ในวันนี้มีผู้เข้าร่วมรายการประกอบด้วย คุณไทม์ ซึ่งเป็นผู้เสียหาย มาพร้อมกับแฟน ร่วมด้วยทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์, รศ. นพ. วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร. ธนกิจ จิตอารีรัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
คุณไทม์ระบุว่า ตาข้างซ้ายของเธอมองไม่เห็นแล้ว เห็นเพียงแสงสีขาวอย่างเดียว ส่วนตาข้างขวานั้นพอมองออกว่าเป็นรูปอะไรแต่ไม่สามารถอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ได้ และหากมองในระยะที่ไกลออกไปภาพจะเริ่มมัว ทั้งนี้คุณไทม์ยินดีให้เปิดเผยประวัติการรักษาและรูปภาพอาการป่วยทั้งหมดในรายการเพื่อเป็นอุทาหรณ์ โดยเธอเน้นย้ำว่าอยากให้ทุกคนเห็นว่าสภาพที่เกิดขึ้นมันแย่ขนาดไหน เพราะมันไม่ใช่แค่การแพ้ยาธรรมดาเหมือนการแพ้กุ้งทั่วไป
คุณไทม์ย้อนเล่าเหตุการณ์ว่าเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 เธอไปตากฝนมาแล้วมีอาการตาแดงและเจ็บคอ ในเบื้องต้นเธอทานยาลดไข้ปกติแต่เมื่อถึงวันที่ 20 มิถุนายน อาการไม่ดีขึ้นจึงไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน คุณหมอวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบและแนะนำให้รักษาโดยการฉีดยา 3 เข็มติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งคุณไทม์ระบุว่าปกติเธอเป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยในช่วงหน้าฝนและมักจะได้รับยาทาน แต่ครั้งนี้คุณหมอแนะนำให้ฉีดยาโดยบอกว่าจะทำให้หายเร็วขึ้นภายใน 3 วันเพื่อจะได้กลับไปทำงานได้ เธอจึงตกลงรับการรักษา ก่อนจะเล่าถึงขั้นตอนการฉีดยา คุณหนุ่มได้เปิดภาพคุณไทม์ในอดีตให้ผู้ชมดู ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนที่สดใสและสวยมาก
เหตุการณ์ในวันที่ 20 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกที่รับการรักษา คุณหมอให้ยาผ่านน้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดและให้นั่งรอดูอาการที่โรงพยาบาล 30 นาที ในขณะนั้นคุณไทม์มีอาการไข้สูงและหนาวสั่นแต่เข้าใจว่าเป็นอาการป่วยจึงขอกลับบ้าน จนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน อาการเริ่มผิดปกติรุนแรงขึ้น เธอรู้สึกหนาวสั่นอย่างมาก เจ็บคอจนกลืนน้ำลายไม่ได้ และเริ่มลุกไม่ไหวจนแฟนต้องพาเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้เริ่มมีตุ่มขึ้นที่หน้าผากและมีอาการปากแห้งอย่างรุนแรง และที่สำคัญคือบริเวณริมฝีปากไม่ได้แค่แห้งธรรมดาแต่มีลักษณะพุพองอย่างเห็นได้ชัด
ต่อมาในเช้าวันที่ 21 มิถุนายน คุณไทม์กลับไปพบหมอคนเดิมในสภาพที่ร่างกายผิดปกติไปจากวันแรกมาก หมอจึงส่งตัวเธอไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก ทันทีที่คุณไทม์อ้าปาก แพทย์เฉพาะทางระบุทันทีว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของต่อมทอนซิลอักเสบตามปกติ และถามเธอว่าไปแพ้อะไรมาหรือไม่ พร้อมทั้งสั่งให้แอดมิทเข้าโรงพยาบาลทันทีในวันนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้แพทย์เฉพาะทางจะทักเรื่องอาการแพ้ แต่คุณหมอคนเดิมกลับยังให้มีการฉีดยาตัวเดิมซ้ำเป็นเข็มที่สองให้แก่คุณไทม์ ซึ่งสร้างความสงสัยให้แก่เธอว่าอาจจะไม่มีการสื่อสารข้อมูลเรื่องความผิดปกติกันระหว่างหมอ
หลังจากได้รับยาเข็มที่สอง อาการของเธอทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว มีตุ่มพองขึ้นตามใบหน้าและร่างกาย ผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและไหม้เหมือนโดนน้ำร้อนลวกจนไม่สามารถกลืนน้ำลาย ทานอาหาร หรือทานยาได้
ในช่วงเวลานี้มีอาจารย์หมอท่านที่สามเข้ามาดูแลและสอบถามประวัติว่าก่อนหน้านี้ไปทำอะไรมาบ้าง ซึ่งคุณไทม์ได้แจ้งว่าเธอไปดูดไขมันมาเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า คือวันที่ 8 มิถุนายน 2567 นอกจากนี้เธอยังได้เล่าเรื่องการทานทุเรียนและส้มตำให้คุณหมอฟังด้วย แต่คุณหมอยืนยันว่าข้อมูลส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอาการที่เกิดขึ้น
ในประเด็นการดูดไขมัน หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงยาที่ได้รับจากคลินิก ซึ่งคุณไทม์ระบุว่าไ ด้รับยาฆ่าเชื้อและยาลดไข้พาราเซตามอลมาทานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยยาฆ่าเชื้อดังกล่าวน่าจะเป็นตัวยาในกลุ่ม Amoxicillin หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์เธอจึงมีอาการไม่สบายจนมาพบหมอ และถูกวินิจฉัยว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบและเริ่มการฉีดยา
คุณไทม์เล่าถึงอาการหลังจากฉีดเข็มที่สองว่า ผิวหนังของเธอเริ่มมีลักษณะไหม้ บวม และกลายเป็นตุ่มน้ำมีหนอง แต่อาจารย์หมอที่ดูแลกลับวินิจฉัยว่าเธออาจจะเป็นโรคเริมหรืออีสุกอีใสเนื่องจากร่างกายภูมิคุ้มกันตก แม้คุณไทม์จะยืนยันกับคุณหมอว่าเธอเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วตั้งแต่เด็กและไม่น่าจะเป็นซ้ำได้อีก แต่คุณหมอยังคงยืนยันความเห็นเดิมและสั่งฉีดยาฆ่าเชื้อสำหรับโรคเริมและอีสุกอีใสให้เธอแทนในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 22 มิถุนายน
หลังจากได้รับยาฉีดสำหรับโรคเริมไปเพียงครึ่งชั่วโมง คุณไทม์เริ่มมีอาการตาพร่ามัวจนต้องกดกริ่งเรียกพยาบาล และถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินจนต้องพักรักษาตัวในห้อง ICU ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 5-7 วัน สาเหตุที่การวินิจฉัยล่าช้าเป็นเพราะต้องรอผลตรวจเลือดเพื่อยืนยันอาการแพ้ แต่เนื่องจากห้องแล็บของโรงพยาบาลปิดทำการในวันเสาร์-อาทิตย์ และไม่มีการส่งเลือดไปตรวจที่แล็บภายนอกเพื่อความรวดเร็ว ทำให้ต้องรอจนถึงวันที่ 25-26 มิถุนายน จึงสรุปได้ว่าเธอมีอาการแพ้ยาจริง ๆ ซึ่งในขณะนั้นคุณหมอกำลังเร่งเปลี่ยนชุดยาใหม่ทั้งหมดโดยที่ยังไม่แน่ใจว่าร่างกายจะตอบสนองอย่างไร
สำหรับประเด็นเรื่องยาเข็มที่สาม คุณทามชี้แจงว่าเธอไม่ได้ฉีดยาฆ่าเชื้อตัวเดิมในเข็มที่สามตามกำหนดการแรก เนื่องจากเธอได้แจ้งหมอว่าอาการแย่ลงเรื่อย ๆ หลังจากการฉีดสองเข็มแรกและมั่นใจว่าเป็นการแพ้ยา คุณหมอจึงสั่งหยุดยาตัวนั้นแล้วเปลี่ยนมาฉีดยาแก้โรคอีสุกอีใสแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อผลตรวจเลือดจากแล็บภายนอกออกมาในอีก 7 วันต่อมา พบว่าเธอแพ้ยาฆ่าเชื้อตัวแรกที่ชื่อว่า Ceftriaxone และยังพบว่ามีการแพ้ยาตัวอื่น ๆ ตามมาอีก 4 ตัวในระหว่างกระบวนการรักษาเนื่องจากร่างกายเริ่มต่อต้าน ซึ่งในใบประวัติการรักษาหรือเวชระเบียนก็ได้ระบุถึงอาการแพ้ยา Ceftriaxone นี้ไว้ด้วย แต่หมอหมูตั้งข้อสังเหตว่า การระบุชื่อยาอาจจะเป็นการสันนิษฐานตามกลุ่มยาที่ได้รับในเบื้องต้น
คุณไทม์ยืนยันว่า เธอทานยาจากคลินิกดูดไขมันอยู่หนึ่งอาทิตย์และไม่ได้มีอาการผิดปกติใด ๆ ทั้งยังมั่นใจว่าเป็นยา Amoxicillin เนื่องจากปกติเธอทานยาตัวนี้เป็นประจำเมื่อมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบและไม่เคยแพ้มาก่อน
ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์คุณไทม์ยืนยันว่า หลังจากทานยาจากคลินิกดูดไขมันเสร็จสิ้น เธอยังสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติจนกระทั่งมาได้รับยาฉีดที่โรงพยาบาลที่เป็นประเด็น
เธอเล่าต่อว่าทางโรงพยาบาลแห่งแรกเพิ่งจะมาแจ้งผลอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณวันที่ 25-26 มิถุนายน ว่าเธอมีอาการแพ้ยาและกำลังเปลี่ยนชุดยาใหม่ทั้งหมด โดยหมอระบุว่าความอยู่รอดของเธอขึ้นอยู่กับว่าร่างกายจะตอบสนองต่อยาชุดใหม่นี้อย่างไร หากร่างกายไม่สู้เธอก็อาจเสียชีวิตได้ แต่ด้วยความที่โรงพยาบาลแห่งแรกไม่มีห้องปลอดเชื้อและไม่มีแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญพอ จึงต้องส่งตัวเธอไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลแห่งที่สอง
เมื่อย้ายไปที่โรงพยาบาลแห่งที่สอง คุณไทม์ได้รับแจ้งข้อมูลที่น่าตกใจว่าเธอมีความเสี่ยงที่จะตาบอด ซึ่งขัดแย้งกับโรงพยาบาลแห่งแรกที่บอกกับเธอและครอบครัวเพียงว่าตาอักเสบธรรมดาและให้หยอดตาปกติ สภาพร่างกายของเธอในตอนนั้นย่ำแย่มากเหมือนคนโดนไฟคอกจนทุกคนในครอบครัวกลัวว่าเธอจะไม่รอด เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดตาและรักษาผิวหนังโดยการใช้เจลและพันผ้าหนาๆ ทั่วทั้งตัวเหมือนมัมมี่นานถึง 1-2 เดือน และต้องโกนผมทิ้งทั้งหมด ในช่วงเวลาดังกล่าวคุณทามแทบไม่มีสติและไม่ทราบความรุนแรงของอาการตนเอง เพราะญาติ ๆ ตกลงกันว่าจะปกปิดข้อมูลเรื่องตาบอดและบอกเพียงว่าตาอักเสบ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอรับสภาพตัวเองไม่ได้จนส่งผลกระทบต่อจิตใจ
ในส่วนของการเรียกร้องความเป็นธรรม คุณไทม์ระบุว่าเธอได้รับคำตอบที่น่าเจ็บปวดใจจากทางโรงพยาบาลแห่งแรกที่พูดกับเธอในทำนองว่า “คนตายยังได้แค่ล้าน แล้วคุณจะเอาอะไรอีก” นอกจากนี้เธอยังประสบปัญหาเรื่องการขอใบส่งตัวเพื่อไปรักษาต่อ เนื่องจากเธอตาบอดและแฟนต้องทำงาน การเดินทางไปขอใบส่งตัวทุกอาทิตย์จึงเป็นภาระและมีค่าใช้จ่ายสูง เธอจึงพยายามขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลแห่งแรกให้ออกใบส่งตัวล่วงหน้า 3-6 เดือน ตามคำแนะนำของสภาเภสัชกรรมและสาธารณสุข แต่ทางโรงพยาบาลกลับปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นนโยบายที่ทำไม่ได้
ปัจจุบันอาการทางสายตาของคุณทามเข้าขั้นวิกฤต โดยตาข้างซ้ายมองไม่เห็นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตาข้างขวามองเห็นได้ในระยะใกล้มาก ๆ เท่านั้น หากจะอ่านหนังสือต้องก้มลงไปจนชิดกระดาษถึงจะมองเห็น
ดร. ธนกฤต ซึ่งเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือและส่งเรื่องนี้ไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ระบุว่า เรื่องได้ไปถึงแพทยสภาแล้วและกำลังรอผลการพิจารณา ซึ่งกินเวลามานานเป็นปีแล้ว ประเด็นสำคัญที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในขณะนี้คือ ทางโรงพยาบาลแห่งแรกพยายามชี้แจงว่า อาการแพ้ยาของคุณไทม์ไม่ได้เกิดจากยาฉีดที่โรงพยาบาล แต่เป็นการแพ้ยาต่อเนื่องมาจากการดูดไขมันที่คลินิกก่อนหน้านี้ ซึ่งคุณไทม์ยืนยันว่าเธอไม่เชื่อข้อสันนิษฐานดังกล่าวเพราะระยะเวลาทิ้งช่วงถึง 2 สัปดาห์ และเธอมีอาการรุนแรงทันทีหลังได้รับยาฉีด
คุณไทม์ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากมีเครื่องมือที่พร้อมกว่า โดยเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดตาข้างซ้ายถึง 12 ครั้ง และข้างขวาอีก 3 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเธอกลับพบว่าโรงพยาบาลต้นสังกัดมีการทำงานที่ละเลย เช่น ลืมประสานงานนัดผ่าตัดหรือลืมออกใบส่งตัวให้ เมื่อเธอคิดจะฟ้องร้องก็พบกับอุปสรรคเรื่องค่าทนายที่สูงมาก และต่อมาทางโรงพยาบาลแจ้งว่าหมอที่เกี่ยวข้องลาออกไปเกือบหมดแล้ว และหากต้องการค่าชดเชย หมอต้องยอมรับเองว่าประมาทเพื่อให้ประกันของหมอจ่าย เพราะโรงพยาบาลจะไม่รับผิดชอบอะไรเลย
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย โดยคุณไทม์ได้ฟ้องโรงพยาบาลที่เป็นนิติบุคคลใหญ่แทนที่จะฟ้องโรงพยาบาลสาขาที่เกิดเหตุ ซึ่งในระหว่างการไกล่เกลี่ย 5-6 ครั้ง ทางโรงพยาบาลไม่เคยทักท้วงจนกระทั่งหมดอายุความ 1 ปี จึงมาบอกว่าเธอฟ้องผิดตัว
ทนายตุ๋ยได้ให้ความเห็นทางข้อกฎหมายว่า อายุความจะเริ่มนับเมื่อรู้ตัวผู้กระทำผิด หากเพิ่งทราบจากการสู้คดีว่าฟ้องผิดตัวก็อาจจะสามารถถอนฟ้องแล้วเริ่มใหม่ได้
นอกจากนี้คุณไทม์ยังระบุว่า ถูกทนายของโรงพยาบาลพูดจาบั่นทอนกำลังใจว่าไม่มีทางสู้ชนะ เพราะจะไม่มีหมอคนไหนมาเป็นพยานให้ และทางโรงพยาบาลแสดงท่าทีไม่พอใจที่คุณทามมาออกรายการทีวี จากที่บอกว่าจะรับผิดชอบส่วนต่างค่ารักษาที่เกิดขึ้น สุดท้ายนานไปก็ไม่ได้รับผิดชอบ
นอกจากการบาดเจ็บทางกายแล้ว คุณไทม์ยังต้องไปรับใบส่งตัวและรักษาอาการซึมเศร้าที่โรงพยาบาลเดิม เนื่องจากใช้สิทธิ์ประกันสังคม แต่เธอกลับถูกหมอจิตเวชที่นั่นเข้าไปคอมเมนต์ในคลิป TikTok ของเธอในเชิงตำหนิ และตั้งคำถามว่าเธอทำคลิปเพื่อหารายได้หรือโฆษณาใช่หรือไม่
คุณไทม์เล่าว่า ก่อนหน้านั้นเธอได้ขอใบรับรองแพทย์เพื่อย้ายไปรักษาด้วยจิตบำบัด เพราะเริ่มมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย แต่หมอจิตเวชบอกว่าไม่ได้ และที่หมอมาคอนเมนต์ก็คาดว่าไม่พอใจเรื่องนี้ เพราะหมออ้างว่าถูกผู้บริหารเรียกไปตำหนิ ทั้งยังบอกว่าเธอไปแพ้ยาที่อื่นมาแต่กลับมาโทษโรงพยาบาลแห่งนี้
ปัจจุบันโรงพยาบาลยังคงยืนกรานสู้ในมุมที่ว่าเธอไม่ได้แพ้ยาจากที่นี่ และมองว่าพวกเขาได้ช่วยเหลือเยียวยาด้วยการดูแลค่ารักษาในช่วงที่ย้ายไปโรงพยาบาลที่สองแล้ว ซึ่งคุณไทม์มองว่าคำพูดเหล่านี้ย้อนแย้งกับการกระทำที่ไม่ยอมแม้แต่จะออกใบส่งตัวล่วงหน้าให้เธอ
ในส่วนของความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบ คุณไทม์ให้ข้อมูลว่าทางแพทยสภาได้เรียกเธอไปสอบสวนเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีการเรียกทางคลินิกที่เธอไปดูดไขมันมาสอบสวนด้วยเช่นกัน ซึ่งผลการตัดสินทั้งหมดต้องรอทางแพทยสภาพิจารณา
หมอหมูได้ให้ความเห็นถึงความยากลำบากในการหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานในคดีความ โดยอธิบายจากประสบการณ์ที่เคยรับเคสลักษณะนี้ว่า แพทย์เจ้าของไข้ที่ดูแลอาการต่อเนื่องมักจะให้ความเห็นได้เพียงว่าคนไข้ป่วยเป็นอะไร เช่น วินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการแพ้ยารุนแรง Stevens-Johnson Syndrome และระบุว่ามีผลกระทบอะไรต่อร่างกายบ้าง เช่น ปัญหาเรื่องตา หรือระยะเวลาการรักษา แต่การจะลงลึกไปว่ามีความผิดพลาดในขั้นตอนไหนนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะถือเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกลางอย่างแพทยสภาหรือราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องในการตรวจตรวจสอบมาตรฐานวิชาชีพ ดังนั้น แพทย์ส่วนใหญ่จึงต้องรอผลสรุปจากหน่วยงานเหล่านี้เพื่อใช้ระบุว่ามีความผิดพลาดที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอย่างไรบ้าง
ดร. ธนกฤต ได้เสริมข้อมูลว่า ตัวเขาเองได้รับเรื่องนี้มาตั้งแต่ประมาณวันที่ 9 กันยายน 2567 โดยได้ประสานงานกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและทีมกฎหมายให้ลงมาดูแล ในช่วงนั้นอาการของคุณไทม์หนักกว่าปัจจุบันมาก โดยเฉพาะเรื่องการมองเห็น จึงได้มีการส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า แต่เนื่องจากเกินขีดความสามารถจึงมีการส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลราชวิถี และสุดท้ายไปรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลศิริราช นอกจากนี้ ดร. ธนกฤต ยังเปิดเผยข้อมูลสำคัญจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและ อย. ที่ระบุว่า ได้นำยาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว ผลปรากฏว่าตัวยาเหล่านั้นไม่มีความผิดปกติในแง่ของคุณภาพยา คือยาอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ แต่ประเด็นนี้แยกส่วนจากการที่ร่างกายของคนไข้จะแพ้ยาตัวนั้นหรือไม่
ความคืบหน้าล่าสุด ดร. ธนกฤต ระบุว่า ทางเลขาธิการแพทยสภาได้แจ้งว่ามีมติและข้อสรุปจากทั้งแพทยสภาและราชวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากติดเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จึงยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ทันที คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้หนังสือฉบับดังกล่าวจะส่งถึงคุณไทม์ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะชี้ชัดว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และจะช่วยให้ทนายความสามารถฟ้องร้องได้ถูกตัวตามที่ทนายตุ๋ยตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนหน้านี้
ในแง่ของข้อกฎหมาย ทนายตุ๋ยอธิบายว่าหากผลออกมาว่าเป็นการแพ้ยานอกโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะใช้ข้อมูลนี้ต่อสู้ว่าตนเองไม่ได้ประมาทเลินเล่อ แต่หากผลชี้ว่าเป็นการแพ้ยาจากการรักษาในโรงพยาบาล คุณไทม์ก็สามารถเริ่มนับหนึ่งการฟ้องร้องใหม่ได้เพราะถือว่าเพิ่งรู้ตัวผู้กระทำความผิด"จากหนังสือของแพทยสภาฉบับนี้ ซึ่งทำให้อายุความยังไม่หมดลง
หมอหมูเสริมว่า หลักฐานที่สำคัญที่สุดคือผลการตรวจเลือดที่เจาะไว้ในช่วงเกิดเหตุ เพราะจะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หลอกกันไม่ได้ และจะช่วยในการสืบสวนทุกมิติ
เรื่องชนิดของยา มีการพูดถึงเอกสารที่ระบุข้อสันนิษฐานว่า ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงอาจจะเป็นยา อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งเป็นยาฉีดเข็มที่สามที่คุณไทม์ได้รับ แต่คุณไทม์มองว่าข้อสันนิษฐานนี้ขัดแย้งกับความเป็นจริง เพราะอาการแพ้ของเธอเกิดขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ฉีดยาฆ่าเชื้อเข็มแรก และรุนแรงขึ้นในเข็มที่สอง
หมอหมูอธิบายว่ายาอะไซโคลเวียร์เป็นยาต้านไวรัสที่มักใช้รักษาโรคงูสวัด หากร่างกายต่อต้านยาตัวนี้ก็จะเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน แต่ประเด็นสำคัญที่คุณไทม์ตั้งคำถามคือ ตามหลักการรักษาเมื่อคนไข้เริ่มแสดงอาการผิดปกติที่ชัดเจนในวันที่สอง หมอควรจะหยุดยาตัวนั้นทันทีเพื่อป้องกันการลุกลามหรือไม่ ซึ่งหมอหมูยืนยันว่า ตามหลักการแล้วหากคนไข้มีอาการไข้ เจ็บคอ ตาแดง หรือมีผื่นขึ้นหลังทานยา ต้องหยุดยาตัวนั้นทันทีและรีบนำยามาพบหมอ ซึ่งประเด็นที่ว่าโรงพยาบาลได้หยุดยาตามขั้นตอนมาตรฐานหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่แพทยสภากำลังตรวจสอบอย่างละเอียด
ดร. ธนกฤต อธิบายถึงขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อทำการล็อกหรือบล็อกเวชระเบียนทั้งหมดของคนไข้ทันที เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูล และใช้ตรวจสอบว่ากระบวนการรักษาเริ่มต้นอย่างไร มีการใช้ยาตัวไหนบ้าง หลังจากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังแพทยสภา ซึ่งจะมีคณะกรรมการชุดไต่สวนหรือสืบสวนลงพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริง ว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้บ้าง
เหตุการณ์แพ้ยาเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 2567 โดยคุณทามได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนไว้ก่อนหน้านี้ จนกระทั่งวันที่ 9 กันยายน 2567 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจึงได้รับเรื่องและลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ อย. ทันทีในบ่ายวันนั้น และต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 จึงได้มีการส่งหนังสือสรุปเรื่องไปยังแพทยสภา
หนุ่ม กรรชัย ตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจสอบนี้ไม่ได้ใช้การพิสูจน์จากเลือดใช่หรือไม่ ดร. ธนกฤต ชี้แจงว่า การจะมาเจาะเลือดตรวจหาอาการแพ้หลังจากผ่านเหตุการณ์ไปแล้ว 3 เดือนนั้นทำไม่ได้แล้ว ดังนั้นการตรวจสอบจึงต้องอิงจากเวชระเบียนที่โรงพยาบาลต้นสังกัดบันทึกไว้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้ารับการรักษา ซึ่งคุณไทม์ยืนยันว่ามีผลการตรวจในช่วงวันแรก ๆ บันทึกไว้อยู่จริง แต่หมอหมูให้ความเห็นแย้งว่า ข้อมูลที่ปรากฏในเวชระเบียนขณะนั้นยังคงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น และต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดจากแพทยสภาและราชวิทยาลัยเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน
หนุ่ม กรรชัย ตั้งคำถามสำคัญถึงการที่คุณไทม์ยืนยันว่า เธอมีอาการแพ้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ได้รับยาเข็มแรกและรุนแรงขึ้นในเข็มที่สอง แต่ทางโรงพยาบาลกลับพยายามชี้แจงว่าข้อสันนิษฐานของการแพ้น่าจะมาจากยาเข็มที่สามซึ่งเป็นอีกชนิดหนึ่ง
หมอหมูระบุว่า ในตอนนี้เขายังไม่เห็นลำดับการให้ยาที่ชัดเจนในเวชระเบียน และไม่ทราบว่ายาตัวไหนถูกฉีดก่อนหรือหลัง ทนายตุ๋ยจึงตั้งคำถามในเชิงการแพทย์ว่า หากเป็นการฉีดยาเข้ากระแสเลือด การแพ้จะเกิดขึ้นได้เร็วเพียงใด ซึ่งหมอหมูอธิบายว่าระยะเวลาการแสดงอาการแพ้ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน ไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าจะช้าหรือเร็ว พร้อมย้ำว่าแม้ข้อสันนิษฐานในปัจจุบันจะดูขัดต่อความรู้สึก แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมาทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นเอง
ทนายตุ๋ยได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นคดีที่คนไข้เป็นโรค Stevens-Johnson Syndrome เช่นเดียวกันแ ละมีลำดับขั้นตอนการรักษาใกล้เคียงกับกรณีนี้มาก โดยในคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยว่า โรงพยาบาลและแพทย์ไม่ได้ประมาท ทนายตุ๋ยจึงตั้งใจจะส่งแนวทางนี้ให้ทีมทนายของคุณทามเพื่อใช้เตรียมการต่อสู้คดี และกำหนดทิศทางในการพิสูจน์ลำดับขั้นตอนการรักษา
ขณะที่หมอหมูเสริมว่า เรื่องมาตรฐานการรักษานั้น แพทยสภาจะเป็นผู้ตรวจสอบอย่างละเอียด และเชื่อว่าเวชระเบียนในปัจจุบันแก้ไขได้ยากเพราะระบบคอมพิวเตอร์มีการบันทึกเวลาและมีการสแกนเอกสารเก็บไว้เป็นหลักฐาน
คุณไทม์เล่าลำดับเหตุการณ์เพิ่มเติมว่า เธอมีอาการผิดปกติสะสมมาตลอด 2 วันแรก จนกระทั่งหมอสงสัยว่าจะเป็นโรคเริมหรืออีสุกอีใส จึงสั่งหยุดยาเดิมแล้วฉีดยาตัวที่สามคือ อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งเป็นจุดที่โรงพยาบาลนำมาสันนิษฐานว่าเธออาจจะแพ้ยาตัวนี้
หมอหมูมองว่าหากฟังจากลำดับที่คุณไทม์เล่า การทายว่าแพ้ยาตัวที่สามนั้นดูจะเป็นการคาดเดาที่ง่ายเกินไป อย่างไรก็ตาม คุณไทม์ระบุว่าเธอมีเอกสารจากโรงพยาบาลที่ระบุชื่อยา 4 ตัวที่เธอแพ้ ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่ายาเข็มแรกอยู่ในรายชื่อนั้นหรือไม่
โดยหมอหมูเน้นย้ำว่าประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การรู้ว่าแพ้ยาตัวไหน แต่อยู่ที่ว่า เมื่อแพทย์ทราบว่าคนไข้เริ่มมีอาการแพ้แล้ว ได้ดำเนินการดูแลรักษาต่อเนื่องตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่
ในช่วงท้ายของการพูดคุย หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ได้สะท้อนความกังวลของสังคมเรื่องความโปร่งใสของแพทยสภา โดยทนายตุ๋ยเล่าประสบการณ์ว่าเคยเจอคดีที่แพทยสภาส่งเรื่องกลับไปถามความเห็นจากแพทย์คนเดิมที่ถูกร้องเรียน ทำให้ดูเหมือนเป็นการฟังความข้างเดียว แต่หมอหมูยืนยันว่าระบบการตรวจสอบมีราชวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทำหน้าที่เป็นคนกลางในการให้ความเห็นทางการแพทย์เพื่อถ่วงดุลอำนาจอยู่แล้ว ทนายตุ๋ยจึงสรุปทิ้งท้ายโดยคาดหวังว่าในกระบวนการยุติธรรม จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนกลางจริง ๆ กล้าออกมาให้ความเห็นที่เป็นธรรมเพื่อปกป้องประชาชน หมอหมูกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันศาลยุติธรรมเองก็มีรายชื่อแพทย์อาสาที่พร้อมจะทำหน้าที่เป็นพยานคนกลางในคดีลักษณะนี้อยู่แล้ว
ประเด็นเรื่องทนายความที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ดร. ธนกฤต ได้ให้คำแนะนำแก่คุณไทม์ว่า ควรทำเรื่องร้องเรียนไปยังสภาทนายความ เพื่อให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากตัวท่านเองก็ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความด้วยเช่นกัน
หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งข้อสงสัยสำคัญว่า หากผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปออกมาว่า อาการแพ้ยาของคุณไทม์มีสาเหตุมาจากยาที่คุณไทม์ทานเองในช่วงที่ไปดูดไขมัน จะมีวิธีการพิสูจน์โต้แย้งอย่างไร หรือต้องยอมรับผลนั้นทันที ดร. ธนกฤต ชี้แจงว่า เนื่องจากแพทยสภาและราชวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายในการพิสูจน์ทราบและวินิจฉัยเรื่องนี้ เราจึงจำเป็นต้องยอมรับในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม หากทางฝั่งผู้เสียหายมีพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากที่แพทยสภามี ก็ยังสามารถนำหลักฐานเหล่านั้นไปพิสูจน์ต่อในชั้นศาลได้ ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม
ดร. ธนกฤต ยังได้เน้นย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าจะเป็นใคร
หมอหมูกล่าวเสริมว่า โอกาสในการแพ้ยาสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แม้จะไม่เคยแพ้มาก่อนก็ตาม โดยการจะสรุปให้ชัดเจนต้องอาศัยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือผลแล็บในช่วงเวลาที่เกิดเหตุเป็นตัวตัดสิน
คุณไทม์ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในสำนวนคดีมีผลเลือดที่ทางโรงพยาบาลนำมาใช้โต้แย้งรวมอยู่ด้วย และตั้งคำถามถึงมาตรฐานการรักษาว่า หากเป็นหมอท่านอื่นที่เห็นสภาพอาการของเธอในขณะนั้น จะวินิจฉัยว่าเป็นอาการแพ้ยาหรือไม่ และมีทางเลือกอื่นในการรักษาที่นอกเหนือจากการให้ยาตัวเดิมซ้ำโดยไม่รอผลเลือดให้ชัดเจนก่อนหรือไม่
ในเรื่องของความผิดพลาดในการวินิจฉัยโรค ดร. ธนกฤต ยืนยันว่าที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่หมอต้องโทษจำคุกจากการวินิจฉัยโรคผิดพลาดมาแล้ว ดังนั้นการพิจารณาคดีจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะรายเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่ยึดตามแนวคำพิพากษาเดิมเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ คุณไทม์ยังสามารถนำข้อมูลการรักษา และพยานบุคคลที่เป็นหมอจากโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าและโรงพยาบาลราชวิถี ที่ดูแลเธอในช่วงแรกมาประกอบการพิจารณาได้ ซึ่งข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเหล่านี้ยากต่อการบิดเบือน ดร. ธนกฤตยังให้กำลังใจคุณทามว่าความยุติธรรมยังมีอยู่แต่อาจจะต้องรอเวลาสักนิด
สำหรับประเด็นความล่าช้าของผลการพิจารณาจากแพทยสภาที่กินเวลานานถึง 2 ปี ทั้งที่แจ้งไว้ว่าจะทราบผลภายใน 6 เดือนนั้น ดร. ธนกฤต คาดการณ์ว่าอาจเกิดจากการที่ต้องสอบถามข้อมูลจากหลายโรงพยาบาลที่คุณไทม์ย้ายไปรักษาเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนที่สุด หรืออาจเกิดจากภาระงานที่มีผู้ร้องเรียนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ช่วยติดตามเรื่องให้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ก็ได้รับแจ้งว่าผลการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วและจะถูกส่งถึงคุณไทม์ภายใน 1-2 วันนี้
ทนายตุ๋ยได้ให้ข้อมูลเชิงกฎหมายเพิ่มเติม ในกรณีที่เอกสารสำคัญจากหน่วยงานรัฐยังมาไม่ถึงในวันสืบพยานว่า ทนายความสามารถแจ้งต่อศาลเพื่อขอเลื่อนคดี หรือขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารเหล่านั้นมาได้ ส่วนเรื่องการฟ้องผิดตัวและการหมดอายุความ ทนายตุ๋ยชี้แจงว่าหากผู้เสียหายเพิ่งทราบตัวผู้กระทำผิดหรือโรงพยาบาลที่ต้องรับผิดชอบจากหนังสือของแพทยสภา อายุความ 1 ปี ในฐานความผิดละเมิดก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับทราบข้อมูลนั้น