วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ที่วัดไร่ขิง จ.นครปฐม ไวยาวัจกรวัดไร่ขิง ซึ่งเป็นกำนันตำบลไร่ขิง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของวัดว่า ขั้นตอนการเบิกเงินจากบัญชีวัดจะต้องมีผู้ร่วมลงนามอย่างน้อย 2 ใน 3 คน จากกลุ่มเจ้าอาวาส พระผู้ช่วยเจ้าอาวาสกว่า 10 รูป และไวยาวัจกรจำนวน 3 คน โดยทุกครั้งต้องแนบใบสั่งจ่าย ไม่มีการเซ็นลอยแต่อย่างใด บางครั้งกรรมการวัดจะเป็นผู้ยื่นเรื่องเบิกเงิน ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนเดียวกัน
เมื่อสอบถามถึงวงเงินในการเบิกจ่าย ไวยาวัจกรระบุว่ามีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาท แต่ไม่เคยเกิน 10 ล้านบาท หากยอดเบิกเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารจะมีการโทรตรวจสอบความถูกต้องก่อนจ่ายทุกครั้ง
สำหรับประเด็นการถูกอายัดบัญชีจากสำนักงานพระพุทธศาสนา ไวยาวัจกรบอกว่าไม่ทราบเรื่อง เพราะตนดูแลเพียง 4-5 บัญชีเท่านั้น ขณะที่บัญชีรวมทั้งหมดของวัดมีมากกว่า 10 บัญชี
ไวยาวัจกรยังกล่าวด้วยว่า ตลอดช่วงหลังโควิด รายรับของวัดลดลง แต่รายจ่ายยังคงมากเหมือนเดิม รายได้จากค่าเช่าแผงในงานประจำปีครั้งล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งนำมาใช้ในกิจกรรมพัฒนาวัด ส่วนกรรมการวัดมีหน้าที่ช่วยงานปีต่อปี โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำเพียง 2 คนเท่านั้น
เมื่อถามถึงความกังวลในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย ไวยาวัจกรยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยถือเงินสดของวัด และ 5 บัญชีที่ดูแลก็ไม่มีเงินถึงหลักร้อยล้าน โดยอดีตเจ้าอาวาสเป็นผู้มีสิทธิ์สั่งการในทุกบัญชี เชื่อว่าเงินที่โอนออกไปจำนวนมากน่าจะเป็นเงินส่วนตัว เพราะหากเป็นเงินวัด ตนต้องรับรู้ด้วย
ส่วนกรณีชื่อบุคคลภายนอกที่ถูกพาดพิงในข่าวว่าเกี่ยวข้องกับการโอนเงิน ไวยาวัจกรระบุว่าไม่รู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อน ทราบเรื่องเพียงจากสื่อเมื่อวานนี้เท่านั้น สำหรับคนขับรถที่มีความใกล้ชิดกับอดีตเจ้าอาวาส เป็นญาติห่าง ๆ และทำหน้าที่ขับรถให้มานานกว่า 10 ปี
สุดท้าย ไวยาวัจกรกล่าวด้วยความตกใจว่า ไม่เข้าใจว่าเงินวัดที่มีอยู่น้อย กลับมีการโอนออกไปถึงหลักร้อยล้านบาท และยืนยันว่า 5 บัญชีที่ตนดูแลไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด