รายการโหนกระแสวันนี้ (25 ก.ย. 2569) พูดคุยกรณีผู้เสียหายหลายรายใน จ. พัทลุง ที่เข้ารับหัตถการร้อยไหม ณ คลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง โดยหมอผู้ทำหัตถการอ้างว่าเป็นไหมละลาย ซึ่งจะช่วยยกกระชับใบหน้าและสันจมูกให้โด่งตึง ก่อนจะละลายหายไปเองตามธรรมชาติภายในเวลาหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เข้ารับบริการกลับประสบปัญหาเจ็บปวด อักเสบเรื้อรัง และมีหนองไหล เมื่อผู้เสียหายไปผ่าตัดนำไหมออกที่คลินิกแห่งใหม่ แพทย์ผู้ผ่าตัดกลับพบเส้นไหมที่มีลักษณะแข็ง ใส และมีเงี่ยง คล้ายกับเส้นเอ็นตกปลา ซึ่งไม่ได้ละลายไปตามที่กล่าวอ้าง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มผู้บริโภคท้องถิ่น
ผู้ร่วมรายการในวันดังกล่าวประกอบด้วย คุณโก้ ผู้เสียหาย, นพ. พีรพัทธ์ เพียรธรรม หรือหมอพีท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก The Klinique, และทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์
คุณโก้ ผู้เสียหายวัย 23 ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำหัตถการว่า ตนเองมีฮัมพ์จมูกที่ปูดนูนขึ้นมา ต่อมาได้เห็นสื่อในออนไลน์เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ปรับสันจมูก จึงสอบถามหมอเจ้าของคลินิก หมอประจำคลินิกจึงเสนอโปรโมชันหัตถการร้อยไหมจมูกแบบบุฟเฟต์ในราคา 5,000 บาท โดยกล่าวอ้างว่าสามารถร้อยไหมได้ไม่จำกัดจำนวนเส้น จนกว่าผู้รับบริการจะพอใจว่าสันจมูกมีความคมและโด่งสวย คุณโก้ตัดสินใจตกลงทำหัตถการและถูกร้อยไหมเข้าไปที่บริเวณสันจมูกรวมทั้งสิ้น 10 เส้น
หมอพีทได้อธิบายถึงกระบวนการร้อยไหมจมูกว่า ไหมจะมีลักษณะเป็นเส้นที่มีเงี่ยงล็อกเนื้อเยื่อ โดยใช้ท่อนำส่งสอดเข้าบริเวณปลายจมูกเพื่อขึงดันสันจมูกให้คงรูป
ในกรณีของคุณโก้ หมอคลินิกเดิมได้ยืนยันหนักแน่นว่า ไหมดังกล่าวเป็นไหมละลาย มีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปีก็จะละลายหายไปเอง และหากละลายแล้วก็สามารถกลับมาจ่ายเงินเพื่อร้อยไหมเติมใหม่ได้อีก แต่ภายหลังทำเสร็จ คุณโก้กลับมีอาการเจ็บมาก และสามารถจับสัมผัสได้ถึงเส้นไหมแข็ง ๆ ที่ค้างอยู่ภายในตลอดเวลา
หลังจากนั้นคุณโก้เริ่มพบเคสผู้เสียหายรายแรกในปี 2565 ที่เกิดอาการอักเสบเป็นหนอง จนต้องไปผ่าเอาไหมออก ซึ่งเคสแรกหมอยอมจ่ายชดใช้ค่ารักษา แต่เมื่อมีผู้เสียหายรายที่สองและเคสอื่นๆ ที่ร้อยไหมไปแล้วเจ็บปวดอักเสบทยอยเข้ามาขอให้รับผิดชอบ หมอเจ้าของคลินิกกลับปฏิเสธและกล่าวประโยคว่า "เออ ถ้ารับผิดชอบทุกคนก็ตายกันพอดี" เนื่องจากมีผู้เสียหายที่จมูกอักเสบหลายราย บางรายจมูกผิดรูป บางรายไหมหลุดเคลื่อนตำแหน่งแทงขึ้นไปทางหัวตา ทำให้คุณโก้เกิดความกลัวและไม่ไว้วางใจที่จะกลับไปรักษาที่คลินิกเดิมอีก
คุณโก้จึงไปปรึกษาคลินิกแห่งใหม่ในพื้นที่ ซึ่งแพทย์ประเมินว่าไหม 10 เส้น เยอะเกินไปและแข็งมาก และเกือบแทงเข้าหัวต จึงต้องเปลี่ยนแผนการผ่าตัดเป็นเทคนิค Mini Open เปิดหน้าจมูกเพื่อดึงไหมออกทีละเส้น มีค่าใช้จ่ายรวมค่าผ่าตัด ค่ายาฆ่าเชื้อ ค่าเอาออก และทำจมูกใหม่ รวมเป็นเงิน 59,000 บาท ระหว่างการผ่านำไหมออก 10 เส้นอย่างยากลำบาก หมอที่คลินิกแห่งใหม่ได้กล่าวเชิงตั้งข้อสังเกตว่า ไหมดังกล่าวแข็งเหมือนเส้นเอ็นตกปลา และระบุว่า “ตายไป 2 รอบมันก็ไม่ละลาย”
ในรายการได้มีการนำเส้นเอ็นใสมาทดสอบและเปรียบเทียบ โดยหมอพีทให้ความเห็นว่า หากมองด้วยตาเปล่าหรือสัมผัสภายนอก การแยกแยะไหมทางการแพทย์ออกจากเส้นเอ็นทั่วไปอาจทำได้ยาก เนื่องจากไหมแต่ละชนิดมีการผสมสารเคลือบผิวที่แตกต่างกัน
ต่อมา ทางรายการได้ติดต่อหาคุณแนน ผู้เสียหายอีกรายหนึ่ง ซึ่งเล่าว่าตนไปร้อยไหมจมูกที่คลินิกแห่งนี้เมื่อปี 2565 เพราะหมอบอกว่าเป็นไหมละลายและไม่ต้องพักฟื้นนาน โดยทำในราคาโปรโมชันรวมหลายหัตถการ 14,999 บาท ในตอนทำหมอได้แสดงซองไหมสีน้ำเงินให้ดู เป็นไหมที่ใช้ร้อยใบหน้า แต่ไหมที่ร้อยจมูกไม่ได้โชว์ให้ดู เนื่องจากตนหลับตาอยู่และคิดว่าน่าจะเป็นแบบเดียวกัน
ผ่านไปประมาณ 2 เดือน ปลายจมูกของคุณแนนเริ่มมีปลายไหมทิ่มออกมาคล้ายหนามและมีหนองผุด เมื่อกลับไปหาหมอ หมอได้ร้อยไหมเพิ่มเข้าไปอีก 2 เส้น รวมเป็น 8 เส้น จนกระทั่งเมื่อ 4 เดือนก่อน คุณแนนเริ่มมีอาการปวดรุนแรง และไหมไม่ละลายแม่ผ่านไปเป็นปี แต่เมื่อไปขอให้หมอผ่าเอาออกและชดใช้ค่าเสียหาย หมอกลับปฏิเสธโดยพูดว่า “ถ้าเป็นแบบนี้ 100 เคส หมอก็รับผิดชอบไม่ไหว” คุณแนนจึงไปแจ้งความและมาร้องเรียนสื่อเพื่อขอให้หมอรับผิดชอบค่าผ่าตัดเอาไหมออก เนื่องจากกลัวจมูกเน่า
ระหว่างการดำเนินรายการ ได้มีการเปิดเผยโพสต์จากคุณแม่ของหมอ ซึ่งออกมาโพสต์ตอบโต้ทางโซเชียลมีเดียในลักษณะตัดพ้อและกล่าวหาฝั่งผู้เสียหายและสื่อท้องถิ่น โดยระบุว่า อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่มีเกียรติแต่ไม่ร่ำรวย ในขณะที่ฝั่งคู่กรณีมีเงินมหาศาลใช้ไปร้อยชาติก็ไม่หมด และอ้างว่ามีการจ้างสื่อให้ลงข่าวโจมตีวันละหลายรอบ พร้อมขู่เรื่องบาปกรรม
คุณโก้ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมของหมอกว่า เคยใช้วาจาด้อยค่าผู้ใช้บริการที่เข้าไปปรึกษาด้วยคำพูดรุนแรง เช่น ทักใบหน้าลูกค้าว่า “เธอไปทำที่ไหนมา หน้าเหมือนส้วมเลย”
พี่จิ๋ม ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในจังหวัดพัทลุง ได้เข้าร่วมรายการเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า ตนไม่ได้นำเงินจ้างวานจากผู้ใดตามที่คุณแม่ของหมอโพสต์กล่าวหา แต่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านเป็นจำนวนมากผ่านทางเฟซบุ๊ก จึงรวมกลุ่มผู้เสียหายเพื่อช่วยเหลือ
ในประเด็นเรื่องชนิดของไหม หมอพีทได้ให้ความรู้ว่า ไหมทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ PDO ละลายใน 3-6 เดือน นิยมใช้ร้อยแก้ม, PLA (ละลายใน 6-12 เดือน, PCL ละลายใน 12-18 เดือน เป็นตัวที่นิยมใช้ร้อยจมูกมากที่สุดเพราะขึ้นทรงสวย, และ PP หรือ Polypropylene เป็นไหมไม่ละลาย อยู่ได้นานหลายสิบปี ซึ่งไม่นิยมใช้
ต่อมา รายการได้ติดต่อหา คุณอ๊อด ผู้ร้องเรียนอีกรายจาก จ. ตรัง ซึ่งอ้างว่าไปฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่คลินิกนี้แล้วเกิดอาการบวม พอย้อนกลับไปฉีดสลายฟิลเลอร์กลับเกิดเป็นตุ่มแผลเป็นยาวใต้ตา
หมอพีมอธิบายว่า ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ hyaluronic ซึ่งเป็นน้ำตาลและโปรตีน เมื่อฉีดสลายจะกลายเป็นน้ำ ไม่ควรที่จะมีรอยแผลเป็นอะไร แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อหมอพีทตรวจสอบภาพถ่าย พบว่า ตุ่มสีเหลืองดังกล่าวปรากฏขึ้นที่ใต้ตา และบริเวณเหนือหัวตาซึ่งเป็นจุดที่ไม่เคยมีการฉีดฟิลเลอร์ จึงเป็นไปได้ว่าน่าจะเกิดจากภาวะ Xanthelasma หรือคราบไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนังอันเนื่องมาจากภาวะไขมันในเลือดสูง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัตถการฉีดฟิลเลอร์ของคลินิก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องสแกนดูและจับดึงดู เพื่อความกระจ่างชัดเจน และความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
ในฝั่งของหมอเจ้าของคลินิก ได้มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ไหมที่ตนใช้เป็นไหมร้อยจมูกโดยเฉพาะ สั่งซื้อและนำเข้าอย่างถูกต้อง ไม่ใช่เส้นเอ็น 100% และตนจบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตตั้งแต่ปี 2558 ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภาตั้งแต่ปี 2559
ส่วนเรื่องตัวคลินิก หมออ้างว่าได้ยื่นขออนุญาตสถานพยาบาลมาโดยตลอด แต่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่และสิ่งแวดล้อม และเพิ่งได้รับใบอนุญาตเรียบร้อยในเดือนนี้
พี่จิ๋ม ระบุว่า คลินิกแห่งนี้เปิดให้บริการประชาชนมานานเกือบ 10 ปีโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาล และเพิ่งจะได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดร่วมกับตำรวจเคยเข้าตรวจค้นเมื่อเดือน มิ.ย. และหลังจากถูกสั่งปิดเพราะไม่มีใบอนุญาติ คลินิกกลับแจ้งในเพจตนเองว่าปิดเพื่อปรับปรุงพื้นที่
ทนายตุ๋ยได้สรุปข้อกฎหมายว่า การกระทำของหมอ อาจจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล จากการลักไก่เปิดคลินิกโดยไม่มีใบอนุญาตมานาน 10 ปี, ความผิดฐานโฆษณาเรื่องไหม, ความผิดทางจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และความรับผิดทางแพ่งฐานละเมิดต่อผู้ป่วย
หนุ่ม กรรชัย ได้ให้มุมมองว่า การเปิดคลินิกโดยไม่มีใบอนุญาตนานเป็นสิบปีถือเป็นการลักไก่ขั้นร้ายแรง ซึ่งหากทำได้ ต่อไปคงมีการเอาหมอไปนั่งร้อยไหมให้บริการในร้านกาแฟ
ในเชิงการแพทย์ หมอพีทได้เตือนอุทาหรณ์แก่ประชาชนว่า หากปล่อยให้ไหมที่ไม่ละลายหรือตกค้างเกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย จะทำให้เกิดพังผืด ทำลายเนื้อเยื่อจมูกอย่างถาวรจนจมูกผิดรูป หรืออาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดได้
คุณหนุ่ม กรรชัย และหมอพีท จึงแนะนำให้ผู้เสียหายทุกคนเร่งไปพบแพทย์ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานโดยเร็วที่สุด ถ่ายคลิปและเก็บเส้นไหมวัตถุพยานไว้ พร้อมรวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ใบเสร็จ และเวชระเบียน เพื่อนำไปแจ้งความดำเนินคดีและร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป