หญิง อายุ 28 ปี ได้ร้องเรียนผ่านเพจเที่ยงวันทันเหตุการณ์ หลังถูกแฟนหนุ่มซึ่งเป็นนักบินกองทัพอากาศ ยกเลิกงานแต่งกะทันหัน ทั้งที่คบหากันมานานกว่า 3 ปี และมีการเตรียมงานแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว
โดยหญิงคนดังกล่าว เปิดเผยว่า รู้จักกับฝ่ายชายผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ในปี 2564 คุยกันได้ประมาณ 2-3 เดือน ฝ่ายชายดูแลดี โดยเฉพาะช่วงโควิด ซื้อ ATK มาให้ตรวจ พาไปหาหมอ ดูแลดีทุกอย่าง ทำให้ตัดสินใจคบหาเป็นแฟน ต่อมาก็ย้ายไปอยู่กินด้วยกันที่บ้านพักข้าราชการในกองบินที่ต่างจังหวัด ครอบครัวและเพื่อนของทั้งสองฝ่ายรับรู้ว่าคบหากัน พากันออกงานอย่างเปิดเผย
ตลอดระยะเวลาที่คบกัน ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดี ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนสามีภรรยา มีการพูดคุยเรื่องแต่งงาน และช่วยกันผ่อนรถและบ้าน ซึ่งซื้อเป็นชื่อของฝ่ายชาย แม้ทรัพย์สินจะเป็นชื่อฝ่ายชายทั้งหมด แต่ตนมีส่วนร่วมจ่ายเงิน ประมาณ 400,000 บาท โดยช่วงนั้นย้ายมาใช้ชีวิตร่วมกันที่บ้านหลังที่ซื้อไว้ใน กทม. ตนเป็นฝ่ายดูแลฝ่ายชายอย่างดี ตื่นเช้ามาอาหารพร้อมเสิร์ฟที่โต๊ะ ดูแลปรนนิบัติฝ่ายชายทุกอย่าง ทั้งซักผ้า รีดเครื่องแบบให้ เวลาเพื่อนฝ่ายชายมาเที่ยวที่บ้านก็คอยทำกับข้าว ทำขนม เอาน้ำมาเสิร์ฟ
กระทั่งช่วงกลางถึงปลายปี 2567 ฝ่ายชายได้ขอแต่งงาน พร้อมกำหนดจัดพิธีในวันที่ 11 พ.ย. 2568 มีการประกาศต่อครอบครัวทั้งสองฝ่าย โพสต์บอกเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊ก รวมถึงไปบอกกล่าวเชิญผู้ใหญ่ที่ทำงานของทางฝ่ายชาย และเริ่มเตรียมงาน ถ่ายพรีเวดดิ้งเรียบร้อย ซึ่งตลอดระยะเวลาการเตรียมงาน ทางบ้านของฝ่ายชายก็เป็นคนคอยช่วยดูสถานที่และให้คำแนะนำอย่างดีมาโดยตลอด
แต่หลังจากกลับจากการถ่ายพรีเวดดิ้ง ฝ่ายชายถูกเรียกตัวกลับไปคุยกับครอบครัวเพียงลำพัง ซึ่งผิดปกติจากทุกครั้งที่จะต้องไปพูดคุยเรื่องงานแต่งพร้อมหน้าพร้อมตากัน จากนั้นฝ่ายชายกลับมาบอกว่า ต้องเลื่อนงานแต่งออกไป 3 ปี โดยอ้างเหตุผลเรื่อง ‘การไว้ทุกข์อาม่า’ แม้จะเสียชีวิตไปก่อนหน้านานแล้ว และในช่วง 3 ปีที่ไว้ทุกข์ หากมีคนในครอบครัวเสียชีวิตอีก ก็ต้องเลื่อนงานแต่งออกไปอีก 3 ปี ทบไปเรื่อย ๆ
ตนมองว่าเหตุผลดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และยิ่งไม่มั่นใจในอนาคต เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหมดเป็นชื่อฝ่ายชาย ทำให้ฝ่ายชายเสนอทางออกด้วยการจดทะเบียนสมรสแทน เพื่อเป็นหลักประกันยืนยันความรัก
วันที่ทั้งคู่เดินทางไปอำเภอเพื่อจดทะเบียนสมรส ตนต้องเจอกับเรื่องน่าตกใจอีก เพราะฝ่ายชายได้รับโทรศัพท์จากแม่ ก่อนถูกห้ามอย่างเด็ดขาด และสั่งให้ยุติการจดทะเบียนสมรสทันที ซึ่งวันนั้นตนทั้งเสียใจเสียความรู้สึก และงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้ายฝ่ายชายยอมทำตามคำสั่งของแม่ ขอบัตรประชาชนคืนจากนายทะเบียน และเดินทางกลับบ้านทันที
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ฝ่ายชายได้ขอเลิกรา พร้อมยืนยันว่าจะนำทรัพย์สินทั้งหมดไป เนื่องจากเป็นชื่อของเขา ก่อนจะหายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้อีกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ฝ่ายชายไม่ได้ออกมาพูดคุยด้วยตัวเองหรืออธิบายอะไร แต่ให้แม่และพี่สาวเป็นคนติดต่อมาแทน พร้อมขนเสื้อผ้าข้าวของของตนที่บ้านใน กทม. ออกมาวางกองไว้หน้าบ้าน ยืนยันว่าตนไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตนพยายามทวงเงินค่าผ่อนรถผ่อนบ้านที่ช่วยฝ่ายชายออกไป รวมแล้วประมาณ 400,000 บาท แต่ทางแม่และพี่สาวของฝ่ายชายไม่ยอม สวนกลับตนมาว่าให้เจ๊ากันไปกับค่าโบท็อกซ์ที่ฝ่ายชายพาตนไปทำหน้า และยังมีการทวงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ย้อนหลัง
จากนั้นตนต้องออกมาใช้ชีวิตเพียงลำพัง ในสถานการณ์งง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของตนอย่างรุนแรง จนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และเคยพยายามทำร้ายตัวเองหลายครั้ง
ปัจจุบัน ตนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของฝ่ายชายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ
ตนฝากถึงฝ่ายชายว่า อยากให้ออกมาพูดคุยและเคลียร์ปัญหากันตรง ๆ รวมถึงขอคำชี้แจงต่อครอบครัวของตน และหาทางออกร่วมกันในเรื่องทรัพย์สิน อยากให้ฝ่ายชายออกมาพูดคุยอย่างสุภาพบุรุษ ให้สมกับความเป็นชายชาติทหาร
และขอฝากถึงครอบครัวฝ่ายชายว่า อยากให้เห็นใจในฐานะผู้หญิงด้วยกัน ตนทุ่มเททั้งชีวิตให้กับความสัมพันธ์ครั้งนี้ แต่กลับถูกทิ้งโดยไม่มีคำอธิบาย