มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

มหากาพย์ 'วัดป่าอดุลยาราม' จบลงตรงไหน? 'ป้าดา' ลั่นถ้ามีเอกสารตั้งวัดถูกต้อง จะยอมจบ


ข่าวโซเชียล
17 สิงหาคม 2569453
มหากาพย์ 'วัดป่าอดุลยาราม' จบลงตรงไหน? 'ป้าดา' ลั่นถ้ามีเอกสารตั้งวัดถูกต้อง จะยอมจบ

มหากาพย์ 'วัดป่าอดุลยาราม' จบลงตรงไหน? 'ป้าดา' ลั่นถ้ามีเอกสารตั้งวัดถูกต้อง จะยอมจบ แต่ฝากถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไปไล่ตรวจสอบทั้งหมด

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (17 ส.ค. 2569) ยังคงติดตามความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ. ขอนแก่น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อมานานระหว่างทายาทของนายเฮียง กับทางวัด โดยประเด็นสำคัญคือที่ดินทั้งหมด 26 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นที่ดินมีโฉนด 21 ไร่ และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์อีก 5 ไร่ ในอดีตภรรยาของนายเฮียงเคยฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินเป็นของวัด และเมื่อมีการอุทธรณ์ในส่วนที่ดิน 5 ไร่ ศาลอุทธรณ์ก็ยืนตามศาลชั้นต้นโดยให้เหตุผลว่าวัดได้ครอบครอง จนกระทั่งศาลฎีกาไม่รับคำร้อง ทำให้เรื่องควรจะจบลง แต่กลับยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน

 

‘ป้าดา’ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก ‘ป้าบัวไข’ ลูกสาวคนที่ 5 ของนายเฮียง และเป็นผู้จัดการมรดก ยืนยันหนักแน่นว่า นายเฮียงไม่มีความตั้งใจจะมอบที่ดินให้วัดตั้งแต่แรก ป้าดาระบุว่าในสัญญาที่นายเฮียงทำไว้นั้นระบุว่า จะยกที่ดินให้ก็ต่อเมื่อวัดสร้างเสร็จสิ้นแล้ว แต่นายเฮียงเสียชีวิตไปก่อนในปี พ.ศ. 2534 ในขณะที่วัดยังไม่เสร็จ จึงถือว่าเป็นโมฆะ นอกจากนี้ ป้าดายังแสดงความไม่พอใจที่หน่วยงานราชการลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยไม่แจ้งทางทายาทอย่างเป็นทางการ ทำให้เธอมองว่าเป็นการลักไก่

 

คุณไชยยงค์ กงศรี อดีตข้าราชการบำนาญมหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า ตนเองย้ายมาอยู่บริเวณหน้าวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และสร้างบ้านในปี พ.ศ. 2534 โดยได้นิมนต์พระในวัดมาเจริญพุทธมนต์ขึ้นบ้านใหม่ในปี พ.ศ. 2535 ต่อมาทางไวยาวัจกรวัดได้มาปรึกษาเรื่องการขอจัดตั้งวัด คุณไชยยงค์จึงเป็นคนร่างหนังสือและพิมพ์เอกสาร เพื่อยื่นขอจัดตั้งวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541 คุณคุณไชยยงค์ ยืนยันว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นของวัด เพราะเห็นพระและวัดตั้งอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด

 

นายโอ้ก ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มีบ้านติดกับบ้านนายเฮียงมา เกิดที่นี่และเคยบวชอยู่ที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่สมัยเป็นสำนักสงฆ์ ตาโอ้ก เล่าว่า ตนบวชโดยมีพระอุปัชฌาย์เป็นหลวงปู่เพย ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น และเห็นพระธุดงค์มาปักกลดจนชาวบ้านร่วมใจกันสร้างกุฏิให้

 

นายโอ้กเล่าถึงนายเฮียงว่าเป็นคนใจบุญและใจใหญ่ เมื่อพ่อของตาโอ้กบริจาคเงิน 5,000 บาท นายเฮียงก็ประกาศบริจาคทันที 10,000 บาท เพื่อสร้างศาลาการเปรียญ และนายเฮียงได้ประกาศต่อหน้าสาธารณชน ทั้งชาวบ้านสามเหลี่ยม ชาวบ้านหนองแวง และคนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถึงการบริจาคที่ดิน 26 ไร่ใ ห้เป็นที่วัด ส่วนที่ดินข้าง ๆ ก็เป็นของนายเฮียงที่นำไปทำหมู่บ้านจัดสรร

 

ในมุมมองทางกฎหมาย ทนายแก้ว ดร. มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล อธิบายว่า แม้ชื่อในโฉนดจะยังเป็นชื่อนายเฮียง แต่ตามกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อมีการประกาศยกที่ดินให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ต่อสาธารณชนแล้ว สิทธิ์ในที่ดินจะถูกโอนเป็นของวัดโดยอัตโนมัติ ซึ่งกฎหมายวางกรอบไว้อย่างชัดเจน

 

ขณะที่ ดร. ประยุทธ์ ประเทศเสนา หรือมหาหมี รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม กล่าวเสริมว่า กฎหมายที่ดินสงฆ์ว่ามีความซับซ้อน และได้รับการปกป้องจากรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 โดยต้องพิจารณาเจตจำนงตั้งแต่ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ฉบับแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2445 ที่ระบุว่า ที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์อยู่ในพระราชอำนาจ จะโอนได้ต้องมีพระบรมราชโองการ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 8 และยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีการออก พ.ร.บ. สงฆ์ และกฎกระทรวง เพื่อเข้มงวดเรื่องที่ดินวัดมากขึ้น โดยกำหนดให้วัดเป็นนิติบุคคล และที่ดินที่ได้รับอุทิศให้สร้างวัดจะตกเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อการศาสนาทันทีที่แสดงเจตนา และไม่สามารถเพิกถอนได้ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ถือเป็นกฎหมายมหาชนที่มีลำดับชั้นสูงกว่ากฎหมายเอกชนทั่วไป

 

แต่ป้าดายังคงยืนยันในมุมมองของตนเอง โดยระบุว่า ข้อมูลทางกฎหมายที่มหาหมีและทนายแก้วนำเสนอนั้นเป็นเพียงมุมมองหนึ่ง และเธอมีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อหรือรับฟังตามดุลยพินิจของเธอเอง เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างพูดในมุมของตน

 

มหาหมี ได้ชี้แจงประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาที่ดินธรณีสงฆ์และที่กัลปนาของวัด มหาหมีเน้นย้ำว่า การพิจารณาเรื่องนี้จะดูเพียง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ฉบับปัจจุบันไม่ได้ แต่ต้องดูเจตนารมณ์ย้อนไปถึงฉบับแรกในปี พ.ศ. 2445 สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการระบุเรื่องที่ดินวัดไว้ในหมวดที่ 3 โดยอธิบายว่า ในอดีตที่ดินส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 80 เป็นที่ดินพระราชทาน และที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์นั้นถือว่าเป็นส่วนที่อยู่ในพระราชอำนาจ ซึ่งจะทำการโอนโดยลำพังไม่ได้หากไม่มีพระบรมราชโองการ ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องที่ดินของวัดให้มีลักษณะเดียวกับที่ดินของหลวง

 

ต่อมา มหาหมี ได้ไล่เรียงประวัติศาสตร์กฎหมายมาถึงสมัยรัชกาลที่ 8 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่มีการร่าง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ใหม่เพื่อให้เป็นสากล สาระสำคัญของกฎหมายในยุคนั้นคือ การระบุว่าผู้ที่อุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด ไม่ว่าจะถวายในลักษณะใดก็ตาม หากมีการแสดงเจตนาต่อหน้าพระ ที่ดินนั้นจะตกเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อการสร้างวัดทันที และเมื่อตั้งเป็นวัดในพุทธศาสนาแล้วจะเพิกถอนไม่ได้ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2505 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ได้มีการปรับปรุงกฎหมายโดยกำหนดให้วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีการออกกฎกระทรวงฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507 เพื่อกำกับการตั้ง การสร้าง และการจัดการที่ดินวัดอย่างชัดเจน

 

มหาหมีได้อธิบายถึงลำดับชั้นของกฎหมาย เพื่อชี้ให้เห็นว่า กฎกระทรวงมีสถานะเป็นกฎหมายเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 1. หลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ 2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และ 3. พระราชบัญญัติ ซึ่งทั้งสามระดับนี้ออกโดยพระมหากษัตริย์ ผ่านอำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา ส่วนกฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกา หรือระเบียบต่าง ๆ ถือเป็นกฎหมายระดับรองที่คณะรัฐมนตรีสามารถออกมาเองได้ตามอำนาจของพระราชบัญญัติแม่บท มหาหมีจึงยืนยันว่า กฎเกณฑ์ทั้งหมดที่นำมาอ้างอิงนั้นคือตัวบทกฎหมายที่ต้องใช้บังคับ

 

เมื่อหนุ่ม กรรชัย สอบถามป้าดาหลังจากฟังคำอธิบายว่าป้าดาเข้าใจหรือไม่ ป้าดาตอบว่า สิ่งที่มหาหมีพูดมาเป็นเพียงอารัมภบทที่ยาวเหยียด และมองว่าเป็นคนละมุมมองกัน ป้าดายืนยันว่า มันเป็นสิทธิ์ของเธอที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่ได้รับฟัง โดยกล่าวว่าการพูดเป็นเรื่องของคนพูด แต่การจะฟังแบบไหนเป็นเรื่องของหูเธอเอง

 

เมื่อทนายแก้วพยายามชี้ให้เห็นที่มาของกฎหมาย และระบุว่าเราควรต้องยอมรับกติกา ป้าดาได้แสดงท่าทีไม่พอใจ โดยเธอยืนยันว่าเธอเคารพกติกาอยู่แล้ว แต่ห้ามไม่ให้ใครมาบังคับให้เธอต้องเคารพกติกาบนโต๊ะนี้

 

อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดิน ที่เป็นที่ปรึกษาของป้าดาระบุว่า ในมุมมองของกรมที่ดิน การจดทะเบียนโอนที่ดินจะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อ ได้กระทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 84 ของประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีหลักฐานเอกสารมาแสดงให้ชัดเจน ยืนยันว่าแต่ละหน่วยงานก็ต้องถือตามข้อกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งในกรณีนี้คือกฎหมายที่ดิน

 

ด้านทนายแก้วได้ให้ความเห็นแย้งว่า ในกรณีนี้มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางแนวไว้มากมายว่า ขั้นตอนการจดทะเบียนกับการยกที่ดินให้ในลักษณะนี้ เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องการจดทะเบียนเป็นเรื่องของขั้นตอน

 

ขณะที่ มหาหมี ได้ขยายความโดยให้ไปดูที่กฎกระทรวง เกี่ยวกับการตั้งและการสร้างวัดในพุทธศาสนาเป็นสำคัญ มหาหมีอธิบายว่า กฎกระทรวงนี้มีสถานะที่สามารถอธิบายหรือครอบคลุมกระบวนการตามมาตรา 84 ได้ โดยการตั้งวัดมี 2 รูปแบบ คือการถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด กับการถวายที่ดินให้วัด ซึ่งการถวายให้วัดที่เปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคลแล้วจะมีความสมบูรณ์ในตัวเอง

 

มหาหมีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของที่ดินวัดว่ามี 2 ประเภท คือ ที่ตั้งวัด (ที่มีรั้วรอบขอบชิด) และที่ธรณีสงฆ์ (ซึ่งอาจจะอยู่ติดกันหรืออยู่คนละจังหวัดก็ได้) โดยที่ดินทั้งสองประเภทนี้มีสถานะเดียวกับที่ดินของหลวง คือไม่อยู่ภายใต้การบังคับคดี และไม่สามารถถูกครอบครองปรปักษ์ได้ ที่สำคัญคือการยกที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือให้วัดนั้น ไม่ต้องทำตามแบบแผนการโอนทั่วไป เพียงแค่เจ้าของที่ดินเอ่ยปากแสดงเจตจำนง ผู้ให้และผู้รับก็ถือว่ามีความสมบูรณ์ตามกฎหมายทันที ซึ่งศาลมักพิพากษาว่าที่ดินนั้นตกเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้ในกิจการพุทธศาสนา

 

ประเด็นสำคัญที่สุดที่มหาหมีนำเสนอคือ หลักฐานที่เรียกว่า สถ. 2 หรือหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด ซึ่งนายเฮียงได้ทำไว้ในปี พ.ศ. 2533 ในสัญญาระบุว่า นายเฮียงยินดียกที่ดินให้เพื่อสร้างวัด และในท้ายสัญญาระบุว่า เมื่อสร้างวัดและตั้งวัดสำเร็จ นายเฮียงยินดีจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ตามเวลาที่อำเภอกำหนด โดยมีนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ลงชื่อรับสัญญา

 

มหาหมีชี้ให้เห็นว่า สัญญานี้ทำขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่นายเฮียงจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2534 และก่อนที่จะมีการขอตั้งวัดในปี พ.ศ. 2535 ดังนั้น การที่ยังไม่ได้โอนโฉนดจึงเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่ศาลมองว่า ที่ดินเป็นของวัดมาตั้งแต่ต้นแล้วตามกฎกระทรวงและใบ สถ. 2

 

สิทธิ์ของนายเฮียงในที่ดินผืนนี้ได้ถูกตัดไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 แล้ว และเมื่อวัดตั้งเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541 วัดในฐานะนิติบุคคลก็มีสิทธิ์ในที่ดินนั้นตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ทายาทจึงไม่มีสิทธิ์ในที่ดินนี้ เพราะนายเฮียงผู้เป็นเจ้าของเดิมไม่มีสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา

 

ส่วนขั้นตอนการโอนในปัจจุบันสามารถทำได้ผ่านนายอำเภอ รายงานไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหนังสือสั่งการ มท. 150 รองรับว่า หากเจ้าของที่ดินเดิมเสียชีวิตไปแล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถเซ็นดำเนินการโอนได้เลยตามอำนาจในมาตรา 84

 

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งป้าดาได้โต้แย้งว่า ข้อมูลที่มหาหมีพูดมานั้นเป็นการออกทะเลไปไกล และเธอจะไม่ฟังข้อมูลส่วนนี้ เธอจะประกาศให้คนทั้งแผ่นดินได้รับทราบข้อมูลในมุมของเธอ

 

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่สังคมตั้งคำถามว่า จะแย่งที่ดินวัดไม่กลัวหรือ? ป้าดาสวนกลับว่า ทำไมฝ่ายที่มาเอาที่ดินของเธอไปถึงไม่กลัวบ้าง พร้อมกับกล่าวถึงมหาหมีว่า แม้จะเป็นคนเก่งที่พูดเรื่องกฎหมายย้อนไปได้ไกลจนถึงชาติปางก่อน แต่เธอมองว่าสิ่งที่พูดมานั้นชาวบ้านทั่วไปฟังไม่เข้าใจ

 

ประเด็นหลักที่ป้าดาพยายามเน้นย้ำคือ ความแตกต่างระหว่างกฎหมายและความจริง โดยเธอยืนยันว่าเธออยู่กับความจริง และมองว่าการเอาแต่กฎหมายมาวางไว้ข้างหน้าเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศชาติมีปัญหา เธอตั้งข้อสังเกตว่า กฎกระทรวงต่าง ๆ ที่ทางสำนักพุทธฯ นำมาอ้างนั้นล้วนออกมาทีหลังกฎหมายที่ดินปี 2497 ซึ่งชื่อในโฉนดยังคงเป็นชื่อของบรรพบุรุษเธออยู่ ป้าดารู้สึกแปลกใจที่หน่วยงานราชการพากันกระตือรือร้นจะให้โอนที่ดินทันทีที่มีเรื่องเกิดขึ้น ทั้งที่ปกติทำงานล่าช้าเหมือนเรือเกลือ เธอจึงมองว่านี่เป็นการสมคบคิดหรืออุปทานหมู่เพื่อจะมาปล้นที่ดินของเธอ

 

ในส่วนของสภาพวัด ป้าดาได้นำภาพถ่ายมาแสดงให้เห็นสภาพที่เธอมองว่าทรุดโทรมและไม่เหมาะสม รวมถึงมีท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่เธออ้างว่ามีการตัดไปขาย และรูกำแพงที่ถูกเจาะไว้ ซึ่งเธอกังขาถึงวัตถุประสงค์ในการใช้งานช่วงกลางคืน ป้าดาระบุว่าทุกครั้งที่เห็นสภาพที่ดินผืนนี้เธอรู้สึกชอกช้ำใจ เพราะไม่ใช่สภาพที่นายเฮียงตั้งใจจะให้สร้างวัดตั้งแต่แรก เมื่อพิธีกรกล่าวว่า เจ้าอาวาสเครียดจนร้องไห้ ป้าดาก็ตอบโต้ว่า ท่านมักจะร้องไห้เป็นประจำ เพราะกลังจะตอบคำถามไม่ได้

 

สำหรับการโต้แย้งทางกฎหมาย ป้าดาขอให้ทนายแก้วและมหาหมีรับฟังสิ่งที่เธอพูด โดยไม่ต้องตั้งคำถามแทรก เพราะจะทำให้เสียจังหวะ เธอเล่าว่าทายาทที่ขอนแก่นมีความเครียดมาก เธอจึงต้องรับหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันออกมาสู้แทนเพราะเธอไม่เกรงกลัวสิ่งใด

 

ป้าดาอ้างว่าได้เดินทางไปตรวจสอบข้อมูลกับพระผู้ใหญ่ ซึ่งจากการเปิดทำเนียบวัดตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ กลับไม่พบชื่อวัดป่าอดุลยารามปรากฏอยู่เลย เธอจึงมองว่าที่นี่ไม่ใช่วัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย

 

แม้จะพยายามนำเอกสารประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการตั้งวัดปี 2541 และใบตราตั้งเจ้าอาวาสมาแสดงเพื่อยืนยันสถานะความเป็นวัด แต่ป้าดาก็มองว่าเป็นเพียงกระดาษที่สามารถซื้อหากันได้ในประเทศไทย และป้าดาได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมบูรณ์ของสัญญาอุทิศที่ดิน (สถ. 2) ว่าเป็นการทำสัญญาฝ่ายเดียวโดยที่ภรรยาของนายเฮียงไม่ได้เซ็นยินยอมด้วย

 

มหาหมี ได้อธิบายถึงเอกสารสัญญา สถ. 2 ที่ป้าดาพยายามใช้ต่อสู้ ซึ่งในเอกสารระบุชัดเจนว่า นายเฮียงอนุญาตให้สร้างและตั้งเป็นวัด และหากทางราชการอนุญาตแล้ว นายเฮียงจะจัดการโอนที่ดินให้ภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนด มหาหมีชี้แจงว่า ตามคำพิพากษาศาล ที่ดินสำหรับสร้างวัดนี้ได้ตกเป็นสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ทางโฉนดนั้นเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่จะเกิดขึ้นหลังจากวัดเป็นนิติบุคคล นอกจากนี้ยังระบุว่า กฎหมายที่ดินมาตรา 84 และ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ รวมถึงกฎกระทรวงต่าง ๆ ไม่ได้ขัดแย้งกัน มหาหมีจึงสรุปว่า การที่ชื่อในโฉนดยังเป็นของนายเฮียงไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะตามกฎหมายถือว่าที่ดินได้โอนให้วัดไปตั้งแต่นายเฮียงทำสัญญาในปี พ.ศ. 2533 แล้ว

 

ป้าดาตั้งคำถามว่า หากศาลตัดสินให้ที่ดินเป็นของวัดจริง เหตุใดวัดจึงไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อย และยังคงปล่อยให้เป็นชื่อของบรรพบุรุษเธออยู่ เธอมองว่ากฎหมายที่ดินเป็นกฎหมายเฉพาะที่ระบุว่า ผู้ที่มีชื่อในโฉนดคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดหลักฐานเพิ่มเติมเ ป็นหนังสือยกที่ดินเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533 ที่นายเฮียงมอบหมายให้คนสนิทเป็นผู้จัดการ และที่สำคัญคือ พบสมุดรายรับ-รายจ่ายของวัดในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ซึ่งมีรายการค่าช่างสร้างกำแพงและค่าวัสดุก่อสร้างอิฐหินปูนทราย, ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าวัดได้เริ่มก่อสร้างตามเจตนาของนายเฮียงตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2533 ซึ่งสอดรับกับเอกสารอนุญาตที่ทำไว้ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่เดือน

 

ป้าดาโต้แย้งกลับว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องในอดีต แต่เธอต้องการพูดถึงข้อเท็จจริงในปัจจุบัน โดยเล่าว่าหลังจากภรรยานายเฮียงเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2561 ทางวัดพยายามจะไปขอออกโฉนด แต่เจ้าหน้าที่ที่ดินได้แจ้งกลับมาที่บ้านว่าทำไม่ได้ เพราะที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง

 

ป้าดายืนยันว่า เจ้าหน้าที่ที่ดินยึดถือกฎหมายที่ดินเป็นหลัก และไม่นำกฎเกณฑ์อื่นมาผสมผสาน เธอแสดงความอึดอัดใจที่หน่วยงานราชการพากันลงพื้นที่ตรวจสอบวัดโดยไม่แจ้งทายาทซึ่งเป็นคู่กรณี ทำให้เธอมองว่าเป็นการลักไก่ และตั้งข้อสงสัยในความโปร่งใสของการตรวจสอบ ป้าดายังระบุอีกว่า เธอไม่สนใจเรื่องกฎหมายที่ย้อนหลังไปเป็นร้อยปีตามที่มหาหมีอ้าง แต่เธอจะยึดถือกติกาที่ยึดตามเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินปัจจุบันเท่านั้น

 

ในส่วนของข้อกฎหมาย ทนายแก้วอธิบายเสริมว่า ศาลได้นำกฎหมายทุกฉบับมาพิจารณาตกผลึกจนมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1534/2565 วินิจฉัยว่า หากเจ้าของที่ดินมีเจตจำนงตั้งใจยกที่ดินให้วัด กรรมสิทธิ์จะโอนไปโดยอัตโนมัติทันที ความสมบูรณ์ของการให้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่แสดงเจตนา ส่วนขั้นตอนการจดทะเบียนโอนเป็นเพียงกระบวนการต่อเนื่องเท่านั้น

 

ขณะเดียวกัน รายการได้เปิดคลิปเสียงของผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นที่ระบุว่า ทางวัดได้มายื่นเรื่องขอโอนที่ดินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดจะดำเนินการตามขั้นตอน มหาหมีจึงย้ำว่า กระบวนการตามมาตรา 84 ของกรมที่ดินในตอนนี้ คือวิธีดำเนินการเพื่อให้ถูกต้องตามขั้นตอนธุรการในการออกโฉนดให้วัดเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของการมาพิจารณาว่าการให้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเรื่องกรรมสิทธิ์ได้ข้อยุติไปแล้ว

 

ป้าดายืนยันว่าเธอจะเดินหน้าค้นหาความจริงต่อไป โดยอ้างว่าได้ไปสอบถามสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักพุทธฯ จังหวัด แล้วพบพิรุธ โดยเธอระบุว่า เจ้าหน้าที่บอกกับเธอว่า ไม่มีหลักฐานการเป็นวัดป่าอดุลยาราม ป้าดาตั้งข้อสังเกตว่าทำไมข้อมูลถึงถูกปกปิดและมืดดำ พร้อมกับกล่าวหาว่าความถูกต้องในประเทศไทยอาจถูกซื้อได้ด้วยอำนาจเงิน

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สรุปว่า ขณะนี้สองฝ่ายมองกฎหมายคนละตัว คนละมุม ก่อนจะหันไปถามป้าดาว่าแล้วจะทำอย่างไรถึงจะจบ ป้าดาได้ประกาศชัดเจนว่า หากเธอเห็นเอกสารหลักฐานการเป็นวัดและการได้มาซึ่งที่ดิน ที่เป็นประจักษ์สายตาและถูกต้องตามกระบวนการจริง เธอพร้อมจะยอมจบเรื่องนี้ทันที, โดยเธอขอตรวจสอบด้วยตาของตนเองเพราะไม่เชื่อในคำกล่าวอ้างของฝ่ายอื่น และย้ำว่าต้องขอเข้าดูเอกสารทั้งแฟ้มเพื่อความกระจ่าง

 

มหาหมี ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงเพื่อชี้แจงประเด็นที่สำนักพุทธฯ และอาจารย์ธงทอง ลงพื้นที่ว่า ในมุมมองของนักกฎหมายสงฆ์และสำนักพุทธฯ มองว่า กระบวนการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับทายาทแล้ว เนื่องจากวัดได้จัดตั้งเป็นวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทายาทจึงไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง แต่เป็นเพียงฝ่ายที่มาอ้างสิทธิ์ในโฉนดที่ยังเป็นชื่อของตนเองเท่านั้น จึงไม่ได้ประสานแจ้งไปเพราะไม่ใช่คู่กรณี ซึ่งป้าดาได้โต้แย้งทันทีว่า หากมีเรื่องเกิดขึ้นย่อมต้องมีคู่กรณี และหากทายาทที่มีชื่อในโฉนดแต่มาบอกว่าไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้อง สังคมก็คงอยู่ไม่ได้

 

ประเด็นเรื่องการสร้างวัด ป้าดาอ้างว่าจากประสบการณที่เธอเคยสร้างวัดมา ผู้บริจาคต้องเซ็นเอกสารเป็นสิบครั้งและโฉนดต้องไปอยู่ที่สำนักพุทธฯ ไม่สามารถนำมาถือไว้ได้ แต่มหาหมีแย้งว่า ไม่จริง ผู้บริจาคเซ็นแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ที่เซ็นเยอะคือเจ้าหน้าที่และคณะสงฆ์ผู้ปกครอง และตามกฎหมาย เอกสารสำคัญของวัดสามารถเก็บได้ 3 แห่ง คือที่กรมการศาสนาเดิม นิติบุคคลที่มหาเถรสมาคมตั้ง หรือเก็บไว้ที่วัด ซึ่งในกรณีนี้เมื่อยังไม่มีการโอนทางธุรการ วัดจึงเป็นผู้เก็บโฉนดไว้ซึ่งถือว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

 

มหาหมีได้อธิบายขั้นตอนการขอสร้างวัดในทางพุทธศาสนาว่าประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ ใบ สถ. 1 สำหรับขออนุญาตสร้าง, ใบ สถ. 2 คือหนังสือสัญญาตกลงยินยอมยกที่ดินให้เป็นของวัด และใบ สถ. 3 สำหรับขอจัดตั้งวัด โดยผู้ที่ดำเนินการสร้างวัดไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินเสมอไป สามารถใช้ผู้นำชุมชนหรือผู้ที่ชาวบ้านนับถือเป็นคนเซ็นเอกสารขอสร้างได้ แต่เจ้าของที่ดินต้องเป็นคนเซ็นใบ สถ. 2 ซึ่งเซ็นเพียงครั้งเดียว จากนั้นจะมีการเซ็นอีกครั้งเมื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 90 วันหลังสร้างเสร็จ ซึ่งหากเจ้าของเสียชีวิต ทายาทต้องเป็นผู้มาเซ็นแทน โดยมหาหมีระบุว่า ลายเซ็นที่ต้องใช้ในกระบวนการทั้งหมดมีตั้งแต่ผู้ขอสร้างไปจนถึงระดับมหาเถรสมาคม แต่ตัวเจ้าของที่ดินจะเซ็นเพียง 2 ครั้งเท่านั้นคือใบยินยอมยกที่ดินและใบโอน

 

ในรายการยังได้ข้อมูลจากลูกสาวของนายของอินทรี ซึ่งเป็นไวยาวัจกรคนแรกของวัด เธอเล่าว่า หลวงตาอเพยได้ชวนคุณพ่อของเธอมาทำบุญและเป็นไวยาวัจกร โดยคุณพ่อได้ร่วมกับคุณพ่อสุวิทย์ ในการขออนุญาตจัดตั้งและก่อสร้างวัด นอกจากนี้คุณพ่อของเธอยังเป็นคนทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ของวัดให้ชัดเจน โดยได้กำชับให้หลวงตาเก็บรักษาหลักฐานการมอบโฉนดและบัญชีต่าง ๆ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นในอนาคตหลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตไปแล้ว

 

เมื่อหนุ่ม กรรชัย นำเอกสารอนุญาตสร้างเสนาสนะมาแสดง ป้าดาจึงกล่าวว่า หากสำนักพุทธฯ มีเอกสารการตั้งวัดที่ชัดเจนเธอก็พร้อมจะจบเรื่อง แต่เธอยังคงยืนยันที่จะตรวจสอบที่มาที่ไปและกฎระเบียบด้วยตนเอง เพราะเธอมองว่าหากโฉนดที่ดินไม่ได้รับการโอน แต่ยังสามารถอ้างสิทธิ์ได้ จะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของโฉนดที่ดินหมดไป และหากเป็นเช่นนั้นเธอก็เห็นว่าควรยุบกรมที่ดินไปเสียเพื่อไม่ให้เปลืองงบประมาณ

 

มหาหมีได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ว่า ปกติเอกสารการตั้งวัดจะไม่ได้ถูกเก็บไว้ในระดับตำบล อำเภอ หรือจังหวัด แต่จะรวมศูนย์อยู่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยที่วัดจะมีเพียงสำเนาไว้เท่านั้น ในอดีตระบบงานสารบรรณของวัดอาจมีการคลาดเคลื่อนหรือทำตามมีตามเกิดบ้าง แต่สาระสำคัญอยู่ที่ตัวเอกสารที่ระบุว่า มีการตั้งวัดจริงหรือไม่ ไม่ใช่ความบกพร่องในระบบการทำงาน

 

หลังจากจบเรื่องที่ดินวัด ป้าดายังได้พูดถึงความเดือดร้อนเกี่ยวกับที่ดินแปลงอื่น โดยเธอนำแผ่นฟิีเจอร์บอร์ดมาแสดงและระบุว่า เธอเคยถูกอุ้มฆ่าและถูกกลั่นแกล้งจากคนที่เธอเรียกว่าโจรในเครื่องแบบ

 

ประเด็นใหม่ที่ป้าดานำเสนอคือข้อพิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 2465 ในพื้นที่พระโขนง ซึ่งเป็นที่ดินริมน้ำเจ้าพระยาเนื้อที่กว่า 7 ไร่ 3 งาน ป้าดาอ้างว่าเธอเป็นผู้จัดการมรดกของนายอับบาส มูฮัมเหม็ด อาลี เจ้าของเดิมซึ่งเป็นพ่อค้าเพชร เธอเล่าว่าถูกตำรวจบุกอุ้มที่หน้าบ้านตอนเวลา 2 ทุ่มหลายครั้ง และถูกยัดคดีถึง 8 คดี รวมถึงถูกจับติดคุกทั้งที่ไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ ความขัดแย้งเกิดจากการที่มีบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่งมาสร้างท่าเรือ (ท่าเรือ 18D) ทับลงบนที่ดินของเธอ โดยฝั่งคู่กรณีอ้างว่าที่ดินโฉนด 2465 ของเธอนั้นถูกน้ำเซาะจนกลายเป็นแม่น้ำไปหมดแล้ว

 

ป้าดาไม่ยอมรับเหตุผลดังกล่าว และได้ดำเนินการต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2559 โดยเธอถึงขั้นนำตัวเงินตัวทองไปปล่อยเพื่อเป็นการประท้วง ซึ่งเธอชี้แจงว่าเธอเป็นคนเตรียม แต่คนที่ปล่อยเป็นอีกคน

 

เธอเล่าว่า พยายามไปร้องเรียนที่กรมที่ดินและได้ทำการรังวัดที่ดินเอง จนพบว่าที่ยังอยู่ ไม่ได้หายไปในน้ำทั้งหมดตามที่คู่กรณีอ้าง อย่างไรก็ตาม ทนายแก้วได้อธิบายในเชิงกฎหมายว่า หากที่ดินถูกน้ำเซาะหายไปตามธรรมชาติ เจ้าของที่ดินต้องยอมรับสภาพนั้น และไม่สามารถไปละเมิดสิทธิ์ในที่ดินของคนอื่นได้ ป้าดายืนยันว่า ปัจจุบันหน่วยงานราชการได้ให้การรับรองความถูกต้องให้เธอแล้ว เธอต้องการเปิดโปงสิ่งที่เธอเรียกว่าเป็นสังคมบ้านป่าเมืองเถื่อนที่เธอต้องเผชิญมา

 

ป้าดาได้นำเอกสารคำฟ้องมาแสดง โดยอนุญาตให้ทนายแก้วอ่านเผยเพร่ ทนายแก้วเริ่มต้นด้วยการอ่านคำฟ้องที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลย 2 คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เมื่อประมาณวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยบรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันตัดหูช้างที่ล็อกกุญแจประตูรั้วจนขาด และบุกรุกเข้าไปในบริเวณท่าเรือที่ 18D ถนนเลียบทางรถไฟสายเก่า เขตพระโขนง ซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุและที่ดินมีโฉนดของกระทรวงการคลังที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งครอบครองอยู่

 

ป้าดาเปิดเผยว่า เธอถูกยัดคดีหลายคดี ทั้งพยายามฆ่าและถูกพยายามอุ้มตัว จนเธอต้องต่อสู้นอกกรอบกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คดีอาญาของเธอตอนนี้อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 30 คน ป้าดาเล่าว่าคู่กรณีอ้างว่าที่ดิน 2465 ของเธอนั้นไม่มีอยู่แล้วเพราะถูกน้ำเซาะหายไปในแม่น้ำหมด แต่เธอมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ว่ามีโฉนดที่ดินจริง เพียงแต่ยังไม่ได้ลงพื้นที่รังวัดเพื่อพิสูจน์ ป้าดายืนยันว่าที่ดิน 7 ไร่กว่าไม่น่าจะหายไปกับน้ำทั้งหมด เพราะมีการสร้างเขื่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 แล้ว เธอเล่าด้วยความเจ็บปวดว่าเคยโดนอุ้มและทำร้ายจนคนสนิทบางคนถึงกับหลังหักพิการนอนอยู่โรงพยาบาล ส่วนนายอับบาสเจ้าของมรดกเดิมที่เธอเป็นผู้จัดการมรดกให้ ก็ต่อสู้จนวินาทีสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิต ทนายแก้วได้ตั้งข้อสังเกตว่า การรับรองว่ามีโฉนดอยู่จริงนั้น เป็นคนละเรื่องที่ตัวที่ดินที่มีอยู่จริง จะต้องทำการลงพื้นที่พิสูจน์ให้แน่ชัด

 

ในประเด็นของวัดป่าอดุลยาราม มหาหมีอธิบายขั้นตอนกฎหมายว่า วัดในฐานะนิติบุคคล สามารถเป็นต้นเรื่องยื่นจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้โดยตรงตามหนังสือ สถ. 2 ที่ทำไว้กับนายอำเภอ หากพนักงานที่ดินมองว่าทายาทไม่ใช่คู่กรณีเนื่องจากสิทธิ์ถูกตัดขาดไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ก็จะดำเนินการตามมาตรา 84 ของกฎหมายที่ดิน คือรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดและรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติแก้ไขทางทะเบียนโอนให้วัด โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาท

 

ป้าดาโต้แย้งว่า การทำเช่นนี้เป็นการด้อยค่าทายาทและเจ้าของกรรมสิทธิ์ เธอเปรียบว่าโหมือนเป็นการวิ่งราวที่ดินบรรพบุรุษ โดยนำกฎกระทรวงมาอ้างเหนือโฉนด มหาหมีจึงชี้แจงว่า ในประวัติวัดได้จารึกยกย่องตาเฮียงว่าเป็นผู้ถวายที่ดินเป็นพุทธบูชา ไม่ได้มีการด้อยค่าแต่อย่างใด มีแต่คนยกย่องสรรเสริญบรรพบุรุษของครอบครัวนี้

 

ป้าดาประกาศว่า หากเธอตรวจสอบเอกสารที่สำนักพุทธฯ แล้วพบว่าถูกต้องโปร่งใสจริง เธอจะเป็นคนบอกให้ทายาททุกคนยอมรับและจบเรื่องนี้เอง เพราะทายาทฟังเธอคนเดียว

 

ในช่วงท้าย ป้าดาได้ตำหนิการทำงานของตำรวจ สน. พระโขนง ที่เธออ้างว่าไปอุ้มเธอถึงหน้าบ้านในยามวิกาลด้วยหมายจับปลอม และคุมขังเธอโดยไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ เธอยังประกาศว่าจะสังคยนาหน่วยงานราชการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้คนไทยที่โดนเหมือนเธอลุกขึ้นมาต่อสู้

 

พร้อมฝากถึงนายกฯ อนุทินว่า หากโฉนดที่ดินไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ก็ควรยุบกรมที่ดินทิ้ง และเธอจะหาทางเข้าพบเพื่อถามเรื่องนี้

 

สุดท้าย มหาหมีได้แจ้งเตือนว่า มีคนแอบอ้างเป็นทนายมูจากลนิธิทนายกองทัพธรรม ไปเดินสายเรียกเงินตามวัดต่าง ๆ ขอยืนยันว่ามูลนิธิฯ ไม่เคยเรี่ยไร

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ป้าดา#วัดป่าอดุลยาราม#ปัญหาที่ดิน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook