หญิง อายุ 47 ปี ลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง เดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับทีมสายไหมต้องรอด อ้างว่าตกเป็นเหยื่อเพจหมอดูชื่อดังที่มาหลอกทำพิธี จนสูญเสียเงินกว่า 40 ล้านบาท
ผู้เสียหาย เล่าว่า ปัญหาเริ่มต้นเมื่อ 6 ปีก่อน หลังจับได้ว่าสามีนอกใจและมีการทำร้ายร่างกายจนเกิดความทุกข์ใจ กระทั่งมีเพื่อนแนะนำให้ไปดูดวง จึงค้นหาจนพบเฟซบุ๊กของหมอดูรายหนึ่ง ก่อนจะติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์
ช่วงแรกเป็นการดูดวงทั่วไป โดยหมอดูขอวันเดือนปีเกิด พร้อมให้จุดเทียนและทำพิธีบางอย่าง ก่อนทำนายเรื่องต่างๆ ได้ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ตนเริ่มเชื่อถือ แม้กระทั่งการทำนายว่าญาติจะเสียชีวิตภายในปีนั้น ซึ่งต่อมาญาติก็เสียชีวิตจริง
ต่อมาหมอดูส่งน้ำมันพรายมาให้ โดยอ้างว่าเป็นของมงคล ใช้อาบ กิน หรือใช้เสริมเสน่ห์เพื่อให้สามีกลับมา แต่หลังได้อาบน้ำมันพราย ตนฝันเห็นผีถึง 2 ครั้ง และเห็นผีเดินอยู่ภายในบ้าน เมื่อนำเรื่องไปเล่าให้หมอดูฟังก็ได้รับคำตอบว่า อาจเป็นวิญญาณที่มาเอาส่วนบุญ เพราะตนทำบุญให้จำนวนมาก
ภายหลังหมอดูอ้างว่า สามีจะไม่กลับมาแล้วเพราะเป็นคนไม่ดี และดวงของตนควรจะดีกว่านี้ จึงเปลี่ยนจากการทำพิธีเรียกสามีกลับมา เป็นการทำพิธีเปลี่ยนดวงแทน โดยอ้างว่าระหว่างประกอบพิธีต้องมีการจุดเทียน สวดบูชา และให้จัดหาของไหว้ เช่น หัวหมู ผลไม้ ดอกไม้ ธูป เทียน และหมากพลู แม้ตนจะขอภาพถ่ายการประกอบพิธี แต่ไม่เคยได้รับภาพใด ๆ กลับมา พร้อมทั้งถูกข่มขู่ว่าหากไม่ทำพิธีอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต ทำให้เกิดความหวาดกลัวและยอมทำตาม
ตลอดระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง มีการจ่ายเงินค่าทำพิธีและค่าแก้เคล็ดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ถูกอ้างว่า “ผิดครู” ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 70,000 บาทต่อ 1 พาน ไหว้ครู อีกทั้งเขายังยืนยันว่า หากไม่ทำพิธีจะเกิดปัญหาสุขภาพ ดวงตก ดวงแตก หรือมีสิ่งไม่ดีเข้าตัว
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่อ้างตัวเป็นหมอดูโทรศัพท์มาพูดคุย ลักษณะเสียงเหน่อ ๆ โดยย้ำว่าจำเป็นต้องทำพิธี ไม่เช่นนั้นจะยิ่งเกิดผลเสีย ทำให้ตนเกิดความหวาดกลัวอย่างหนัก ถึงขั้นตัวสั่น ร้องไห้ตลอดเวลา และพยายามหาเงินมาโอนให้ตามที่ถูกเรียกร้องวันเว้นวัน ครั้งละตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
ผู้เสียหายยอมรับว่า เงินกว่า 40 ล้านบาทที่โอนให้หมอดูนั้น เป็นเงินส่วนตัวเพียง 2 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการหยิบยืมจากผู้อื่น รวมถึงนำทองคำไปขายและจำนำ โดยหมอดูยังแนะนำให้ไปขอยืมเงินจากคนรอบตัว และชี้ช่องทางต่าง ๆ ในการหาเงินมาใช้จ่ายค่าพิธี
ที่ผ่านมาตนยังคงเชื่อใจ เนื่องจากหมอดูเคยโอนเงินคืนบางส่วนให้ ทำให้เชื่อว่าหากโอนเงินไปก่อนจะได้รับเงินคืนในภายหลัง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและไม่สามารถหาเงินได้อีก ตนพยายามปฏิเสธไม่ทำพิธีต่อ แต่หมอดูกลับยืนยันว่าหยุดไม่ได้ เพราะจะทำให้ชีวิตติดขัดตลอดไป ไม่มีใครเหลืออยู่ข้างกาย
ตนเคยคิดทำร้ายตัวเองหลายครั้ง รวมกว่า 10 ครั้ง และในช่วงปลายปี 2568 ถึงขั้นไปซื้อสารพิษต่าง ๆ มาเตรียมไว้ ขณะที่หมอดูยังคงพยายามเรียกเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท แต่ตนไม่สามารถหาให้ได้
ในปี 2568 ได้ตัดสินใจเปลี่ยนบัตรประชาชน แต่หลังได้รับบัตรใหม่ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็ยังถูกโทรศัพท์กดดันให้หาเงิน โดยให้โกหกคนในครอบครัวว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้นอกระบบและกำลังถูกคุกคาม เพื่อให้หาเงินมาโอนคืน แต่ตนเริ่มมีสติและคิดว่าถูกหลอก จึงตัดสินใจยุติการติดต่อกับหมอดู
จากนั้น เพื่อนของพี่อีกคนนึงแนะนำให้รู้จักกับชายคนหนึ่งที่อ้างตัวเป็นตำรวจ บอกว่าเป็นนายดาบ สังกัด สน. หัวหมาก ก่อนพาไปพบผู้กองที่ สน. ประเวศ ซึ่งมีการพูดคุยเกี่ยวกับคดี โดยแจ้งว่าคดีลักษณะนี้ต้องดำเนินการผ่านกองปราบปราม และหากไม่มีคนรู้จักอาจดำเนินการได้ยาก
ตำรวจที่อยู่ภายในสถานีไม่ได้เรียกรับเงินใด ๆ แต่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกิดจาก คนที่อ้างว่าเป็นดาบตำรวจเป็นคนขอ อ้างว่าเอกสารคดีมีจำนวนมาก ต้องใช้ค่าถ่ายเอกสาร 2,000 บาท และขอเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงหลักหมื่นบาท รวมถึงอ้างว่าต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตามตัวหมอดู เนื่องจากผู้เสียหายมีที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา
นอกจากนี้ ยังอ้างว่ามีการส่งชุดสืบสวนไปเฝ้าติดตามและเข้าพบผู้ถูกกล่าวหา เพื่อเจรจาให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายก่อนออกหมายเรียก รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่าง ๆ โดยระบุว่าคดีจะแล้วเสร็จภายใน 45 วัน ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่ากำลังอยู่ในกระบวนการดำเนินคดีตามปกติ ค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บทั้งหมดรวมประมาณ 130,000 บาท และมีการเรียกเงินในลักษณะวันเว้นวันอย่างต่อเนื่อง
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงิน บัญชีธนาคาร และพยานหลักฐานการโอนเงินทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน หรือความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินทุกบัญชี
ขณะเดียวกัน ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี หากพบว่ามีการแอบอ้างหรือเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
พร้อมกันนี้ หน่วยงานรัฐควรประชาสัมพันธ์เตือนประชาชน ให้ระมัดระวังการหลงเชื่อคำทำนายหรือพิธีกรรมที่มีการเรียกเก็บเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีที่มีการข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว หรืออ้างว่าสามารถแก้เคราะห์ แก้กรรม หรือเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันอีก