ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงกลางดึกวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้ปกครองจาก 3 โรงเรียนชื่อดัง พากันไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อขอให้สอบสวนเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง หลังจากที่มีกำหนดการของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทัศนศึกษาต่างประเทศไม่สามารถจัดหาตั๋วเครื่องบินและดำเนินโครงการตามที่ตกลงไว้ได้ ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้รับความเสียหาย
จากข้อมูลแหล่งข่าวระบุว่า สำหรับโครงการดังกล่าวถูกจัดขึ้น เป็นโครงการที่มีบุคคลระดับ ดร.ท่านหนึ่งร่วมกับบุคคลอีกราย เปิดโครงการเรียนหลักสูตรระยะสั้น (15–26 ต.ค.69) และเปิดรับสมัครนักเรียนเข้าร่วม โดยคิดค่าใช้จ่ายคนละ 39,900 บาท โดยได้ทำ MOU กับมหาวิทยาลัยในประเทศจีน ซึ่งมีนักเรียนจาก 3 โรงเรียน ทั้งใน กทม. นนทบุรี และชลบุรี เข้าร่วม รวม 45 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,795,500 บาท โดยผู้ปกครองได้โอนเงินผ่านบัญชีของครูผู้จัดไปแล้ว
ต่อมา วันที่ 11 ต.ค.69 ผู้จัดแจ้งเปลี่ยนแผนการเดินทาง อ้างว่าหอพักที่ซีอานไม่สามารถรองรับได้ จึงขอเปลี่ยนเมืองเป็นปักกิ่งโดยกำหนดวันเดินทางเดิม (15–26 ต.ค.69) จากนั้น วันที่ 13 ต.ค.69 (10.00–12.00 น.) ผู้จัดประชุมยืนยันกับผู้ปกครองว่าจะได้ไปปักกิ่งตามเดิม ให้มาพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิวันที่ 15 ต.ค.69 เวลา 15.00 น. เพื่อขึ้นเครื่องกับสายการบินหนึ่ง เที่ยวบินเวลา 18.20 น. และในวันที่ 15 ต.ค.69 เมื่อคณะครู นักเรียน และผู้ปกครองเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กลับได้รับการแจ้งกะทันหันว่าไม่มีตั๋วเครื่องบิน และเมื่อสอบถามสายการบิน เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่สามารถเดินทางได้ โดยทางผู้จัดโครงการตกลงจะคืนเงินเต็มจำนวนให้ผู้ปกครองภายในวันที่ 15 ต.ค. 69 แต่เมื่อถึงกำหนดผู้จัดโครงการกลับมิได้คืนเงินตามที่กล่าวอ้าง
กลุ่มผู้ปกครองจึงได้เดินทางมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานไปดำเนินคดีร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุต่อไป
ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ชี้แจง กรณีมีบุคคลแอบอ้างเป็นบุคลากรของ สพฐ. จัดโครงการทัศนศึกษา ณ ประเทศจีน ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่โครงการจาก สพฐ. หากพบผู้เกี่ยวข้องกระทำผิด จะดำเนินการตามกระบวนการทางวินัยและกฎหมายอย่างถึงที่สุด ขอให้ผู้ปกครองตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางทางการของ สพฐ. ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ