มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

โหนกระแส คุยกับ "ข้าวโพด" เปิดใจหมดเปลือก รัก "นานา" มาก แต่หลังจากนี้ กลับมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกแล้ว เปิดพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าฉ้อโกง ไม่ใช่ยืมเงิน


ข่าวด่วน
4 ธันวาคม 25685,741
โหนกระแส คุยกับ "ข้าวโพด" เปิดใจหมดเปลือก รัก "นานา" มาก แต่หลังจากนี้ กลับมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกแล้ว เปิดพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าฉ้อโกง ไม่ใช่ยืมเงิน

รายการโหนกระแสวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เปิดรายการด้วยประเด็นร้อนกรณีมรสุมชีวิตของ นานา ไรบีนา ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. คุมตัวไปสอบสวนในคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งหนุ่ม กรรชัย ได้เกริ่นนำว่าสถานการณ์ล่าสุดของนานาคือตกเป็นผู้ต้องหาเรียบร้อยแล้ว โดยในชั้นสอบสวนเมื่อวานนี้ นานาไม่สามารถประกันตัวได้เนื่องจากต้องวางหลักทรัพย์สูงถึง 50 ล้านบาท ซึ่งคำนวณจาก 1 ใน 3 ของมูลค่าความเสียหายรวมที่ตำรวจประเมินไว้ราว 195 ล้านบาท ทำให้ในวันนี้ต้องมีการส่งตัวไปฝากขังที่ศาล และต้องลุ้นว่าจะได้รับการประกันตัวในชั้นศาลหรือไม่ โดยคาดว่าหลักทรัพย์จะลดลงเหลือประมาณหลักล้านบาท แต่ก็มีความเสี่ยงที่ศาลอาจจะไม่ให้ประกันเนื่องจากมูลค่าความเสียหายสูงและเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

 

ในรายการวันนี้มีแขกรับเชิญมาร่วมพูดคุย 3 ท่าน คือ ทนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของผู้เสียหาย ทนายมนต์ชัย จงไกรระตนกุล หรือทนายแก้ว ที่มาให้ความเห็นด้านกฎหมาย และ ดีเจบอย ฌาฆฤณ เพื่อนสนิทของนานา โดยหนุ่ม กรรชัย เริ่มถามดีเจบอยก่อนถึงความสัมพันธ์ ซึ่งบอยเล่าว่าสนิทกับนานามาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่สมัยจัดรายการวิทยุด้วยกัน จนถึงปัจจุบันก็ยังติดต่อกันตลอด แต่ยอมรับว่าเพิ่งทราบเรื่องราวปัญหาการเงินของนานาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะเป็นข่าวใหญ่ โดยรู้ก่อนหน้าดีเจดาด้าเพียงเล็กน้อย บอยยืนยันว่าไม่เคยระแคะระคายมาก่อน เพราะไลฟ์สไตล์ของนานาดูปกติ ไม่ได้ฟู่ฟ่าผิดสังเกต และนานาไม่เคยมาขอยืมเงินหรือชวนลงทุน เพราะรู้ว่าบอยไม่ใช่คนสนใจเรื่องธุรกิจ แต่ยอมรับว่าช่วงหลังเห็นนานาดูเครียดและแววตาดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัดแม้จะยิ้มแย้มในไลฟ์สดก็ตาม

 

ทางด้านทนายสวัสดิ์ ตัวแทนของผู้เสียหาย 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ข้าวโพด สมิทธินันท์ เพื่อนสนิทในแก๊งนางฟ้า ได้เล่าถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นว่า นานาได้ไปชักชวนเพื่อนๆ ให้มาร่วมลงทุน โดยอ้างว่ารู้จักกับบุคคลหนึ่งที่ปล่อยเงินกู้และให้ผลตอบแทนดีมาก มีดอกเบี้ยสูงถึง 4-7 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน เพื่อนๆ จึงหลงเชื่อและโอนเงินไปลงทุนผ่านบัญชีของนานาและบัญชีอื่นๆ อีกหลายบัญชี นอกจากนี้ยังมีการชักชวนให้ไปลงทุนในหุ้นด้วย โดยทนายยืนยันว่ารูปแบบนี้คือการชักชวนไป "ลงทุน" เพื่อนำเงินไปปล่อยต่อ ไม่ใช่การที่นานามาขอยืมเงินส่วนตัว ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญมากในทางกฎหมาย เพราะฝ่ายนานาพยายามจะต่อสู้คดีว่าเป็น "การกู้ยืมเงิน" ซึ่งเป็นคดีแพ่ง และอ้างว่าได้จ่ายดอกเบี้ยไปเกินเงินต้นแล้วจึงถือว่าหนี้ระงับ แต่ฝ่ายผู้เสียหายยืนยันว่าเป็น "การฉ้อโกง" เพราะถูกหลอกว่ามีการนำเงินไปลงทุนกับบุคคลที่สามซึ่งไม่มีตัวตนจริง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดเผยข้อมูลจากฝั่งนานาที่ส่งมาโต้แย้ง โดยนานาอ้างว่าทำสัญญารับสภาพหนี้กับข้าวโพดไว้ 70 ล้านบาท แต่ได้จ่ายเงินคืนกลับไปแล้วถึง 71 ล้านบาท ซึ่งในมุมของนานามองว่าจ่ายครบแล้ว แต่ทนายสวัสดิ์โต้แย้งทันทีว่า เงินที่จ่ายกลับมานั้น ผู้เสียหายมองว่าเป็น "ผลตอบแทนจากการลงทุน" หรือเป็น "เหยื่อล่อ" เพื่อให้ตายใจและยอมลงเงินเพิ่มก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะข้าวโพดคนเดียวมียอดเงินโอนออกไปสูงถึง 116 ล้านบาท แม้จะได้กลับมา 71 ล้านบาท แต่ส่วนต่างที่หายไปก็ยังสูงมาก และเงิน 71 ล้านที่ได้รับกลับมานั้น บางส่วนข้าวโพดต้องโอนต่อไปให้ผู้เสียหายรายอื่นตามคำสั่งของนานาด้วย ทำให้เงินไม่ได้อยู่ที่ข้าวโพดจริงๆ

 

เรื่องราวเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีการเปิดเผยถึงพฤติการณ์การ "จับโป๊ะ" โดยทนายสวัสดิ์และหนุ่ม กรรชัย เล่าว่า เมื่อเพื่อนๆ เริ่มทวงถามเงินคืน นานาได้อ้างว่าบัญชีของตนและสามีถูก ปปง. อายัด ทำให้ไม่สามารถเบิกเงินออกมาได้ พร้อมทั้งนำเอกสารที่อ้างว่าเป็นของ ปปง. มาแสดงให้เพื่อนดูในโทรศัพท์ แต่เมื่อเพื่อนๆ ไปตรวจสอบกับทาง ปปง. กลับพบว่าไม่มีการอายัดบัญชีใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโกหก นอกจากนี้ นานายังได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 5 ใบ โดยอ้างว่าเป็นเช็คจาก "นายทุน" ที่นำเงินไปปล่อยกู้ เพื่อค้ำประกันให้เพื่อนสบายใจ แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเช็คชื่อของ "เวย์" สามีของนานา และลายเซ็นที่เซ็นในเช็คก็เป็นลายมือของนานาเอง โดยมีพนักงานบัญชีบริษัทเป็นคนเขียนรายละเอียดในเช็ค ซึ่งเป็นการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อตบตาเพื่อน

 

จุดพีคสำคัญของรายการเกิดขึ้นเมื่อหนุ่ม กรรชัย นำหลักฐานเด็ดออกมาแสดง เป็น "สลิปโอนเงิน" ที่นานาส่งให้ข้าวโพดเพื่อยืนยันว่าได้โอนเงินไปให้นายทุนบุคคลที่สามแล้ว โดยเมื่อนำสลิป 2 ใบที่โอนต่างวันและต่างยอดเงิน (ใบหนึ่ง 1.9 ล้าน อีกใบ 9.8 แสน) มาเทียบกัน ปรากฏว่า "รหัสอ้างอิง" (Reference Number) บนสลิปทั้งสองใบเป็นเลขชุดเดียวกันทุกตัวอักษร ซึ่งในทางเทคนิคเป็นไปไม่ได้ที่การทำธุรกรรมคนละครั้งจะมีรหัสอ้างอิงซ้ำกัน หลักฐานนี้ชี้ชัดว่ามีการปลอมแปลงสลิปเพื่อหลอกลวงผู้เสียหายว่ามีการนำเงินไปลงทุนจริง ทั้งที่ความจริงเงินอาจจะไม่ได้ถูกโอนไปไหน หรือถูกนำไปใช้ส่วนตัว

 

ในช่วงท้ายรายการ ได้มีการโฟนอินสัมภาษณ์สด ข้าวโพด สมิทธินันท์ ผู้เสียหายที่เป็นเพื่อนสนิทของนานา ข้าวโพดเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่ารักและไว้ใจนานามาก เปรียบเสมือนคนในครอบครัว รู้จักกันมา 8 ปี สนิทกันจนถึงขั้นลูกๆ เรียนที่เดียวกันและเป็นเพื่อนรักกัน จุดเริ่มต้นคือเห็นนานาเป็นคนขยันทำธุรกิจ จึงยอมร่วมลงทุนด้วยเมื่อนานามาชักชวน โดยนานาอ้างชื่อบุคคลต่างๆ (เช่น นางนก นางหนู) ว่าเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นชื่ออุปโลกน์ ข้าวโพดทำหน้าที่เป็นเหมือนเลขาส่วนตัว ช่วยจดบันทึกยอดเงินต่างๆ ให้นานา ช่วงแรกได้ผลตอบแทนดี 7% แต่ต้องรีบโอนเงินลงทุนเพิ่มทันทีที่ได้คืนมา เพราะนานาจะกดดันว่ามีลูกค้ามารอแล้ว

 

ข้าวโพดเล่าถึงความเจ็บปวดว่า ช่วงที่นานาอ้างว่าถูก ปปง. อายัดบัญชี ตนสงสารเพื่อนมาก ถึงขนาดให้ยืมบัตรเครดิตไปใช้ และยังไปขอยืมเงินจากน้าของตัวเองมาให้นานาใช้อีก 5 ล้านบาท จนตอนนี้ตัวเองต้องเป็นหนี้แทน เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างหนัก เงินเก็บที่หามาทั้งชีวิตตั้งแต่อายุ 15 หายไปหมด เคยปรึกษากับสามีถึงขั้นจะให้ลูกลาออกจากโรงเรียนอินเตอร์เพราะเกรงว่าจะส่งเสียไม่ไหว แต่สามียืนกรานว่าจะยอมขายทรัพย์สินทุกอย่างเพื่อรักษาไลฟ์สไตล์และความสุขของลูกไว้ เมื่อเห็นภาพนานาถูกจับกุม ข้าวโพดและสามีถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ ไม่คิดว่าเพื่อนรักจะทำกันได้ลงคอ ส่วนเรื่องสามีของนานาจะรู้เรื่องหรือไม่ ข้าวโพดให้ความเห็นส่วนตัวว่า สามีภรรยาที่ทำธุรกิจร่วมกันและนอนเตียงเดียวกัน เป็นไปได้ยากที่จะไม่รู้เรื่องสถานะทางการเงินของครอบครัว

 

ในตอนจบ ทนายแก้วได้วิเคราะห์ข้อกฎหมายว่า คดีนี้เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน มีโทษจำคุก 5-10 ปี และหากมีการกระทำผิดหลายครั้ง (ต่างกรรมต่างวาระ) โทษจะถูกนำมาเรียงกัน ซึ่งอาจทำให้ติดคุกยาวนาน และหากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ทรัพย์สินต่างๆ อาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด และหากล้มละลายจากการทุจริต จะไม่สามารถปลดล้มละลายได้ใน 3 ปีเหมือนคดีทั่วไป ซึ่งบทสรุปของเรื่องนี้ต้องรอการพิจารณาจากศาลและการประกันตัวของนานาต่อไป


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#นานาไรบีนา#ไฮโซข้าวโพด