สมจิตร จงจอหอ วีรบุรุษเหรียญทองมวยสากลโอลิมปิก 2008 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถ่ายทอดเรื่องราวสุดสะเทือนใจภายหลังเดินทางเข้าเยี่ยม “เติ้ล” มนัส บุญจำนงค์ อดีตนักชกประวัติศาสตร์เจ้าของเหรียญทองและเหรียญเงินโอลิมปิก ซึ่งขณะนี้กำลังรับโทษจำคุก 2 ปี 9 เดือน ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
สมจิตร เล่าว่า เมื่อวันที่ 5 ที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปเยี่ยม มนัส บุญจำนงค์ นักชกเหรียญทองและเหรียญเงินโอลิมปิค ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการมวยสากลสมัครเล่นของประเทศไทย น้องถูกดำเนินคดีติดอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถูกตัดสิน 2 ปี 9 เดือน วันที่เข้าเยี่ยม ก่อนจะเข้าไปให้ข้างในเรือนจำ ญาติของนักโทษก็จะมารวมตัวลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ตอนนั้นอากาศก็กำลังร้อนเพราะเป็นเวลาเที่ยงนิดๆ ลงทะเบียนเสร็จก็ทำตามเจ้าหน้าที่บอก คือเอาเงินสดไปแลกคูปองเพื่อไปแลกอาหารข้างในจะได้กินข้าวร่วมกันกับนักโทษ เพราะวันนี้เป็นวันเยี่ยมนักโทษใกล้ชิด
หลังจากนั้นก็นำสิ่งของที่มีค่ามาเก็บไว้ในตู้ของตัวเอง ต่อจากนั้นเข้าแถว ชาย 1 แถว หญิง 1 แถว แล้วเดินมาเปลี่ยนรองเท้าแตะที่ทางเรือนจำพิเศษเตรียมไว้ให้ แถวชายเดินเข้าไปทีละแถว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตัวอย่างละเอียดอีกรอบนึง ตรวจเสร็จเสียงประตูบานใหญ่เปิดดังปัง เจ้าหน้าที่สั่งให้ญาติเดินตรงไปที่ศาลาเยี่ยมญาติ (ตอนนั้นเวลาใกล้จะบ่ายโมงแล้ว อากาศข้างในมันร้อนอบอ้าว เพราะว่ากำแพงเรือนจำมันสูงลมมันไม่สามารถพัดผ่านช่องกำแพงมาได้เลย) ผมก็ตามแถวไปเรื่อยระหว่างเดินไปก็มีคนมองแปลกๆสงสัยๆ จนผมเดินเข้ามาในบริเวณที่นักโทษนั่งรอญาติ สิ่งที่เห็นก็คือ บางคนก็วิ่งเข้าโผมากอดกัน บางคนก็ร้องไห้ตอนเห็นหน้ากัน ซึ่งบริเวณตรงนั้นคนก็เยอะนักโทษก็เยอะนั่งรวมกันตามโต๊ะต่างๆ ที่จองเอาไว้อากาศก็ร้อนเสียงคนก็พูดคุยกันเสียงดังจอแจ ตามประสาคนไม่เจอกันนาน พัดลม ก็หลายตัวแต่ก็สู้อากาศข้างในไม่ได้จริงๆ
และแล้วน้องมนัสก็หันมาเห็นผม ผมก็เดินมาถึงโต๊ะหินอ่อนที่น้องนั่งพอดี ผมอ้าแขนไปกอดน้อง แล้วน้องก็มากอดผม แล้วน้องก็น้ำตาไหลออกมา นี่มันคือน้ำตาของลูกผู้ชาย เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ น้ำตาแห่งความเศร้า และน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้เจอพี่ชายคนนี้ ที่ชื่อสมจิตร จงจอหอ ผมพยายามเบือนหน้าหนีไม่ให้น้องเห็นใบหน้าของผมที่มันครุ่นคิด ที่มันสงสาร ที่มันเห็นใจ ที่ได้เห็นสภาพน้องตอนนี้ ผมก็เลยนั่งมองรอบๆ ตัวคิดอะไรไปเรื่อยเพื่อให้มนัสพูดคุยกับครอบครัวของเขา
ผมเหลือบไปมองโต๊ะซ้ายมือ นักโทษมีแฟนและครอบครัวมาเยี่ยม นักโทษคนนั้นนั่งกุมมือแฟนไม่ปล่อย แฟนป้อนข้าวให้กันอย่างมีความสุข ผมก็ไปสังเกตโต๊ะตรงหน้า นักโทษน้องเป็น (LGBTQ+) มีพ่อแม่มาเยี่ยม พ่อนั่งบนรถเข็นแม่ยังเดินไหวแต่อายุประมาณ 65-70 ปี นี่แหละที่เขาบอกว่า การติดคุกไม่ได้ติดแค่คนเดียว ครอบครัว คนที่รักก็ติดด้วย เพราะคนเหล่านั้นเขาก็เป็นทุกข์กับนักโทษด้วยเช่นกัน
สายตาผมไปสะดุดคู่รักอีกคู่นึงครับ คู่นี้หอมแก้ม หอมหน้าผากพูดคุย อยากออกรสออกชาติส่วนเวลาเยี่ยมคือ 13.00 น. ถึง 15.00 น. แต่ในเวลาเยี่ยม 2 ชั่วโมงนี้ก็จะมีดนตรีจากเรือนจำมีการแสดงจากนักโทษข้างใน ผมเองก็ได้มอบรางวัลให้กับน้องไป 500 บาท แต่เป็นคูปองแลกอาหารนะครับ ช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายผมได้พูดคุยกับมนัสหลายเรื่อง น้องก็เล่าให้ฟังหลายเรื่องความทุกข์ยาก ความลำบากที่อยู่ข้างในเล่าให้ฟัง เงินที่ผมเคยฝากไปให้ไปไม่ครบจำนวนที่ฝาก (มาถึงจุดนี้ผมสตั๊นไป 5 วินาที) แล้วอุทานว่า เวรกรรม
ผมเลยบอกกับน้องว่าขอให้ออกมาไวๆ แล้วพี่จะมารับนะ เวลา 15.00 น. เสียงนกหวีดจากผู้คุมก็เป่าแล้วบอกว่าหมดเวลาเยี่ยมให้นักโทษยืนแถว นับยอด วินาทีนี้เสียงทุกคนที่คุยกันดังกว่าเสียงพัดลม มันเงียบสนิท จากเสียงที่พูดคุย หยอกล้อ มันเป็นเสียงร่ำลาที่มีมีแต่คราบน้ำตา บรรยากาศตอนนั้นมันวังเวงมาก มันอาลัย อาวรณ์แววตาเหม่อลอย มนัสก็เดินเข้ามากอดผมอีกหนึ่งครั้งแล้วก็ร้องไห้ สุดท้ายแล้วผมก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวครับ ผมร้องไห้ออกมา อย่างไม่อายใครเพราะสงสารน้องจับใจ แล้วบอกกับน้องว่า วันที่มึงได้อิสรภาพกูจะรับมึงนะเติ้ล
ผมไม่ได้อยากพูดถึง “มนัส บุญจำนงค์” เพื่อซ้ำเติมว่าเขาเคยเป็นฮีโร่ แล้ววันนี้ต้องมาอยู่ในเรือนจำ แต่ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนว่า ชีวิตคนเรามีทั้งวันที่ขึ้นสูงและวันที่ตกต่ำ และไม่มีใครควรประมาทกับการตัดสินใจของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผมไม่ได้บอกว่าความผิดไม่สำคัญ และไม่ได้บอกว่าอดีตที่เคยสร้างชื่อเสียงจะลบความผิดในวันนี้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า “คนทำผิด” ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็น “คนเลวไปตลอดชีวิต” ถ้าการติดคุกครั้งนี้จะมีคุณค่า ผมอยากให้มันเป็นเวลาที่น้องได้ทบทวนตัวเอง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาด และเตรียมตัวกลับออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างถูกต้อง
สิ่งที่คนข้างนอกอย่างพวกเราทำได้ ไม่ใช่การไปช่วยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่คือการช่วยกันหาทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้น้องได้รับสิทธิที่พึงมี และถ้ามีช่องทางตามกฎหมายที่จะช่วยให้ออกมาได้เร็วขึ้น เราก็ควรช่วยกันดำเนินการอย่างเต็มที่ ผมอยากพาน้องกลับออกมา ไม่ใช่เพราะมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อยากพากลับมาเพื่อให้โอกาสเขาได้แก้ไขสิ่งที่ผิด สร้างชีวิตใหม่ และพิสูจน์ให้เห็นว่า คนเราสามารถล้มได้ แต่ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้ อดีตเปลี่ยนไม่ได้ แต่อนาคตยังสร้างใหม่ได้เสมอ และครั้งนี้ผมอยากช่วยน้องเดินกลับออกมาด้วย “ทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ไม่ใช่ทางลัด