มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ชีวิตพัง! หญิงแพ้ยารุนแรง ตาบอด ทนายของ รพ. บอกให้ยอม สู้ไปก็แพ้


ข่าวโซเชียล
24 กรกฎาคม 2569506
ชีวิตพัง! หญิงแพ้ยารุนแรง ตาบอด ทนายของ รพ. บอกให้ยอม สู้ไปก็แพ้

รายการโหนกระแสวันนี้ (24 ก.ค. 2569) พูดคุยกรณีของ ‘คุณไทม์’ ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ปัจจุบันดวงตาซ้ายมองไม่เห็น ส่วนดวงตาขวามองเห็นเพียงราง ๆ

 

ในวันนี้มีผู้เข้าร่วมรายการประกอบด้วย คุณไทม์ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย มาพร้อมกับแฟน ร่วมด้วยทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์, รศ. นพ. วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร. ธนกิจ จิตอารีรัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

คุณไทม์ระบุว่า ตาข้างซ้ายของเธอมองไม่เห็นแล้ว เห็นเพียงแสงสีขาวอย่างเดียว ส่วนตาข้างขวานั้นพอมองออกว่าเป็นรูปอะไรแต่ไม่สามารถอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ได้ และหากมองในระยะที่ไกลออกไปภาพจะเริ่มมัว ทั้งนี้คุณไทม์ยินดีให้เปิดเผยประวัติการรักษาและรูปภาพอาการป่วยทั้งหมดในรายการเพื่อเป็นอุทาหรณ์ โดยเธอเน้นย้ำว่าอยากให้ทุกคนเห็นว่าสภาพที่เกิดขึ้นมันแย่ขนาดไหน เพราะมันไม่ใช่แค่การแพ้ยาธรรมดาเหมือนการแพ้กุ้งทั่วไป

 

คุณไทม์ย้อนเล่าเหตุการณ์ว่าเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 เธอไปตากฝนมาแล้วมีอาการตาแดงและเจ็บคอ ในเบื้องต้นเธอทานยาลดไข้ปกติแต่เมื่อถึงวันที่ 20 มิถุนายน อาการไม่ดีขึ้นจึงไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน คุณหมอวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบและแนะนำให้รักษาโดยการฉีดยา 3 เข็มติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งคุณไทม์ระบุว่าปกติเธอเป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยในช่วงหน้าฝนและมักจะได้รับยาทาน แต่ครั้งนี้คุณหมอแนะนำให้ฉีดยาโดยบอกว่าจะทำให้หายเร็วขึ้นภายใน 3 วันเพื่อจะได้กลับไปทำงานได้ เธอจึงตกลงรับการรักษา ก่อนจะเล่าถึงขั้นตอนการฉีดยา คุณหนุ่มได้เปิดภาพคุณไทม์ในอดีตให้ผู้ชมดู ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนที่สดใสและสวยมาก

 

เหตุการณ์ในวันที่ 20 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกที่รับการรักษา คุณหมอให้ยาผ่านน้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดและให้นั่งรอดูอาการที่โรงพยาบาล 30 นาที ในขณะนั้นคุณไทม์มีอาการไข้สูงและหนาวสั่นแต่เข้าใจว่าเป็นอาการป่วยจึงขอกลับบ้าน จนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน อาการเริ่มผิดปกติรุนแรงขึ้น เธอรู้สึกหนาวสั่นอย่างมาก เจ็บคอจนกลืนน้ำลายไม่ได้ และเริ่มลุกไม่ไหวจนแฟนต้องพาเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้เริ่มมีตุ่มขึ้นที่หน้าผากและมีอาการปากแห้งอย่างรุนแรง และที่สำคัญคือบริเวณริมฝีปากไม่ได้แค่แห้งธรรมดาแต่มีลักษณะพุพองอย่างเห็นได้ชัด

 

ต่อมาในเช้าวันที่ 21 มิถุนายน คุณไทม์กลับไปพบหมอคนเดิมในสภาพที่ร่างกายผิดปกติไปจากวันแรกมาก หมอจึงส่งตัวเธอไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก ทันทีที่คุณไทม์อ้าปาก แพทย์เฉพาะทางระบุทันทีว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของต่อมทอนซิลอักเสบตามปกติ และถามเธอว่าไปแพ้อะไรมาหรือไม่ พร้อมทั้งสั่งให้แอดมิทเข้าโรงพยาบาลทันทีในวันนั้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้แพทย์เฉพาะทางจะทักเรื่องอาการแพ้ แต่คุณหมอคนเดิมกลับยังให้มีการฉีดยาตัวเดิมซ้ำเป็นเข็มที่สองให้แก่คุณไทม์ ซึ่งสร้างความสงสัยให้แก่เธอว่าอาจจะไม่มีการสื่อสารข้อมูลเรื่องความผิดปกติกันระหว่างหมอ

 

หลังจากได้รับยาเข็มที่สอง อาการของเธอทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว มีตุ่มพองขึ้นตามใบหน้าและร่างกาย ผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและไหม้เหมือนโดนน้ำร้อนลวกจนไม่สามารถกลืนน้ำลาย ทานอาหาร หรือทานยาได้

 

ในช่วงเวลานี้มีอาจารย์หมอท่านที่สามเข้ามาดูแลและสอบถามประวัติว่าก่อนหน้านี้ไปทำอะไรมาบ้าง ซึ่งคุณไทม์ได้แจ้งว่าเธอไปดูดไขมันมาเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า คือวันที่ 8 มิถุนายน 2567 นอกจากนี้เธอยังได้เล่าเรื่องการทานทุเรียนและส้มตำให้คุณหมอฟังด้วย แต่คุณหมอยืนยันว่าข้อมูลส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอาการที่เกิดขึ้น

 

ในประเด็นการดูดไขมัน หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงยาที่ได้รับจากคลินิก ซึ่งคุณไทม์ระบุว่าไ ด้รับยาฆ่าเชื้อและยาลดไข้พาราเซตามอลมาทานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยยาฆ่าเชื้อดังกล่าวน่าจะเป็นตัวยาในกลุ่ม Amoxicillin หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์เธอจึงมีอาการไม่สบายจนมาพบหมอ และถูกวินิจฉัยว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบและเริ่มการฉีดยา

 

คุณไทม์เล่าถึงอาการหลังจากฉีดเข็มที่สองว่า ผิวหนังของเธอเริ่มมีลักษณะไหม้ บวม และกลายเป็นตุ่มน้ำมีหนอง แต่อาจารย์หมอที่ดูแลกลับวินิจฉัยว่าเธออาจจะเป็นโรคเริมหรืออีสุกอีใสเนื่องจากร่างกายภูมิคุ้มกันตก แม้คุณไทม์จะยืนยันกับคุณหมอว่าเธอเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วตั้งแต่เด็กและไม่น่าจะเป็นซ้ำได้อีก แต่คุณหมอยังคงยืนยันความเห็นเดิมและสั่งฉีดยาฆ่าเชื้อสำหรับโรคเริมและอีสุกอีใสให้เธอแทนในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 22 มิถุนายน

 

หลังจากได้รับยาฉีดสำหรับโรคเริมไปเพียงครึ่งชั่วโมง คุณไทม์เริ่มมีอาการตาพร่ามัวจนต้องกดกริ่งเรียกพยาบาล และถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินจนต้องพักรักษาตัวในห้อง ICU ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 5-7 วัน สาเหตุที่การวินิจฉัยล่าช้าเป็นเพราะต้องรอผลตรวจเลือดเพื่อยืนยันอาการแพ้ แต่เนื่องจากห้องแล็บของโรงพยาบาลปิดทำการในวันเสาร์-อาทิตย์ และไม่มีการส่งเลือดไปตรวจที่แล็บภายนอกเพื่อความรวดเร็ว ทำให้ต้องรอจนถึงวันที่ 25-26 มิถุนายน จึงสรุปได้ว่าเธอมีอาการแพ้ยาจริง ๆ ซึ่งในขณะนั้นคุณหมอกำลังเร่งเปลี่ยนชุดยาใหม่ทั้งหมดโดยที่ยังไม่แน่ใจว่าร่างกายจะตอบสนองอย่างไร

 

สำหรับประเด็นเรื่องยาเข็มที่สาม คุณทามชี้แจงว่าเธอไม่ได้ฉีดยาฆ่าเชื้อตัวเดิมในเข็มที่สามตามกำหนดการแรก เนื่องจากเธอได้แจ้งหมอว่าอาการแย่ลงเรื่อย ๆ หลังจากการฉีดสองเข็มแรกและมั่นใจว่าเป็นการแพ้ยา คุณหมอจึงสั่งหยุดยาตัวนั้นแล้วเปลี่ยนมาฉีดยาแก้โรคอีสุกอีใสแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อผลตรวจเลือดจากแล็บภายนอกออกมาในอีก 7 วันต่อมา พบว่าเธอแพ้ยาฆ่าเชื้อตัวแรกที่ชื่อว่า Ceftriaxone และยังพบว่ามีการแพ้ยาตัวอื่น ๆ ตามมาอีก 4 ตัวในระหว่างกระบวนการรักษาเนื่องจากร่างกายเริ่มต่อต้าน ซึ่งในใบประวัติการรักษาหรือเวชระเบียนก็ได้ระบุถึงอาการแพ้ยา Ceftriaxone นี้ไว้ด้วย แต่หมอหมูตั้งข้อสังเหตว่า การระบุชื่อยาอาจจะเป็นการสันนิษฐานตามกลุ่มยาที่ได้รับในเบื้องต้น

 

 

คุณไทม์ยืนยันว่า เธอทานยาจากคลินิกดูดไขมันอยู่หนึ่งอาทิตย์และไม่ได้มีอาการผิดปกติใด ๆ ทั้งยังมั่นใจว่าเป็นยา Amoxicillin เนื่องจากปกติเธอทานยาตัวนี้เป็นประจำเมื่อมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบและไม่เคยแพ้มาก่อน

 

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์คุณไทม์ยืนยันว่า หลังจากทานยาจากคลินิกดูดไขมันเสร็จสิ้น เธอยังสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติจนกระทั่งมาได้รับยาฉีดที่โรงพยาบาลที่เป็นประเด็น

 

เธอเล่าต่อว่าทางโรงพยาบาลแห่งแรกเพิ่งจะมาแจ้งผลอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณวันที่ 25-26 มิถุนายน ว่าเธอมีอาการแพ้ยาและกำลังเปลี่ยนชุดยาใหม่ทั้งหมด โดยหมอระบุว่าความอยู่รอดของเธอขึ้นอยู่กับว่าร่างกายจะตอบสนองต่อยาชุดใหม่นี้อย่างไร หากร่างกายไม่สู้เธอก็อาจเสียชีวิตได้ แต่ด้วยความที่โรงพยาบาลแห่งแรกไม่มีห้องปลอดเชื้อและไม่มีแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญพอ จึงต้องส่งตัวเธอไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลแห่งที่สอง

 

เมื่อย้ายไปที่โรงพยาบาลแห่งที่สอง คุณไทม์ได้รับแจ้งข้อมูลที่น่าตกใจว่าเธอมีความเสี่ยงที่จะตาบอด ซึ่งขัดแย้งกับโรงพยาบาลแห่งแรกที่บอกกับเธอและครอบครัวเพียงว่าตาอักเสบธรรมดาและให้หยอดตาปกติ สภาพร่างกายของเธอในตอนนั้นย่ำแย่มากเหมือนคนโดนไฟคอกจนทุกคนในครอบครัวกลัวว่าเธอจะไม่รอด เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดตาและรักษาผิวหนังโดยการใช้เจลและพันผ้าหนาๆ  ทั่วทั้งตัวเหมือนมัมมี่นานถึง 1-2 เดือน และต้องโกนผมทิ้งทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าวคุณทามแทบไม่มีสติและไม่ทราบความรุนแรงของอาการตนเอง เพราะญาติ ๆ ตกลงกันว่าจะปกปิดข้อมูลเรื่องตาบอดและบอกเพียงว่าตาอักเสบ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอรับสภาพตัวเองไม่ได้จนส่งผลกระทบต่อจิตใจ

 

ในส่วนของการเรียกร้องความเป็นธรรม คุณไทม์ระบุว่าเธอได้รับคำตอบที่น่าเจ็บปวดใจจากทางโรงพยาบาลแห่งแรกที่พูดกับเธอในทำนองว่า “คนตายยังได้แค่ล้าน แล้วคุณจะเอาอะไรอีก” นอกจากนี้เธอยังประสบปัญหาเรื่องการขอใบส่งตัวเพื่อไปรักษาต่อ เนื่องจากเธอตาบอดและแฟนต้องทำงาน การเดินทางไปขอใบส่งตัวทุกอาทิตย์จึงเป็นภาระและมีค่าใช้จ่ายสูง เธอจึงพยายามขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลแห่งแรกให้ออกใบส่งตัวล่วงหน้า 3-6 เดือน ตามคำแนะนำของสภาเภสัชกรรมและสาธารณสุข แต่ทางโรงพยาบาลกลับปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นนโยบายที่ทำไม่ได้

 

ปัจจุบันอาการทางสายตาของคุณทามเข้าขั้นวิกฤต โดยตาข้างซ้ายมองไม่เห็นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตาข้างขวามองเห็นได้ในระยะใกล้มาก ๆ เท่านั้น หากจะอ่านหนังสือต้องก้มลงไปจนชิดกระดาษถึงจะมองเห็น

 

ดร. ธนกฤต ซึ่งเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือและส่งเรื่องนี้ไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ระบุว่า เรื่องได้ไปถึงแพทยสภาแล้วและกำลังรอผลการพิจารณา ซึ่งกินเวลามานานเป็นปีแล้ว ประเด็นสำคัญที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในขณะนี้คือ ทางโรงพยาบาลแห่งแรกพยายามชี้แจงว่า อาการแพ้ยาของคุณไทม์ไม่ได้เกิดจากยาฉีดที่โรงพยาบาล แต่เป็นการแพ้ยาต่อเนื่องมาจากการดูดไขมันที่คลินิกก่อนหน้านี้ ซึ่งคุณไทม์ยืนยันว่าเธอไม่เชื่อข้อสันนิษฐานดังกล่าวเพราะระยะเวลาทิ้งช่วงถึง 2 สัปดาห์ และเธอมีอาการรุนแรงทันทีหลังได้รับยาฉีด

 

คุณไทม์ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากมีเครื่องมือที่พร้อมกว่า โดยเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดตาข้างซ้ายถึง 12 ครั้ง และข้างขวาอีก 3 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเธอกลับพบว่าโรงพยาบาลต้นสังกัดมีการทำงานที่ละเลย เช่น ลืมประสานงานนัดผ่าตัดหรือลืมออกใบส่งตัวให้ เมื่อเธอคิดจะฟ้องร้องก็พบกับอุปสรรคเรื่องค่าทนายที่สูงมาก และต่อมาทางโรงพยาบาลแจ้งว่าหมอที่เกี่ยวข้องลาออกไปเกือบหมดแล้ว และหากต้องการค่าชดเชย หมอต้องยอมรับเองว่าประมาทเพื่อให้ประกันของหมอจ่าย เพราะโรงพยาบาลจะไม่รับผิดชอบอะไรเลย

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย โดยคุณไทม์ได้ฟ้องโรงพยาบาลที่เป็นนิติบุคคลใหญ่แทนที่จะฟ้องโรงพยาบาลสาขาที่เกิดเหตุ ซึ่งในระหว่างการไกล่เกลี่ย 5-6 ครั้ง ทางโรงพยาบาลไม่เคยทักท้วงจนกระทั่งหมดอายุความ 1 ปี จึงมาบอกว่าเธอฟ้องผิดตัว

 

ทนายตุ๋ยได้ให้ความเห็นทางข้อกฎหมายว่า อายุความจะเริ่มนับเมื่อรู้ตัวผู้กระทำผิด หากเพิ่งทราบจากการสู้คดีว่าฟ้องผิดตัวก็อาจจะสามารถถอนฟ้องแล้วเริ่มใหม่ได้

 

นอกจากนี้คุณไทม์ยังระบุว่า ถูกทนายของโรงพยาบาลพูดจาบั่นทอนกำลังใจว่าไม่มีทางสู้ชนะ เพราะจะไม่มีหมอคนไหนมาเป็นพยานให้ และทางโรงพยาบาลแสดงท่าทีไม่พอใจที่คุณทามมาออกรายการทีวี จากที่บอกว่าจะรับผิดชอบส่วนต่างค่ารักษาที่เกิดขึ้น สุดท้ายนานไปก็ไม่ได้รับผิดชอบ

 

นอกจากการบาดเจ็บทางกายแล้ว คุณไทม์ยังต้องไปรับใบส่งตัวและรักษาอาการซึมเศร้าที่โรงพยาบาลเดิม เนื่องจากใช้สิทธิ์ประกันสังคม แต่เธอกลับถูกหมอจิตเวชที่นั่นเข้าไปคอมเมนต์ในคลิป TikTok ของเธอในเชิงตำหนิ และตั้งคำถามว่าเธอทำคลิปเพื่อหารายได้หรือโฆษณาใช่หรือไม่

 

คุณไทม์เล่าว่า ก่อนหน้านั้นเธอได้ขอใบรับรองแพทย์เพื่อย้ายไปรักษาด้วยจิตบำบัด เพราะเริ่มมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย แต่หมอจิตเวชบอกว่าไม่ได้ และที่หมอมาคอนเมนต์ก็คาดว่าไม่พอใจเรื่องนี้ เพราะหมออ้างว่าถูกผู้บริหารเรียกไปตำหนิ ทั้งยังบอกว่าเธอไปแพ้ยาที่อื่นมาแต่กลับมาโทษโรงพยาบาลแห่งนี้

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลยังคงยืนกรานสู้ในมุมที่ว่าเธอไม่ได้แพ้ยาจากที่นี่ และมองว่าพวกเขาได้ช่วยเหลือเยียวยาด้วยการดูแลค่ารักษาในช่วงที่ย้ายไปโรงพยาบาลที่สองแล้ว ซึ่งคุณไทม์มองว่าคำพูดเหล่านี้ย้อนแย้งกับการกระทำที่ไม่ยอมแม้แต่จะออกใบส่งตัวล่วงหน้าให้เธอ

 

ในส่วนของความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบ คุณไทม์ให้ข้อมูลว่าทางแพทยสภาได้เรียกเธอไปสอบสวนเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีการเรียกทางคลินิกที่เธอไปดูดไขมันมาสอบสวนด้วยเช่นกัน ซึ่งผลการตัดสินทั้งหมดต้องรอทางแพทยสภาพิจารณา

 

หมอหมูได้ให้ความเห็นถึงความยากลำบากในการหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานในคดีความ โดยอธิบายจากประสบการณ์ที่เคยรับเคสลักษณะนี้ว่า แพทย์เจ้าของไข้ที่ดูแลอาการต่อเนื่องมักจะให้ความเห็นได้เพียงว่าคนไข้ป่วยเป็นอะไร เช่น วินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการแพ้ยารุนแรง Stevens-Johnson Syndrome และระบุว่ามีผลกระทบอะไรต่อร่างกายบ้าง เช่น ปัญหาเรื่องตา หรือระยะเวลาการรักษา แต่การจะลงลึกไปว่ามีความผิดพลาดในขั้นตอนไหนนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะถือเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกลางอย่างแพทยสภาหรือราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องในการตรวจตรวจสอบมาตรฐานวิชาชีพ ดังนั้น แพทย์ส่วนใหญ่จึงต้องรอผลสรุปจากหน่วยงานเหล่านี้เพื่อใช้ระบุว่ามีความผิดพลาดที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอย่างไรบ้าง

 

ดร. ธนกฤต ได้เสริมข้อมูลว่า ตัวเขาเองได้รับเรื่องนี้มาตั้งแต่ประมาณวันที่ 9 กันยายน 2567 โดยได้ประสานงานกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและทีมกฎหมายให้ลงมาดูแล ในช่วงนั้นอาการของคุณไทม์หนักกว่าปัจจุบันมาก โดยเฉพาะเรื่องการมองเห็น จึงได้มีการส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า แต่เนื่องจากเกินขีดความสามารถจึงมีการส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลราชวิถี และสุดท้ายไปรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลศิริราช นอกจากนี้ ดร. ธนกฤต ยังเปิดเผยข้อมูลสำคัญจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและ อย. ที่ระบุว่า ได้นำยาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ผลปรากฏว่าตัวยาเหล่านั้นไม่มีความผิดปกติในแง่ของคุณภาพยา คือยาอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ แต่ประเด็นนี้แยกส่วนจากการที่ร่างกายของคนไข้จะแพ้ยาตัวนั้นหรือไม่

 

ความคืบหน้าล่าสุด ดร. ธนกฤต ระบุว่า ทางเลขาธิการแพทยสภาได้แจ้งว่ามีมติและข้อสรุปจากทั้งแพทยสภาและราชวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากติดเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จึงยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ทันที คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้หนังสือฉบับดังกล่าวจะส่งถึงคุณไทม์ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะชี้ชัดว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และจะช่วยให้ทนายความสามารถฟ้องร้องได้ถูกตัวตามที่ทนายตุ๋ยตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนหน้านี้

 

ในแง่ของข้อกฎหมาย ทนายตุ๋ยอธิบายว่าหากผลออกมาว่าเป็นการแพ้ยานอกโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะใช้ข้อมูลนี้ต่อสู้ว่าตนเองไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แต่หากผลชี้ว่าเป็นการแพ้ยาจากการรักษาในโรงพยาบาล คุณไทม์ก็สามารถเริ่มนับหนึ่งการฟ้องร้องใหม่ได้เพราะถือว่าเพิ่งรู้ตัวผู้กระทำความผิด"จากหนังสือของแพทยสภาฉบับนี้ ซึ่งทำให้อายุความยังไม่หมดลง

 

หมอหมูเสริมว่า หลักฐานที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจเลือดที่เจาะไว้ในช่วงเกิดเหตุ เพราะจะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หลอกกันไม่ได้ และจะช่วยในการสืบสวนทุกมิติ

 

เรื่องชนิดของยา มีการพูดถึงเอกสารที่ระบุข้อสันนิษฐานว่า ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงอาจจะเป็นยา อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งเป็นยาฉีดเข็มที่สามที่คุณไทม์ได้รับ แต่คุณไทม์มองว่าข้อสันนิษฐานนี้ขัดแย้งกับความเป็นจริง เพราะอาการแพ้ของเธอเกิดขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ฉีดยาฆ่าเชื้อเข็มแรก และรุนแรงขึ้นในเข็มที่สอง

 

หมอหมูอธิบายว่ายาอะไซโคลเวียร์เป็นยาต้านไวรัสที่มักใช้รักษาโรคงูสวัด หากร่างกายต่อต้านยาตัวนี้ก็จะเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน แต่ประเด็นสำคัญที่คุณไทม์ตั้งคำถามคือ ตามหลักการรักษาเมื่อคนไข้เริ่มแสดงอาการผิดปกติที่ชัดเจนในวันที่สอง หมอควรจะหยุดยาตัวนั้นทันทีเพื่อป้องกันการลุกลามหรือไม่ ซึ่งหมอหมูยืนยันว่า ตามหลักการแล้วหากคนไข้มีอาการไข้ เจ็บคอ ตาแดง หรือมีผื่นขึ้นหลังทานยา ต้องหยุดยาตัวนั้นทันทีและรีบนำยามาพบหมอ ซึ่งประเด็นที่ว่าโรงพยาบาลได้หยุดยาตามขั้นตอนมาตรฐานหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่แพทยสภากำลังตรวจสอบอย่างละเอียด

 

 

ดร. ธนกฤต อธิบายถึงขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อทำการล็อกหรือบล็อกเวชระเบียนทั้งหมดของคนไข้ทันที เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูล และใช้ตรวจสอบว่ากระบวนการรักษาเริ่มต้นอย่างไร มีการใช้ยาตัวไหนบ้าง หลังจากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังแพทยสภา ซึ่งจะมีคณะกรรมการชุดไต่สวนหรือสืบสวนลงพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริง ว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้บ้าง

 

เหตุการณ์แพ้ยาเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 2567 โดยคุณทามได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนไว้ก่อนหน้านี้ จนกระทั่งวันที่ 9 กันยายน 2567 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจึงได้รับเรื่องและลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ อย. ทันทีในบ่ายวันนั้น และต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 จึงได้มีการส่งหนังสือสรุปเรื่องไปยังแพทยสภา

 

หนุ่ม กรรชัย ตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจสอบนี้ไม่ได้ใช้การพิสูจน์จากเลือดใช่หรือไม่ ดร. ธนกฤต ชี้แจงว่า การจะมาเจาะเลือดตรวจหาอาการแพ้หลังจากผ่านเหตุการณ์ไปแล้ว 3 เดือนนั้นทำไม่ได้แล้ว ดังนั้นการตรวจสอบจึงต้องอิงจากเวชระเบียนที่โรงพยาบาลต้นสังกัดบันทึกไว้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้ารับการรักษา ซึ่งคุณไทม์ยืนยันว่ามีผลการตรวจในช่วงวันแรก ๆ บันทึกไว้อยู่จริง แต่หมอหมูให้ความเห็นแย้งว่า ข้อมูลที่ปรากฏในเวชระเบียนขณะนั้นยังคงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น และต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดจากแพทยสภาและราชวิทยาลัยเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน

 

หนุ่ม กรรชัย ตั้งคำถามสำคัญถึงการที่คุณไทม์ยืนยันว่า เธอมีอาการแพ้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ได้รับยาเข็มแรกและรุนแรงขึ้นในเข็มที่สอง แต่ทางโรงพยาบาลกลับพยายามชี้แจงว่าข้อสันนิษฐานของการแพ้น่าจะมาจากยาเข็มที่สามซึ่งเป็นอีกชนิดหนึ่ง

 

หมอหมูระบุว่า ในตอนนี้เขายังไม่เห็นลำดับการให้ยาที่ชัดเจนในเวชระเบียน และไม่ทราบว่ายาตัวไหนถูกฉีดก่อนหรือหลัง ทนายตุ๋ยจึงตั้งคำถามในเชิงการแพทย์ว่า หากเป็นการฉีดยาเข้ากระแสเลือด การแพ้จะเกิดขึ้นได้เร็วเพียงใด ซึ่งหมอหมูอธิบายว่าระยะเวลาการแสดงอาการแพ้ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน ไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าจะช้าหรือเร็ว พร้อมย้ำว่าแม้ข้อสันนิษฐานในปัจจุบันจะดูขัดต่อความรู้สึก แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมาทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นเอง

 

ทนายตุ๋ยได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นคดีที่คนไข้เป็นโรค Stevens-Johnson Syndrome เช่นเดียวกันแ ละมีลำดับขั้นตอนการรักษาใกล้เคียงกับกรณีนี้มาก โดยในคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยว่า โรงพยาบาลและแพทย์ไม่ได้ประมาท ทนายตุ๋ยจึงตั้งใจจะส่งแนวทางนี้ให้ทีมทนายของคุณทามเพื่อใช้เตรียมการต่อสู้คดี และกำหนดทิศทางในการพิสูจน์ลำดับขั้นตอนการรักษา

 

ขณะที่หมอหมูเสริมว่า เรื่องมาตรฐานการรักษานั้น แพทยสภาจะเป็นผู้ตรวจสอบอย่างละเอียด และเชื่อว่าเวชระเบียนในปัจจุบันแก้ไขได้ยากเพราะระบบคอมพิวเตอร์มีการบันทึกเวลาและมีการสแกนเอกสารเก็บไว้เป็นหลักฐาน

 

คุณไทม์เล่าลำดับเหตุการณ์เพิ่มเติมว่า เธอมีอาการผิดปกติสะสมมาตลอด 2 วันแรก จนกระทั่งหมอสงสัยว่าจะเป็นโรคเริมหรืออีสุกอีใส จึงสั่งหยุดยาเดิมแล้วฉีดยาตัวที่สามคือ อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งเป็นจุดที่โรงพยาบาลนำมาสันนิษฐานว่าเธออาจจะแพ้ยาตัวนี้

 

หมอหมูมองว่าหากฟังจากลำดับที่คุณไทม์เล่า การทายว่าแพ้ยาตัวที่สามนั้นดูจะเป็นการคาดเดาที่ง่ายเกินไป อย่างไรก็ตาม คุณไทม์ระบุว่าเธอมีเอกสารจากโรงพยาบาลที่ระบุชื่อยา 4 ตัวที่เธอแพ้ ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่ายาเข็มแรกอยู่ในรายชื่อนั้นหรือไม่

 

โดยหมอหมูเน้นย้ำว่าประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การรู้ว่าแพ้ยาตัวไหน แต่อยู่ที่ว่า เมื่อแพทย์ทราบว่าคนไข้เริ่มมีอาการแพ้แล้ว ได้ดำเนินการดูแลรักษาต่อเนื่องตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่

 

ในช่วงท้ายของการพูดคุย หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ได้สะท้อนความกังวลของสังคมเรื่องความโปร่งใสของแพทยสภา โดยทนายตุ๋ยเล่าประสบการณ์ว่าเคยเจอคดีที่แพทยสภาส่งเรื่องกลับไปถามความเห็นจากแพทย์คนเดิมที่ถูกร้องเรียน ทำให้ดูเหมือนเป็นการฟังความข้างเดียว แต่หมอหมูยืนยันว่าระบบการตรวจสอบมีราชวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทำหน้าที่เป็นคนกลางในการให้ความเห็นทางการแพทย์เพื่อถ่วงดุลอำนาจอยู่แล้ว ทนายตุ๋ยจึงสรุปทิ้งท้ายโดยคาดหวังว่าในกระบวนการยุติธรรม จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนกลางจริง ๆ กล้าออกมาให้ความเห็นที่เป็นธรรมเพื่อปกป้องประชาชน หมอหมูกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันศาลยุติธรรมเองก็มีรายชื่อแพทย์อาสาที่พร้อมจะทำหน้าที่เป็นพยานคนกลางในคดีลักษณะนี้อยู่แล้ว

 

ประเด็นเรื่องทนายความที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ดร. ธนกฤต ได้ให้คำแนะนำแก่คุณไทม์ว่า ควรทำเรื่องร้องเรียนไปยังสภาทนายความ เพื่อให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากตัวท่านเองก็ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความด้วยเช่นกัน

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งข้อสงสัยสำคัญว่า หากผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปออกมาว่า อาการแพ้ยาของคุณไทม์มีสาเหตุมาจากยาที่คุณไทม์ทานเองในช่วงที่ไปดูดไขมัน จะมีวิธีการพิสูจน์โต้แย้งอย่างไร หรือต้องยอมรับผลนั้นทันที ดร. ธนกฤต ชี้แจงว่า เนื่องจากแพทยสภาและราชวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายในการพิสูจน์ทราบและวินิจฉัยเรื่องนี้ เราจึงจำเป็นต้องยอมรับในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม หากทางฝั่งผู้เสียหายมีพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากที่แพทยสภามี ก็ยังสามารถนำหลักฐานเหล่านั้นไปพิสูจน์ต่อในชั้นศาลได้ ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม

 

ดร. ธนกฤต ยังได้เน้นย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าจะเป็นใคร

 

หมอหมูกล่าวเสริมว่า โอกาสในการแพ้ยาสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แม้จะไม่เคยแพ้มาก่อนก็ตาม โดยการจะสรุปให้ชัดเจนต้องอาศัยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือผลแล็บในช่วงเวลาที่เกิดเหตุเป็นตัวตัดสิน

 

คุณไทม์ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในสำนวนคดีมีผลเลือดที่ทางโรงพยาบาลนำมาใช้โต้แย้งรวมอยู่ด้วย และตั้งคำถามถึงมาตรฐานการรักษาว่า หากเป็นหมอท่านอื่นที่เห็นสภาพอาการของเธอในขณะนั้น จะวินิจฉัยว่าเป็นอาการแพ้ยาหรือไม่ และมีทางเลือกอื่นในการรักษาที่นอกเหนือจากการให้ยาตัวเดิมซ้ำโดยไม่รอผลเลือดให้ชัดเจนก่อนหรือไม่

 

ในเรื่องของความผิดพลาดในการวินิจฉัยโรค ดร. ธนกฤต ยืนยันว่าที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่หมอต้องโทษจำคุกจากการวินิจฉัยโรคผิดพลาดมาแล้ว ดังนั้นการพิจารณาคดีจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะรายเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่ยึดตามแนวคำพิพากษาเดิมเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ คุณไทม์ยังสามารถนำข้อมูลการรักษา และพยานบุคคลที่เป็นหมอจากโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าและโรงพยาบาลราชวิถี ที่ดูแลเธอในช่วงแรกมาประกอบการพิจารณาได้ ซึ่งข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเหล่านี้ยากต่อการบิดเบือน ดร. ธนกฤตยังให้กำลังใจคุณทามว่าความยุติธรรมยังมีอยู่แต่อาจจะต้องรอเวลาสักนิด

 

สำหรับประเด็นความล่าช้าของผลการพิจารณาจากแพทยสภาที่กินเวลานานถึง 2 ปี ทั้งที่แจ้งไว้ว่าจะทราบผลภายใน 6 เดือนนั้น ดร. ธนกฤต คาดการณ์ว่าอาจเกิดจากการที่ต้องสอบถามข้อมูลจากหลายโรงพยาบาลที่คุณไทม์ย้ายไปรักษาเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนที่สุด หรืออาจเกิดจากภาระงานที่มีผู้ร้องเรียนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ช่วยติดตามเรื่องให้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ก็ได้รับแจ้งว่าผลการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วและจะถูกส่งถึงคุณไทม์ภายใน 1-2 วันนี้

 

ทนายตุ๋ยได้ให้ข้อมูลเชิงกฎหมายเพิ่มเติม ในกรณีที่เอกสารสำคัญจากหน่วยงานรัฐยังมาไม่ถึงในวันสืบพยานว่า ทนายความสามารถแจ้งต่อศาลเพื่อขอเลื่อนคดี หรือขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารเหล่านั้นมาได้ ส่วนเรื่องการฟ้องผิดตัวและการหมดอายุความ ทนายตุ๋ยชี้แจงว่าหากผู้เสียหายเพิ่งทราบตัวผู้กระทำผิดหรือโรงพยาบาลที่ต้องรับผิดชอบจากหนังสือของแพทยสภา อายุความ 1 ปี ในฐานความผิดละเมิดก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับทราบข้อมูลนั้น


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#แพ้ยา#การรักษา
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook