มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

หนุ่มหัวร้อน ท้า “จ่าจักร” ถอดเครื่องแบบใส่เดี่ยว เหตุไม่พอใจโดนล็อกล้อ จากใบสั่งจราจรกลายเป็นคดีอาญา 6 ข้อหาหนัก


ข่าวโซเชียล
1 สิงหาคม 25694,998
หนุ่มหัวร้อน ท้า “จ่าจักร” ถอดเครื่องแบบใส่เดี่ยว  เหตุไม่พอใจโดนล็อกล้อ จากใบสั่งจราจรกลายเป็นคดีอาญา 6 ข้อหาหนัก

จากกรณี เพจเฟซบุ๊ก “จ่าจักร จราจรไทรน้อย” ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ขณะปฏิบัติหน้าที่ล็อกล้อและออกใบสั่งรถยนต์ที่จอดฝ่าฝืนกฎหมายจราจร บริเวณหน้าตลาดเอเชีย ต.ไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จนเกิดการโต้เถียงกับเจ้าของรถ ก่อนที่คู่กรณีจะขับรถออกไป แล้ววนกลับมาพร้อมเพื่อนเพื่อหาเรื่องเจ้าหน้าที่อีกครั้ง คลิปดังกล่าวมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก


ต่อมา เพจ “จ่าจักร จราจรไทรน้อย” ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์พร้อมข้อความว่า “จากคดีจราจร #ป้ายรถเมล์ #ขาวแดง #ทางร่วมทางแยก กลายเป็นคดีอาญา 5 ข้อหา #ข้างในใครจะรู้” โดยเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 08.54 น. วันที่ 1 ส.ค.69


ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เข้าพบ จ.ส.ต.บรรณภพ สังข์ไพโรจน์ ผบ.หมู่งานจราจร สภ.ไทรน้อย เจ้าของเพจ “จ่าจักร จราจรไทรน้อย” เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  โดย จ.ส.ต.บรรณภพ เปิดเผยว่า ช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ ตนออกตรวจพื้นที่ตามปกติ หลังได้รับแจ้งเรื่องการจอดรถกีดขวางการจราจรและจอดบริเวณป้ายรถเมล์ เมื่อมาถึงพบรถคันดังกล่าวจอดอยู่ในจุดห้ามจอด ตนจึงจอดรถฝั่งตรงข้ามและยืนสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ เผื่อผู้ขับขี่จะขยับรถออก แต่รถยังคงจอดนิ่ง จึงเดินข้ามถนนไปเพื่อบังคับล้อและดำเนินการออกใบสั่งในข้อหาจอดรถบริเวณป้ายรถเมล์ ขณะนั้นผู้ขับขี่ยังคงนั่งอยู่ภายในรถ ตนจึงขอใบอนุญาตขับขี่เพื่อดำเนินการออกใบสั่ง แต่ระหว่างนั้นแฟนของผู้ขับขี่เดินกลับมาพอดี ก่อนจะเกิดการโวยวายและผลักอกตน ขณะที่ฝ่ายสามีอ้างว่าภรรยาจอดรถลงไปซื้อของเพียงแป๊ปเดียว


ตนพยายามอธิบายว่า จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ขาว-แดง เป็นป้ายรถเมล์ และยังเป็นทางร่วมทางแยก ซึ่งกฎหมายห้ามจอดโดยเด็ดขาด อีกทั้งภายในซอยข้างเคียงก็มีพื้นที่สำหรับจอดรถ แต่เจ้าของรถไม่ยอมเข้าไปจอด กลับตะโกนด่าทออยู่ภายในรถ จากนั้นตนได้แจ้งว่ารถถูกบังคับล้อ ขอให้รอสักครู่เพื่อออกใบสั่ง จากนั้นสามารถสแกนชำระค่าปรับและปลดล็อกล้อได้ตามขั้นตอน แต่คู่กรณีกลับไม่พอใจ ลงจากรถมาด่าทอ ผลักอก แม้ตนจะพยายามอธิบายข้อกฎหมายก็ไม่ยอมรับฟัง


จ.ส.ต.บรรณภพ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นคู่กรณีขับรถออกไป ทั้งที่ตนเสียบกุญแจล็อกล้อคาไว้ โดยเจ้าตัวได้ปลดกุญแจเองและขับรถออกไป ก่อนจะย้อนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มากับเพื่อนที่ขี่รถจักรยานยนต์ มาถามเสียงดังว่า “ไอ้ตำรวจคนที่ล็อกล้ออยู่ไหน” ขณะนั้นตนยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อได้ยินจึงเดินออกไปและบอกให้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับประชาชน แต่เจ้าของรถกลับใช้มือกระชากแขนเสื้อ พร้อมพูดว่า “เครื่องแบบสวยจังเลย ถอดเครื่องแบบมาต่อยกับกูไหม” ระหว่างนั้นมีประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ได้พูดเตือนคู่กรณีว่า “พี่เขาฟ้องได้นะ มาท้าเจ้าหน้าที่แบบนี้”


ตนยอมรับว่า ครั้งแรกมองว่าคู่กรณีอาจจะอารมณ์เสียจากเรื่องอื่น แต่เมื่อกลับมาหาเรื่องซ้ำเป็นครั้งที่สอง จึงเห็นว่าไม่สามารถปล่อยไว้ได้ และจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย


ภายหลังได้ตรวจสอบหลักฐานจากกล้องติดหน้าอกของตนรวมถึงกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ก่อนรายงานผู้บังคับบัญชา ซึ่งผู้กำกับการ สภ.ไทรน้อย มีคำสั่งให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อเจ้าพนักงาน อีกทั้งการจอดรถบริเวณป้ายรถเมล์ ยังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสาร เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ และเป็นสาเหตุของปัญหาการจราจร


เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่คู่กรณีรวม 5 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน 2.ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน 3.ทำลายทรัพย์สินทางราชการ 4.ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน 5.ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา


จ.ส.ต.บรรณภพ กล่าวอีกว่า ในวันที่เกิดเหตุ ตนตั้งใจจะดำเนินคดีเพียงข้อหาจอดรถในที่ห้ามจอด ซึ่งมีโทษปรับเพียง 500 บาท แต่จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ทำให้เรื่องบานปลายจากคดีจราจร กลายเป็นคดีอาญาหลายข้อหา พร้อมฝากถึงประชาชนว่า ตำรวจไม่มีความต้องการทะเลาะกับประชาชน แต่อยากให้ทุกคนเคารพกฎหมายจราจร เห็นแก่ส่วนรวม ไม่จอดรถบริเวณป้ายรถเมล์ ไม่จอดในพื้นที่ห้ามจอด และไม่ขับรถย้อนศร หากไม่กระทำผิดกฎหมาย ตำรวจก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้


นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังในช่วงเดือนสิงหาคม โดยยืนยันว่าไม่ใช่มาตรการเพื่อหารายได้ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่กำชับให้เจ้าหน้าที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และหากพบผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม


ล่าสุด จ.ส.ต.บรรณภพ ได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หลังคู่กรณีได้นำภาพของตนไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความในลักษณะหมิ่นประมาท ทำให้ต้องดำเนินคดีเพิ่มเติมในส่วนดังกล่าวอีกด้วย


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#กฎจราจร#จอดในที่ห้ามจอด#หมิ่นประมาท#ทำร้ายเจ้าหน้าที่#โหนกระแส
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook