เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดป่าอดุลยาราม ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น หลังเจ้าหน้าที่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินจาก นายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นชื่อวัดป่าอดุลยารามอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ครบ 24 ชั่วโมง โดยชาวบ้าน ญาติโยม ลูกศิษย์ และคณะกรรมการวัด ต่างแสดงความดีใจที่ที่ดินเป็นชื่อวัดตามเจตนารมณ์ของนายเฮียง
แม้เป็นวันธรรมดา แต่ประชาชนยังเดินทางมาทำบุญอย่างคึกคักตามปกติ โดยทางพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ได้ขึ้นให้พร และเทศนาธรรมญาติโยมที่มาถวายเพลเช้านี้ ในบรรยากาศที่เย็นสบาย เนื่องจากมีฝนตกตลอดทั้งคืน ขณะที่บางส่วนถ่ายภาพเช็กอินกับท่อปูนซีเมนต์ที่ป้าดานำมาปิดประตูทางเข้าออกวัด แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ผู้สื่อข่าวสอบถามทางวัด ได้รับคำตอบว่า จะปล่อยท่อซีเมนต์ไว้เช่นเดิมไม่ยกออก หากผู้ที่นำมาวางต้องการนำออก ก็สามารถมายกออกได้เลย
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ชมส.สภ.เมืองขอนแก่น ยังคงประจำจุดดูแลความสงบและความปลอดภัยภายในวัดอย่างเข้มแข็งตามปกติ ส่วนคณะกรรมการวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เดินทางมาเฝ้าบริเวณหน้ากุฏิเจ้าอาวาสและพูดคุยถึงความคืบหน้าข้อพิพาท
ประเด็นที่ชาวบ้านพูดคุยกันคือ หลังโฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อวัดแล้ว ป้าดายังมีความเคลื่อนไหวแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อเอาผิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ดำเนินการโอนที่ดินให้วัด รวมถึงเตรียมร้องเรียนต่อนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โดยชาวบ้าน ญาติโยม ลูกศิษย์ และคณะกรรมการวัดระบุว่า สุดแล้วแต่ป้าดาจะดำเนินการ แต่เชื่อว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และวัดต้องเป็นวัดตามเจตนารมณ์ของนายเฮียงตั้งแต่แรก
ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับ อาสาสมัคร ชมส.สภ.เมืองขอนแก่น อายุ 57 ปี เปิดเผยว่า เคยมาทำบุญที่วัดแห่งนี้หลายครั้ง และครั้งนี้มีโอกาสมาช่วยดูแลความปลอดภัยให้เจ้าอาวาส โดยเห็นว่าท่านเป็นพระที่เปี่ยมด้วยเมตตา ไม่อาฆาตหรือพยาบาทใคร
อาสาสมัคร กล่าวต่อว่า รู้สึกดีใจที่โฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อวัด เพราะในความรู้สึกของตน ที่ดินตรงนี้เป็นสมบัติของแผ่นดินและเป็นของวัดอยู่แล้ว นายเฮียงมีเจตนาให้เป็นวัด การดำเนินการเมื่อวันที่ 16 กันยายน จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะทำให้เรื่องราวยุติลง พร้อมกล่าวว่า “ชาวบ้านดีใจ ทุกคนดีใจหมด ประชาชนทั่วประเทศดีใจที่โฉนดเป็นชื่อวัด”
อย่างไรก็ตาม เธอมองว่ายังมีคนบางกลุ่มไม่พอใจ และพยายามดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ที่ดินเป็นชื่อวัด เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการแจ้งความเอาผิดหน่วยงานและผู้ดำเนินการโอนที่ดิน เธอเห็นว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากขั้นตอนที่ดำเนินการถูกต้องและชัดเจนแล้ว พร้อมตั้งคำถามว่าต้องการคัดค้านด้วยจุดประสงค์ใด ต้องการนำที่ดินผืนนี้ไปทำอะไร และเหตุใดจึงพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ดูไม่ดีและผิดสังเกต
เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของป้าดา เป็นการทำเพื่อทายาทจริงหรือมีจุดประสงค์อื่น เธอ ระบุว่า ในความคิดของตนเชื่อว่ามีสิ่งแอบแฝง และตั้งข้อสงสัยว่า “มีนายทุนออร์เดอร์หรือเปล่า” เพราะหากไม่มีเหตุอื่นก็ไม่น่าจะกระตือรือร้นหรือพยายามทุกวิถีทางเช่นนี้ ที่ดินแห่งนี้ไม่ใช่ที่ดินเปล่าธรรมดา แต่มีสภาพเป็นวัดชัดเจนและอยู่กันมายาวนานแล้ว จึงอยากถามป้าดาว่ามีจุดประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร เหตุใดจึงต้องการที่ดิน ทั้งที่นายเฮียงมีเจตนาดีมอบให้เป็นวัด
อาสาสมัคร ยังเล่าถึงประวัติพื้นที่ตามที่ตนได้ยินมาว่า เดิมเป็นป่าช้า เคยมีผู้ป่วยโรคเรื้อนและโรคผิวหนังมาอาศัย เมื่อเสียชีวิตก็ฝังไว้ที่นี่ และใต้พื้นดินมีศพเป็นพัน ๆ ศพ จึงยิ่งสงสัยว่าผู้ที่ต้องการที่ดินจะนำไปทำอะไร
สำหรับบรรยากาศหลังเปลี่ยนชื่อในโฉนดครบ 24 ชั่วโมง เธอระบุว่า ยังมีคนแปลกหน้าเข้ามาดูหรือสอบถามเกี่ยวกับวัด จากการปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย เธอเห็นว่าพฤติกรรมของผู้มาเที่ยววัดตามปกติกับผู้ที่เข้ามาสืบข่าวหรือสำรวจพื้นที่มีความแตกต่างกัน ทีมดูแลความปลอดภัยจึงยังเฝ้าสังเกตและเฝ้าระวังภายในพื้นที่
เมื่อถามว่าหากครอบครัวนายเฮียงต้องการมาทำบุญที่วัดจะต้อนรับหรือไม่ เธอยืนยันว่าพร้อมต้อนรับ เพราะเจ้าอาวาสมีเมตตา มองโลกในแง่ดี และเปิดให้ทุกคนเข้ามาทำบุญได้โดยไม่แบ่งฝ่าย อีกทั้งยังอโหสิกรรมให้ โดยเมื่อวันที่ 16 กันยายน เจ้าอาวาสได้ขอบิณฑบาตเรื่องการดำเนินคดีกับ “ลุงธานอส” และไม่ติดใจเอาความ ส่วนกระบวนการทางกฎหมายก็ต้องดำเนินไปตามขั้นตอน
ส่วนป้าดาจะยุติการเคลื่อนไหวหรือไม่ เธอกล่าวว่า จากการติดตามข่าวคิดว่าน่าจะไม่จบ และต้องเฝ้าดูว่าจะดำเนินการอะไรต่อไป รวมทั้งทำเพื่ออะไร โดยยังเห็นว่าเป็นไปได้ยาก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าป้าดาจะไปสิ้นสุดที่ใด เธอตั้งคำถามถึงความสามารถและเส้นสาย ก่อนแสดงความเห็นว่า หากไม่หยุดก็อาจไปถึงการเข้าคุก เพราะกฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเส้นสายจะใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีข้อละเว้น และการพยายามดำเนินการทุกวิถีทางอาจกลายเป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำ
“ถ้าไม่หยุดก็เข้า เพราะกฎหมายก็คือกฎหมาย ข้อกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีข้อละเว้น แล้วคุณจะทำเพื่ออะไร จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร ทั้งที่มันเป็นวัดอยู่แล้ว”