รายการโหนกระแสวันนี้ (25 มี.ค. 2569) พูดคุยกรณีที่นายจ้างและครอบครัว ร้องขอความเป็นธรรมให้ ‘น้องโอ๋เอ๋’ หญิงสาววัย 19 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุรถกระบะชนกับ จยย. โดยน้องโอ๋เอ๋ซ้อนท้าย จยย. ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะเสียชีวิตที่ รพ. ในเวลาต่อมา ส่วนคู่กรณีคือคนขับกระบะ ได้เดินหายออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุและยังไม่เข้าพบตำรวจ ครอบครัวจึงหวั่นว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
‘คุณมุก’ นายจ้างของน้องโอ๋เอ๋ เล่าว่า วันเกิดเหตุร้านเลิกดึกกว่าปกติ เพราะมีพนักงานใหม่เข้ามา และน้องโอ๋เอ๋เป็นผู้ฝึกผู้ดูแล จึงต้องมีการเคลียร์งานกัน ปกติตนจะต้องไปส่งน้องถึงที่พัก ซึ่งอยู่ห่างจากร้านไม่มาก ใช้เวลาเดินทางเพียง 10-15 นาที แต่วันนั้นน้องขอกลับกับพี่อีกคนเพราะจะแวะซื้อของกัน น้องก็ซ้อน จยย. พี่คนนั้นไป
ประมาณ 01.37 น. ตนได้โทรหาน้อง บอกว่าถ้าถึงห้องแล้วให้โทรมาบอกด้วยนะ กระทั่งประมาณ 02.00 น. มีอาสากู้ภัยโทรมาแจ้งว่า เด็กในร้านตนโดนรถชนหรือเปล่า ซึ่งพอตนเห็นรูปก็รีบออกจากบ้านด้วยรถ Ambulance เนื่องจากตนก็เป็นกู้ภัยอยู่แล้ว
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเห็นน้องก็รู้แล้วว่าน้องอยู่ในอาการขนาดไหน ตนก็ได้แต่ตั้งสติแล้วไป CPR น้อง และประสานรถกู้ชีพขั้นสูง จนรถกู้ชีพมาถึงเจ้าหน้าที่มาช่วยชีวิตต่อ
ทางเจ้าหน้าที่จึงให้ตนไปเช็กเอกสารดูว่ารถมี พ.ร.บ. ไหม ตนก็วิ่งไปถามว่าใครเป็นคนชน รถคันไหนชน และไปเปิดรถหาเอกสาร ทราบจากตำรวจว่าพบบัตรของผู้ครอบครองรถ ระบุว่าเป็น ‘สิบตรี’
ตอนนั้นมีกลุ่มผู้ชายอยู่กลุ่มหนึ่ง ตนก็ถามเขาว่าเขามีกล้องใช่ไหม เขาสามารถช่วยน้องตนได้ใช่ไหม ยอมรับว่าเกือบจะโมโห แต่ก็ระงับอารมณ์และไม่ได้พูดจาหยาบคายอะไร แต่ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นพูดจาโวยวาย ลักษณะไล่กันคนอื่น ๆ ออกจากพื้นที่ บอกว่าใครไม่เกี่ยวให้ออกไป เมื่อโดนถามกลับว่า แล้วพี่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ เขาก็ตอบว่า เกี่ยวอยู่แล้ว
จากนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่า “อยู่ในวัด หลบอยู่ในวัด” แฟนตน น้องอาสาทุกคน และพลเมืองดีก็รีบวิ่งกรูไปช่วยกันดู แต่ไม่มีใครถืออาวุธอะไรเข้าไป แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบในวัดแล้วก็ไม่เจอคู่กรณีแต่อย่างใด
ในขณะที่ชายคนที่โวยวายได้ตะโกนขึ้นมาอีกว่า “อย่าแห่ ๆ สดกันนักหรอ สดกันมากหรอ” คือเหมือนจะไม่ให้คนกรูไปตามหา
ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าตำรวจ ตำรวจพยายามห้ามปราบแต่ด้วยตอนนั้นตำรวจก็เร่งประสานช่วยคนเจ็บ ประสานรถยกต่าง ๆ อยู่ และกลุ่มของเขามีกันหลายคน
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้คุณมุกรู้สึกคาใจ ตั้งข้อสังเกตว่าชายคนที่โวยวายเป็นใคร เกี่ยวข้องหรือรู้จักกับคู่กรณีหรือไม่ เหตุใดจึงต้องกันให้คนอื่นออกจากพื้นที่
ต่อมา ทีมงานได้ติดต่อไปยัง ‘เอส บางแค’ ได้รับการยืนยันว่าคนที่โวยวายในคลิปคือตนเองจริง แต่ได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่โวยวายในที่เกิดเหตุว่า
ตนเองผ่านไปบริเวณนั้นพอดี เห็นว่ามีพี่ที่รู้จักอยู่จึงได้เข้าไป แต่เมื่อเข้าไปปรากฏว่าแฟนของคุณมุกได้ปรี่เข้ามาหา มีการพูดจาไม่ดีใส่ตน ตนจึงโมโหและโวยวายไป
ตนยอมรับว่าไม่ใช่คนดี มีเรื่องกับคนไปเรื่อย แต่เรื่องรถชนตนไม่เกี่ยวข้อง ที่ไล่คนอื่นออกเป็นเพราะตนโดนทางคุณมุกและแฟนไล่ก่อน บอกว่าหากไม่เกี่ยวให้ออกไป ตนก็เลยบอกคนอื่นบ้างว่าไม่เกี่ยวให้ออกไป ส่วนที่บอกว่าตนเองเกี่ยวข้อง ตนไม่ได้หมายถึงเรื่องรถชน แต่หมายถึงเรื่องที่แฟนของคุณมุกหาเรื่องตน ตนเลยบอกว่าเกี่ยว
ยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักกับสิบตรีเป็นการส่วนตัว เพียงแต่มีเพื่อนที่รู้จักกับสิบตรี ตนติดต่อกับสิบตรีผ่านคนกลางคนนี้ ที่บอกว่าเคยมีภาพหรือพบว่าไปเที่ยวด้วยกัน ก็เป็นแค่เพื่อนของเพื่อนของเพื่อนที่พากันมา ตนไม่จำเป็นต้องไปรู้จักทุกคน
และตนทราบผ่านคนกลางมาว่า น้องสิบตรีเขาต้องการเข้าไปขอขมาศพ ไปแสดงความรับผิดชอบ ทำไมไม่ให้เขาไป แล้วจะให้เขาทำอย่างไรต่อไป
เรื่องรถชนก็ให้ตำรวจเขาทำงานไป เขาเก่งอยู่แล้ว ตนแค่อยากชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้อง และไม่มีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้เลย วอนอย่าเอาตนเข้าไปเกี่ยว ตนฟังข่าวมาหลายวันแล้ว ซึ่งก็ไม่อยากฟัง ปวดหัวมาก
พ.ต.อ. สมหมาย โสภาเจริญ ผู้กำกับการ สน. หนองค้างพลู ได้ชี้แจงเกี่ยวกับความคืบหน้าทางคดี โดยระบุว่า เมื่อตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุต้องรีบจัดการที่เกิดเหตุและเคลียร์สถานที่ เพื่อเก็บพยานหลักฐานเบื้องต้นก่อน และต้องป้องกันเหตุซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในยามค่ำคืน cละในช่วงที่ร้อยเวรไปถึงที่เกิดเหตุนั้น ผู้ขับขี่รถกระบะได้หนีออกไปก่อนแล้ว
แต่ขณะนี้ ผู้ขับขี่รถกระบะได้เดินทางมามอบตัวแล้วเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา ทางตำรวจได้ตรวจสอบภาพและคลิปเบื้องต้นแล้ว พบว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับที่ขับรถกระบะในวันเกิดเหตุ และหลักฐานบัตรประชาชนที่พบในรถก็ระบุตัวตนตรงกัน
ผู้ขับขี่ให้การในเบื้องต้นว่าไม่ได้ดื่มสุรา แต่ตำรวจต้องพิสูจน์คำให้การต่อไป ตำรวจได้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลตามกระบวนการสอบสวน ผลการตรวจเลือดคาดว่าจะทราบในวันที่ 1 เม.ย.
ยืนยันว่าตำรวจทำงานด้วยความยุติธรรม ไม่มีการช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และยังไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงกระบวนการสอบสวน สำหรับประเด็นการหลบหนีนั้นถือเป็นเหตุเพิ่มโทษอยู่แล้ว
จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ก่อเหตุเคยเป็นสิบตรีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ปัจจุบันไม่ได้รับราชการแล้ว และประกอบอาชีพรับจ้าง ผู้ก่อเหตุให้การว่าที่เดินเข้าไปในวัดและไม่ยอมอยู่ในจุดเกิดเหตุเพราะเกิดความกลัว
ด้าน มหาหมี ดร. ประยุทธ ประเทศเสนา ทนายความคนกลาง ได้ตั้งข้อสังเกต หลังมีชาวบ้านให้ข้อมูลซึ่งยังไม่พิสูจน์แน่ชัดว่าจริงหรือไม่ โดยชาวบ้านระบุว่า มีรถแหกด่านตรวจมา จนมาเกิดเหตุ อยากให้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมถึงกระเด็น เอส บางแค และชายที่ขี่ จยย. เข้าไปในวัด ที่เหมือนมีการเปลี่ยนเสื้อ มีความเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร
ทางผู้กำกับได้ขอบคุณและน้อมรับข้อมูลเสริม โดยจะรับไปตรวจสอบเพิ่มเติมและไล่กล้องวงจรปิดเพื่อความสมบูรณ์ของคดี
สำหรับการจะเรียก เอส บางแค มาสอบปากคำหรือไม่นั้น ทางตำรวจขอพิจารณาก่อนว่าคำให้การจะมีความจำเป็นประกอบสำนวนหรือไม่
ส่วนกรณี จยย. ที่ขี่เข้าไปในวัดแล้วออกมาโดยคนขับเปลี่ยนสีเสื้อนั้น ตำรวจยืนยันว่าต้องหาคำตอบในเรื่องนี้แน่นอน
ผู้กำกับยังได้ย้ำว่าตนเองและร้อยเวรไม่ได้มีความสนิทสนมหรือรู้จักกับใครการส่วนตัว
ด้านพ่อของน้องโอ๋เอ๋ ระบุว่า เมื่อได้มาพูดคุยแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้น โดยทางมหาหมีได้แนะนำเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. ประกันต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับสิทธิ์ที่พึงได้ต่อไป