มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

เด็ก ม. 3 ก่อเหตุความรุนแรงในโรงเรียน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย


อาชญากรรม
7 สิงหาคม 2569587
เด็ก ม. 3 ก่อเหตุความรุนแรงในโรงเรียน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

รายการโหนกระแสวันนี้ (7 ส.ค. 2569) พูดคุยอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โดยเด็กนักเรียนชั้น ม. 3 ใช้อาวุธปืนยิงจนมีผู้เสียชีวิตยืนยันที่ 6 ราย และบาดเจ็บอีกประมาณ 20 ราย (ข้อมูล ณ ขณะรายการออกอากาศ)

 

แขกรับเชิญ ได้แก่ รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น, คุณเอกภพ เหลืองประเสริฐ จากเพจสายไหมต้องรอด และทนายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ หรือทนายตุ๋ย

 

ทุกคนต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคุณเอกภพทราบเรื่องเมื่อช่วงเช้าขณะพาสื่อไปทำข่าวที่โรงพยาบาล ส่วนทนายตุ๋ยทราบเรื่องตอนประมาณ 10 โมงเช้า และให้ข้อสังเกตว่านี่เป็นเหตุรุนแรงครั้งที่ 2 หลังจากเหตุที่สยามพารากอนเมื่อปี 2566 ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นเด็กเช่นกัน ทนายตุ๋ยยังได้ให้ข้อมูลทางกฎหมายว่า หากปืนเป็นของปู่ พ่อแม่และผู้ปกครองอาจต้องร่วมรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ว่าด้วยความระมัดระวังในการดูแลบุตรหลาน

 

หมอเดว ได้อธิบายมิติทางจิตวิทยาว่า วัยรุ่นช่วงอายุ 13-15 ปี มีฮอร์โมนเพศหลั่งออกมา ซึ่งอาจทำให้อารมณ์ระเบิดออกมาได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าสู่ภาวะวัยรุ่นช้ากว่าปกติหรือ Early Bloomer และ Late Bloomer มักจะเสี่ยงต่อการถูกบูลลี่

 

ระหว่างดำเนินรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้รับแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งน่าตกใจมากว่า เด็กคนนี้อาจก่อเหตุยิงปู่กับย่าเสียชีวิตที่บ้านก่อนจะมาโรงเรียน ซึ่งคุณหมอเดวให้ความเห็นว่า นัดแรกนั้นสำคัญมาก เพราะสะท้อนถึงความเคียดแค้นที่มีต่อใครคนใดคนหนึ่ง ส่วนนัดต่อ ๆ ไปคือความบ้าคลั่งจากการที่สติหลุดไปแล้ว หากเหตุเกิดในบ้านจริง อาจแสดงได้ว่าบ้านขาดความรักความอบอุ่นและมีการสะสมความแค้น

 

ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า เด็กอาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ และอาวุธปืนเป็นของปู่ ซึ่งหลังก่อเหตุเด็กได้พยายามจบชีวิตตัวเอง ทางกู้ชีพได้พยายามช่วยเหลือ ก่อนส่งตัวไปโรงพยาบาล

 

หมอเดววิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เด็กปะทุอารมณ์ว่า ประกอบด้วย 3-4 เรื่อง คือ บ้านที่ไม่มีความอบอุ่น การบูลลี่ที่โรงเรียนทั้งจากเพื่อนและครู และโลกโซเชียลมีเดียที่เป็นตัวยุปลุกปั่น สอดคล้องกับข้อมูลที่มีผู้อ้างตนว่าอยู่ในที่เกิดเหตุโพสต์ว่า ผู้ก่อเหตุมักโดนแกล้งและโดนไถเงินเป็นประจำ โดยก่อนเกิดเหตุ 1 วัน เขาถูกแกล้งหนักมากถึงขั้นโดนถีบและขังไว้ในห้องน้ำ ซึ่งคุณหมอเดวเสริมว่า ปัจจุบันการแกล้งกันแรงขึ้น เพราะมีเรื่องไซเบอร์บูลลี่เข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างจากสมัยก่อน

 

ในส่วนของความสัมพันธ์ในครอบครัว คุณหมอเดวชี้ว่าเด็กไม่มีพื้นที่ให้ระบายความรู้สึก เพราะพ่อแม่มักจะถามแค่เรื่องการบ้าน แต่ไม่ถามว่าวันนี้รู้สึกอย่างไร ประกอบกับระบบการศึกษาที่ป่วย เน้นแต่เรื่องวิชาการ แต่ไม่สนใจวิชาชีวิตหรือโปรแกรมต่อต้านการบูลลี่ ทำให้เด็กสะสมความเครียดจนนำไปสู่ความรุนแรง

 

คุณเอกภพได้ยกงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัลเฟรด นิวยอร์ก ที่ระบุถึง 4 สาเหตุหลักของความรุนแรงในโรงเรียน คือ 1. ต้องการแก้แค้นจากการถูกกระทำ 2. ถูกบูลลี่และล้อเลียนอย่างหนัก 3. รู้สึกว่าไม่มีใครช่วยได้ แม้ไปปรึกษาครู แต่ครูมองว่าเป็นเรื่องเล็ก และ 4. เคยเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวแต่ปรึกษาใครไม่ได้เพราะอยู่กับผู้สูงอายุที่มีช่องว่างระหว่างวัย

 

ระหว่างนี้มีการรายงานยอดผู้เสียชีวิตว่า ล่าสุดมีครูเสียชีวิต 5 ราย และตัวเด็กผู้ก่อเหตุเองเสียชีวิตเป็นรายที่ 6 โดย

 

ในช่วงที่ 2 ของรายการ ได้มีแขกรับเชิญเพิ่มเติมคือ ร.ต.อ. อมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ หรืออาจารย์เบนซ์ ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา อดีตตำรวจ และปัจจุบันเป็นทนายความ

 

จากนั้นมีการยืนยันข้อมูลว่า เด็กคนนี้ได้ก่อเหตุสังหารปู่และย่าที่บ้านจริง ๆ โดยตำรวจไปพบร่างของทั้งสอง ส่วนเหตุการณ์ที่โรงเรียนมีการยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตรวมผู้ก่อเหตุเป็น 6 ราย ประกอบด้วย รอง ผอ. ฝ่ายปกครอง, เลขาหน้าห้อ, ครูแนะแนว, ครูภาษาไทย, ครูคณิตศาสตร์ และรายตัวเด็กผู้ก่อเหตุ วัย 14 ปี ที่เสียชีวิตในเวลาต่อมา

 

คุณสมคิด ผู้สื่อข่าวช่อง 3 ที่อยู่ในพื้นที่ยืนยันว่า เด็กก่อเหตุยิงปู่กับย่าที่บ้านในซอยวัดลาดปลาดุก เขตพื้นที่บางบัวทอง ก่อนจะมาโรงเรียน โดยคุณปู่ถูกยิงบริเวณห้องครัว ส่วนคุณย่าถูกยิงบนเตียงนอนขณะหลับอยู่ในชุดนอนและมีผ้าห่มคลุม โดยมือยกอยู่เหนือศีรษะ ระยะทางจากบ้านมาโรงเรียนประมาณ 14 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ซึ่งคาดว่าเด็กเดินทางมาเองโดยไม่มีผู้ปกครองมาส่ง และมีข้อมูลจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระบุว่า เด็กใช้อาวุธปืนแม็กกาซีนที่พกมาในกระเป๋าหนัง ภายในมีกระสุนจำนวนมาก

 

ในรายการมีการตั้งข้อสังเกตว่า เด็กน่าจะมีความชำนาญในการใช้ปืน เพราะการบรรจุกระสุนลงแม็กกาซีนและการขึ้นลำกล้องต้องใช้แรงดันและมีความยากสำหรับคนที่ไม่เคยฝึก ส่วนการลำดับเหตุการณ์ที่บ้าน สันนิษฐานว่าเด็กน่าจะยิงย่าก่อนเพราะย่ายังนอนอยู่บนเตียง เพราะหากยิงปู่ก่อนซึ่งอยู่ในครัว เสียงปืนจะทำให้ย่าตื่น

 

ผู้ร่วมรายการมองว่า เด็กอาจมีการเตรียมการและมีการสะสมความเคียดแค้นมา ซึ่งคุณหมอเดวอธิบายว่าวัยนี้เป็นช่วงที่อารมณ์ระเบิดได้ง่าย ข้อน่าสังเกตคือ ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งปู่ ย่า และคุณครู และแม้จะก่อเหตุที่บ้านมาแล้ว แต่เมื่อมาถึงโรงเรียนเด็กก็ไม่ได้ลงมือทันที แต่รอเวลาจนถึงช่วงสาย ซึ่งแสดงถึงการรอจังหวะและเลือกเหยื่อ

 

อาจารย์เบนซ์ให้ข้อมูลเรื่องอาวุธปืนที่ใช้ว่า จากภาพคล้ายปืนเหล็กยี่ห้อ CZ ซึ่งมีน้ำหนักและการขึ้นลำที่สั้น ต้องอาศัยการฝึกฝนถึงจะใช้งานได้คล่องแคล่ว ทั้งนี้มีข้อมูลยืนยันว่าตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นชื่อของปู่

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ย้ำว่า การนำเสนอข่าวนี้ไม่มีเจตนาเชิดชูผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด แต่ต้องการส่งข้อความถึงผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของการดูแลเด็กในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง

 

มีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการก่อเหตุว่า เด็กนักเรียนผู้ก่อเหตุนั้นอยู่ห้อง 8 และได้ตัดสินใจไปยิงครูประจำห้อง 8 เป็นคนแรก หลังจากนั้นได้เดินออกมาเจอครูที่ห้อง 9 และยิงครูห้อง 9 อีก 2 คน รวมทั้งยิงนักเรียนห้อง 9 อีก 2 คนที่เดินออกมาพอดี ซึ่งได้รับบาดเจ็บ และมีผู้ให้ข้อมูลอ้างว่า ผู้ก่อเหตุตั้งใจยิงครู เนื่องจากมีความโกรธแค้นที่เวลาถูกแกล้งแล้วไปบอกครูเพื่อให้ช่วย แต่ครูไม่เคยให้ความช่วยเหลือเลย เขาจึงเกิดความรู้สึกเกลียดครูทุกคน

 

หมอเดววิเคราะห์ว่า พฤติการณ์นี้เป็นการวางแผน เนื่องจากมีการก่อเหตุที่บ้านก่อน แล้วทิ้งช่วงเวลาเป็นชั่วโมงก่อนจะมาที่โรงเรียน ซึ่งต่างจากสภาวะสมองส่วนอารมณ์ระเบิดที่จะคลุ้มคลั่งต่อเนื่องทันที แต่นี่มีการเลือกเป้าหมายที่เขาอาจรู้สึกว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเครียดสะสมมานาน

 

หมอเดวย้ำว่า หากข้อมูลที่ได้มาตอนนี้คือเรื่องจริง พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าการปล่อยเด็กไว้กับปู่ย่าที่ไม่รู้วิธีจัดการความเครียดจากการถูกบูลลี่ ทำให้เด็กสะสมความเครียดจนถึงขั้นอาจแอบซ้อมยิงปืนในช่วงที่พ่อแม่ไม่อยู่ เมื่อไปขอความช่วยเหลือจากครูแล้วไม่ได้รับผล เขาจึงเลือกจัดการปัญหาด้วยตัวเอง แต่ย้ำว่านี่คือการวิเคราะห์จากข้อมูลตอนนี้เท่านั้น ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างอาจจะยังไม่ยืนยัน 100%

 

หมอเดวระบุว่า ว่าสำหรับวัยรุ่นจะต้องมี “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้เกิดการระเบิดอารมณ์ในวินาทีที่ก่อเหตุ นอกจากนี้หมอเดวยังนำเสนอข้อมูลว่า พลังบวกหรือความรู้สึกมีความสุขของเด็กในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ในระดับสีแดง และเป็นสีส้มทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้อีก

 

ในระหว่างนั้น คุณปุ้ย รุสรินทร์ ได้ส่งข้อความแจ้งเข้ามาในรายการ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ลูกนักการเมืองท้องถิ่นนำปืนของพ่อไปขู่เพื่อนที่โรงเรียนอื่นและมีการปิดข่าว ซึ่งหมอเดวระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการจะหลับหูหลับตาไม่ได้ เพราะมุ่งเน้นแต่เรื่องการเรียนการแข่งขัน แต่ไม่สนใจการป้องกันการบูลลี่

 

อาจารย์เบนซ์ ให้มุมมองทางอาชญาวิทยาว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่ม “โซซิโอพาธ (Sociopath)” หรือผู้ที่ถูกสังคมกดดันจนกลายเป็นอาชญากร ไม่ใช่ “ไซโคพาธ (Psychopath)” ที่เป็นมาแต่กำเนิด ดังนั้นการบูลลี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับมือและหาทางแก้ปัญหา

 

คุณเอกภพ ได้พูดถึงสามเหลี่ยมอาชญากรรม ที่ประกอบด้วย ผู้ก่อเหตุ เหยื่อ และโอกาส โดยเน้นย้ำว่าการบูลลี่มีมาตลอด เพียงแต่ขึ้นอยู่กับการรับมือ พื้นฐานของเด็กของครอบครัว อย่างรุ่นพวกเราก็มี แต่พอไปบอกพ่อแม่แล้วพ่อแม่รับฟัง ปกป้อง หรือหากเต็มที่เด็กก็อาจจะชกต่อยกันไป ซึ่งหากไม่มีอาวุธปืน เหตุการณ์เช่นนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

 

 

หนุ่ม กรรชัย เผยว่าได้รับข้อมูลจากนักเรียนคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์และเรียนอยู่ห้องข้าง ๆ กับผู้ก่อเหตุ โดยเด็กได้ติดต่อส่งข้อมูลเข้ามา แต่การจะให้เด็กออกมาพูดนั้นไม่เหมาะสม จึงได้ขอเป็นการนำมาบอกเล่าต่อ เด็กบอกว่าตนเองนั้นกระโดดหน้าต่างหนีออกมา ส่วนเหตุนั้นเด็กเล่าว่าผู้ก่อเหตุไม่ชอบครูเกือบทั้งหมดเลย ซึ่งประเด็นนี้ทำให้กรรชัยมองว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการอย่างจริงจัง หากข้อมูลที่ว่าเด็กถูกแกล้งบ่อยแล้วครูไม่ช่วยเป็นเรื่องจริง เพราะครูอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เด็กบางคนไม่ต้องการเป็นตัวตลกหรือถูกบูลลี่

 

หมอเดวอธิบายว่า สัญญาณของวัยรุ่นมีสองแบบ คือกลุ่ม Introvert ที่ไม่อยากเป็นเป้าสายตา ซึ่งหากถูกล้อแม้แต่เรื่องสิวก็อาจทำให้คิดมากได้เพราะรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) ถูกทำลาย และกลุ่ม Extrovert ที่ต้องการเป็นเป้าสายตาและอยากเป็นฮีโรในหมู่เพื่อน

 

คุณเอกภพเสริมว่า เพื่อนของผู้ก่อเหตุยืนยันว่าน้องเป็นกลุ่ม Introvert ที่มีเพื่อนเฉพาะกลุ่มและไม่โอเคกับการถูกล้อ ซึ่งหมอเดวมองว่าครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง แต่หากครูไม่ช่วยแก้ปัญหาในขณะที่เด็กวัยรุ่นตอนกลางยังไม่มีวิธีเบรกอารมณ์ อารมณ์ก็จะปะทุออกมา

 

คุณเอกภพระบุว่ าหากครอบครัวอบอุ่นและพ่อแม่สอนวิธีรับมือหรือพาไปคุยกับโรงเรียน เด็กจะรู้สึกมีที่พึ่งและไม่ใช้ความรุนแรง แต่หากปรึกษาใครไม่ได้และเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายก็จะเกิดเหตุใหญ่

 

หมอเดวได้เสนอเรื่อง “มหัศจรรย์แห่งการฟัง” ว่าการเปิดพื้นที่รับฟังอย่างเห็นอกเห็นใจโดยไม่ตัดสิน จะช่วยลดความเครียดสะสมได้ถึง 50% ซึ่งอาจารย์เบนซ์เห็นด้วย เพราะจากการทำคดีเด็กพบว่าการที่ผู้ใหญ่พูดเปรียบเทียบกับสมัยตัวเองจะยิ่งเพิ่มความกดดันให้เด็ก

 

ระหว่างดำเนินรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้รับแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นเป็น 9 ราย โดยเป็นครู 5 ราย ผู้ก่อเหตุ 1 ราย ปู่และย่าที่บ้าน 2 ราย และกำลังยืนยันข้อมูลรายที่ 9 ที่คาดว่าเป็นนักเรียน

 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า พ่อของผู้ก่อเหตุประกอบอาชีพรับจ้าง ไม่ใช่ตำรวจตามที่มีกระแสข่าวในตอนแรก ส่วนอาวุธปืนเป็นของปู่ ซึ่งเป็นอดีตผู้จัดการธนาคาร

 

ประเด็นที่หลายคนในสังคมมักโทษเกมเวลาเเกิดเหตุรุนแรง หมอเดววิเคราะห์ว่า เกมไม่ใช่สาเหตุหลักของการก่อเหตุ แต่อาจเป็นพื้นที่ระบายอารมณ์ในโลกเสมือน จนอาจนำมาใช้ในโลกจริง และการเล่นเกมแบบหัวปักหัวปำจะเพิ่มระดับสารคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งหากผู้ใหญ่ไม่สอนวิธีจัดการความเครียด เด็กจะใช้วิธีที่ผิดจนนำไปสู่ความรุนแรง

 

อาจารย์เบนซ์เสริมในมุมอาชญาวิทยาว่า ผู้ก่อเหตุมีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่การกราดยิงแบบเสียสติ และยกทฤษฎี “พันธะทางสังคม” (Social Bond) ว่ามนุษย์อยู่ร่วมกันได้เพราะมีพันธะ 4 อย่างคือ ความผูกพัน, ความมุ่งมั่น, ความเชื่อมั่นศรัทธา และการมีส่วนร่วม หากพันธะเหล่านี้ขาดสะบั้นลง สัญชาตญาณดิบจะแสดงออกมา

 

หมอเดวให้ข้อมูลว่า ระดับพลังบวกและความสุขของเด็กในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในระดับสีแดงทั่วพื้นที่ และตั้งคำถามถึงหน่วยงานรัฐที่เน้นแต่หลักสูตรและการสอบ แต่ไม่สนใจเรื่องการต่อต้านการบูลลี่ ท่านแนะนำให้ผู้บริหารโรงเรียนฟังเสียงเด็ก โดยอาจจะถามเด็กถึงพฤติกรรมที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นในโรงเรียน และคำพูดที่เด็กไม่อยากได้ยิน

 

นอกจากนี้ หมอเดงยังย้ำเรื่อง Private Zone ของวัยรุ่นว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่พ่อแม่ต้องยุติพื้นที่ส่วนตัวทันทีหากพบ 3 สัญญาณคือ เป็นอันตรายต่อชีวิตตนเอง เป็นอันตรายต่อชีวิตผู้อื่น หรือเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายและความรุนแรง

 

อาจารย์เบนซ์เน้นย้ำว่า กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือปลายเหตุ เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรแล้วมีกจะมีคนออกมาเรียกร้องให้แก้กฎหมายอย่างเช่นการยกเลิกใบอนุญาตปืนอาจไม่ช่วย เพราะส่วนใหญ่ใช้ปืนเถื่อน แต่สิ่งที่สำคัญคือ สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา

 

หนุ่ม กรรชัย ย้ำว่า วันนี้ตนพยายามนำเสนอข่าวตามกฎของ กสทช. และต้องการให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ โดยยกตัวอย่างเคสลูกนักการเมืองที่เอาปืนไปขู่เพื่อน แต่โรงเรียนพยายามปิดข่าวเพราะกลัวเสียชื่อเสียง ซึ่งหากไม่พูดถึงปัญหาการบูลลี่ สังคมจะอยู่ได้อย่างไร

 

ทนายตุ๋ยทิ้งท้ายว่า กรณีนี้ช่วยสะท้อนให้โรงเรียนต่าง ๆ ตื่นตัวในการสังเกตเด็ก และ 3 คำถามของหมอเดว คือ วันนี้รู้สึกยังไงบ้าง, คิดเห็นยังไง และถ้าเจอปัญหาจะแก้ยังไง นั้นดีมาก เพราะตนเองก็ได้นำไปใช้ กลับไปมองครอบครัวเช่นกัน ส่วนทางกฎหมายหมายพ่อแม่มีส่วนรับผิดทางแพ่ง แต่เบื้องต้นผู้เสียหายสามารถติดต่อกระทรวงยุติธรรมเรื่องสิทธิเยียวยาต่าง ๆ ได้


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#อาวุธปืน#เด็กและเยาวชน#ความรุนแรงในโรงเรียน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook