินไปจนคิดไปเอง และต่อว่าตนว่า “ประสาทแดก” ยิ่งไปเซ้าซี้ให้คนไข้ทำนั่นทำนี่ อาการคนไข้ก็ยิ่งแย่ หมอยืนยันว่า ผู้ชายวัย 30 ต้นๆ มีโอกาสเป็นโรคหัวใจแค่ 3-5% เท่านั้น และบอกว่าถ้าคนไข้เจ็บจริงคงไม่มานั่งยิ้มอยู่แบบนี้ (ซึ่งตนอธิบายว่าสามีเป็นคนอดทนและไม่ค่อยแสดงออก)
แม้ตนจะขอร้อง ยินดีจ่ายเงินเองทั้งหมด หรือขอย้ายโรงพยาบาล หมอก็ไม่สนใจ แถมยังไล่ให้กลับบ้าน และแนะนำให้คนไข้แยกห้องนอนกับภรรยาที่ประสาทแดก แล้วเดี๋ยวอาการจะหายไปเอง
จุดจบที่แสนเศร้า และความจริงที่ปรากฏ สุดท้ายเมื่อต้องกลับมาถึงบ้าน ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. สามีตนเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตลงในที่สุด ทิ้งตนและลูกน้อยวัยกำลังน่ารักไว้เบื้องหลัง
ผลการชันสูตรออกมาชัดเจนว่า สามีเสียชีวิตจากอาการ “หลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น “ ซึ่งเป็นโรคหัวใจจริงๆ ไม่ใช่อาการแพนิคตามที่หมอบอก
ภายหลัง หมอคนที่ตรวจได้ออกมายอมรับว่า “ตัวเองมีนิสัยพูดจาไม่ดี” แต่ตนก็ต้องใจสลาย เพราะคำขอโทษมันไม่สามารถดึงชีวิตสามีกลับมาได้แล้ว
เจ้าของโพสต์ ตั้งคำถามทั้งน้ำตาว่า ถ้าเช้าวันนั้นหมอยอมทำ EKG หรือเอกซ์เรย์หัวใจตามที่ขอร้อง แฟนของเธอคงไม่ต้องจากไปแบบนี้ ทำไมหมอถึงไม่พยายามช่วยคนไข้เลย