จากกรณีหญิง อายุ 38 ปี ร้องเรียนว่าถูกเพื่อนบ้านซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความทำร้ายร่างกายด้วยการรัวหมัดต่อหน้าลูกชายวัย 5 ขวบ จนได้รับบาดเจ็บ ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดใจจากทนายความ อายุ 43 ปี ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมของตนเอง พร้อมยืนยันว่าจะนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
โดยเปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุช่วงเย็น หลังเสร็จจากงาน ตนได้เดินทางไปซื้ออาหารสดที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน มูลค่าประมาณ 1,000 บาท เพื่อนำกลับมาทำอาหารให้ภรรยาทาน เพราะภรรยาบอกว่าอยากกินอาหารฝีมือตน ระหว่างที่จอดรถเพื่อขนของบริเวณถนนส่วนกลาง ชิดเขตหน้าบ้าน ตนสังเกตเห็นรถคู่กรณีขับถอยเข้ามาประชิดในระยะที่ตนมองว่าไม่ปลอดภัย ทั้งที่อีกฝ่ายก็มองเห็นว่าตนกำลังยืนอยู่บริเวณดังกล่าว
ประกอบกับก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนเคยเดินทางไปลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับพฤติกรรมการขับรถของคู่กรณีไว้แล้ว ซึ่งเคยขับรถจะชนตนมาแล้ว ทำให้ในขณะนั้นเกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัย ตนจึงนำรังใส่ของมาวางกั้นไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนว่ามีสิ่งกีดขวางและป้องกันไม่ให้รถเข้ามาใกล้ ก่อนจะรีบขนอาหารสดเข้าไปภายในบ้าน
อย่างไรก็ตามระหว่างนั้นเกิดเสียงดังโครมขึ้น เนื่องจากรถของคู่กรณีขับทับรังอาหารสดที่จะนำมาประกอบอาหารให้ภรรยาจนได้รับความเสียหาย ตนจึงเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ.ให้เข้ามาช่วยระงับเหตุ แต่ทางคู่กรณีพูดว่า มึงนั่นแหละเอาลังมาเตะโดนรถกู และคำพูดเหยียดยามอีกมากมาย ทำให้เหตุการณ์บานปลายก่อนจะเกิดการโต้เถียง และตนทำร้ายร่างกายเขา
ซึ่งตนยืนยันไม่ได้วางกล่องโฟมแกล้งคู่กรณี ซึ่งตนมองว่าเขาเป็นคนถอยรถมาชนทรัพย์สินของตน แล้วก็ยังด่าตนไม่หยุด ทั้งนี้จุดที่เขาจอดรถนั้น ไม่ใช่หน้าบ้านของเขา เป็นบ้านซึ่งไม่มีใครอยู่ แล้วตัวเขาก็มาจอดบริเวณนี้ประจำเกือบทุกวัน ทั้งที่ไม่ใช่หน้าบ้านของเขา เรื่องนี้ตนก็มีการร้องเรียนมาแล้ว
ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่าตนมีเจตนานำกล่องหรือลังใส่ของมาวางขวางทางเพื่อกลั่นแกล้งคู่กรณี ตนยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับคู่กรณีเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลหรือเจตนาที่จะต้องไปกลั่นแกล้งกัน เพียงจะเอาลังมากั้นไว้เพื่อความปลอดภัย หลังจากเห็นรถเขาถอยมาลักษณะจะเบียดตน และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งของที่นำมาวางเป็นลังใส่อาหารสดที่ตนเพิ่งซื้อมาในราคาประมาณ 1,000 บาท เพื่อเตรียมนำกลับไปทำอาหารให้ครอบครัว จึงไม่มีเหตุผลที่จะนำอาหารของตัวเองไปวางขวาง เพื่อให้เกิดความเสียหายด้วยตัวเอง
สำหรับภาพและคลิปเหตุการณ์ที่ถูกนำไปเผยแพร่ คลิปดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน อีกทั้งมองว่าการนำข้อมูลส่วนบุคคลออกมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม และมีลักษณะการปรับช่วงเวลาของคลิปจนทำให้เหตุการณ์ดูยาวนานหรือรุนแรงเกินกว่าความเป็นจริง เรื่องนี้ตนอยู่ระหว่างตรวจสอบ และข้อมูลไหนเป็นเท็จตนก็จะดำเนินคดีตามข้อกฎหมาย
ตนอยากจะฝากถึงประชาชนมากกว่า ตนรู้สึกเสียใจและขอโทษประชาชนต่อภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปรากฏออกไป พร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพล และที่ผ่านมาใช้ชีวิตประกอบอาชีพโดยสุจริตมาโดยตลอด ไม่สนับสนุนความรุนแรง
ทั้งนี้กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวิชาชีพทนายความนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงข้อพิพาทส่วนบุคคลระหว่างเพื่อนบ้าน ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร สถาบันวิชาชีพทนายความ หรือกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด และตนก็ไม่เคยเอาคำว่าทนายความมาแอบอ้างทุกกรณี การที่นำคำว่าทนายความมาเป็นหัวข้อลงข่าวนั้นเป็นการสร้างกระแสเพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งตนประกอบอาชีพทนายความด้วยความสามารถ และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความมานานกว่า 15 ปี
สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ ตนจะนำภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงคลิปเสียงที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพิสูจน์เจตนาของคู่กรณีตามขั้นตอนของกฎหมาย
ทั้งนี้ตนจะดำเนินคดีกับทางนิติหมู่บ้านในวันที่ 13 ก.ย.ที่มาถ่ายตนโดยไม่ขออนุญาต ในความผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 คุกคาม ก่อความเดือนร้อน อีกทั้งมีเจตนาหมิ่นประมาทตน กล่าวหาว่าผมเป็นผู้ต้องหา เพราะศาลยังไม่ได้ตัดสิน ตนยังเป็นผู้บริสุทธิ์
ในเหตุการณ์ครั้งนี้ตนก็ได้รับความเสียหายและได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกันมีการไปพบแพทย์ เพื่อไปตรวจร่างกาย โดยแพทย์ลงความเห็นอาการบาดเจ็บ กล้ามเนื้ออักเสบที่บริเวณขมับขวา แก้มขวา คาง แขนขวา และเท้าขวา ทั้งนี้ก็ยังมีทรัพย์สินย์เสียหายมีเสื้อคอปกเสียทรง และสร้อยคอทองคำหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ เส้นทองบิดเบี้ยว รวมถึงรองเท้าก็ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ในเรื่องข้อกฎหมายให้เป็นไปตามกระบวนการของพนักงานสอบสวน สภ.บางศรีเมือง
ส่วนประเด็นของชาวบ้านที่ทยอยต่างออกมาให้สัมภาษณ์สาเหตุที่เกลียดชังตน เพราะว่าหลังจากที่ตนมาอยู่บ้านนี้เมื่อปี 2561 ช่วงกลางปี ตนได้เคยร้องเรียนเรื่องของเพื่อนบ้านเสียงดัง ทำให้คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทุกคนรวมตัวไม่ชอบตน และได้มีการมารุมด่าขับไล่ตนให้ออกจากหมู่บ้านและอ้างว่า “ออกไปได้แล้ว ทุกคนเกลียดมึงหมดแล้ว” ซึ่งตนก็ยืนยันว่าตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับทุกคนที่มาขับไล่ตน
ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางเข้าพบนายธนินท์ธร ภูมราช หรือทนายกาย สมาชิกสภาเทศบาลเมืองท่าอิฐ รองประธานสภาทนายความจังหวัดนนทบุรี เพื่อสอบถามประเด็นของทนายความในเรื่องดังกล่าว ทนายกาย กล่าวว่า หลังจากทราบข่าว รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอาชีพเป็นทนายความ ซึ่งตนก็รู้จักเป็นการส่วนตัวมานานพอสมควร จึงได้โทรคุยกับเขา เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังจากพูดคุยส่วนตัวแล้วตนมองว่าเรื่องนี้เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่ได้อ้างวิชาชีพทนายความแล้วเอาไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งข่าวที่ออกไปทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในอาชีพทนายความ จึงอยากฝากว่าอย่าเหมารวมทนายความ เพราะทนายความนั้นไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ทนายความเป็นผู้ใช้กฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนประชาชนทุกคน
อย่างไรก็ตามในเรื่องดังกล่าว นั้นจะเป็นไปตามกระบวนกฎหมายของพนักงานสอบสวน ส่วนเรื่องของมรรยาทนายความ ผู้เสียหายสามารถเดินทางเข้ามาร้องเรียนที่สภาทนายความจังหวัดนนทบุรีได้ ซึ่งตนดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานผู้เสียหายสามารถเข้ามาร้องเรียนได้ หรือไปร้องเรียนสภาทนายความส่วนกลางก็ได้เช่นเดียวกันจะมีคนรับเรื่องและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป