มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ชาวบ้านบุกโหนกระแส จี้ถาม "เงินวัดอยู่ไหน" หลังวัดดังพระประแดงอ้างไม่มีเงินจัดงาน อ้างมีรายได้ค่าเช่าปีละหลายล้าน


ข่าวด่วน
28 ตุลาคม 2569407
ชาวบ้านบุกโหนกระแส จี้ถาม "เงินวัดอยู่ไหน" หลังวัดดังพระประแดงอ้างไม่มีเงินจัดงาน อ้างมีรายได้ค่าเช่าปีละหลายล้าน

 

รายการโหนกระแสวันนี้ เป็นเรื่องราวของชาวบ้านบางส่วน ที่อยู่รอบวัดครุใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ต้องการเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสด้านการเงินของวัด  อ้างมีข้อสงสัยมานานเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่เจ้าอาวาสอาพาธ และรองเจ้าอาวาสขึ้นมาดูแลแทน

 

โดยคำบอกเล่าจากชาวบ้าน เล่าว่า เจ้าอาวาสปัจจุบันอายุ 89 ปี อาพาธมานาน พูดไม่ได้ มือสั่น และมีรองเจ้าอาวาสมารักษาการแทน ซึ่งชาวบ้านอ้างว่า ไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่  18. ต.ค.ที่ผ่านมามีการประชุมเพื่อจัดงานวัด ชาวบ้านและกรรมการชุมชนราว 200–300 คน มาประชุมเพื่อเตรียมจัดงาน แต่วัดแจ้งกับชาวบ้านว่า ไม่มีงบประมาณ หากวัดลงทุนเองจะขาดทุน จึงขอให้ชาวบ้านช่วยกันเป็นเจ้าภาพและออกค่าใช้จ่าย ทำให้ชาวบ้านบางส่วนตั้งข้อสงสัยว่า เงินของวัดไปไหน  เพราะที่ผ่านมา ก่อนที่รองเจ้าอาวาสเข้ามาดูแล วัดได้ใช้งบประมาณจัดงานเอง และชาวบ้านจะเข้าไปช่วยเท่านั้น 

 

ชาวบ้านยังเปรียบเทียบว่า ในอดีตเมื่อวัดจัดงาน จะมีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยชาวบ้าน ครู และพระร่วมกันนับเงิน และติดป้ายแจ้งรายรับรายจ่ายไว้หน้าโบสถ์ แต่ช่วง 10 ปีหลังไม่มีการประกาศลักษณะนี้ ไม่มีการแจ้งว่าใครเป็นไวยาวัจกร ไม่มีเลขบัญชีวัดติดประกาศ และผู้บริจาคไม่ได้รับใบอนุโมทนาบัตร

 

อีกเรื่องหนึ่งคือค่าใช้จ่ายงานศพ ซึ่งมีรายการค่าศาลา ค่าเมรุ ค่าน้ำมันเผา ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเครื่องเสียง และค่าเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านระบุว่าเจ้าภาพหลายรายโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของบุคคลราว 3–4 คนที่ทำหน้าที่คล้ายเจ้าหน้าที่วัด ไม่ใช่บัญชีของวัด และนำสลิปโอนเงินมาแสดงประกอบ

 

ชาวบ้านยังอ้างด้วยว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาดูแลศาลาและงานต่าง ๆ ภายในวัดทั้งหมด ทั้งงานศพและงานบวช เมื่อจบงานจะออกเป็นใบแจกแจงรายการแทนใบเสร็จรับเงินของวัด เช่น ค่าน้ำมันเผาศพ 4,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 4,000 บาท (คืนละ 1,000 บาท สำหรับงาน 3 คืน 4 วัน) ค่าเครื่องเสียงวันละ 500 บาท รวม 2,000 บาท ค่าโกศใบละ 200 บาท รวม 600 บาท ค่าโกศทอง 1,000 บาท ค่าเจ้าหน้าที่ 2 คน 2,400 บาท และยังมีค่าบำรุงห้องเก็บของซึ่งเจ้าภาพเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่าย

 

สิ่งที่ชาวบ้านติดใจคือ เจ้าภาพแทบทุกรายถูกให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของผู้เขียนบิล ไม่ใช่บัญชีวัด โดยมีหลักฐานเป็นสลิปโอนเงินยอด 8,550 บาท ที่มีผู้ส่งเข้ามาทางเพจ และพบว่ามีผู้รับเงินในลักษณะนี้ราว 3-4 คน ขณะที่หลายวัดจะรวบรวมเงินเข้าบัญชีวัดหรือเหรัญญิกก่อน แล้วจึงแบ่งจ่ายให้เจ้าหน้าที่ภายหลัง

 

ชาวบ้านยังระบุว่า ไม่เคยเห็นหรือรู้ว่าวัดมีบัญชีวัดหรือไม่ และวัดไม่เคยแจกแจงรายรับรายจ่าย แม้แต่การเปิดรับทำบุญปูกระเบื้องศาลา ก็ให้นำเงินสดมาจ่ายที่วัด โดยไม่เคยติดเลขบัญชีวัดให้ผู้ทำบุญ 

 

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังตั้งคำถามถึงรายได้ของวัด โดยระบุว่ามีผู้เช่าห้องในที่ดินวัดกว่า 100 หลังคาเรือน จ่ายค่าเช่าคนละประมาณ 15,000–18,000 บาทต่อปี มีรายได้จากลานจอดรถเดือนละกว่า 50,000 บาท และจากวินจักรยานยนต์อีกหลักแสนบาทต่อปี รวมถึงเงินกฐินและผ้าป่า ชาวบ้านประเมินว่าวัดน่าจะมีรายได้ปีละ 5–6 ล้านบาท ทั้งนี้ในวันประชุม ชาวบ้านถามว่าวัดมีไวยาวัจกรหรือกรรมการวัดหรือไม่ แต่กลับไม่คำตอบชัดเจน

 

ทางรายการพยายามติดต่อรองเจ้าอาวาสวัด เพื่อขอคำชี้แจง ครั้งแรกท่านรับปากว่าจะพูดและอยากให้พระเถระผู้ใหญ่รับทราบด้วย แต่เมื่อโทรซ้ำ ท่านแจ้งว่ากำลังฉันภัตตาหาร ต่อมาแจ้งว่าติดกิจนิมนต์ และสุดท้ายปิดโทรศัพท์

 

ขณะที่ อ.จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการด้านศาสนา  ได้แจ้งกับรายการโหนกระแสว่า เลขานุการเจ้าคณะตำบลได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องนี้ แต่ระหว่างนี้อยู่ในช่วงออกพรรษา ต้องรอให้เสร็จจากงานช่วงนี้ก่อน และขอไม่ให้สัมภาษณ์และแจ้งเพียงว่า เพิ่งมารับตำแหน่งได้ประมาณปีเศษๆ 

 

ขณะที่ ดร. ประยุทธ  ประเทศเสนา  รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม หรือมหาหมี อธิบายว่า ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 เมื่อเจ้าอาวาสอาพาธจนปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เจ้าคณะตำบลมีหน้าที่ต้องเข้ามาแก้ไข ด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส หรือมอบหมายพระเข้ามาดูแล

 

การที่รองเจ้าอาวาสดูแลพระภิกษุสามเณรแทนเจ้าอาวาสไม่ใช่ปัญหา แต่หากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินวัด ต้องมีไวยาวัจกรตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) ซึ่งกำหนดให้ไวยาวัจกรเป็นคฤหัสถ์ชาย อายุ 20 ปีขึ้นไป นับถือพระพุทธศาสนา ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าอาวาส 

ส่วนกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศาสนสมบัติของวัด ปี 2564 กำหนดให้ผู้เบิกเงินวัดมี 3 คน คือ เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และบุคคลที่สาม ซึ่งที่อ้างว่า มีผู้หญิงดูแลการเงินทำได้ไหม ทำได้ แต่ต้องทำหน้าที่บุคคลที่สามได้ และต้องเบิกร่วมกับเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร และต้องประกาศให้ทราบทั่วกัน ขณะที่วัดแห่งนี้ไม่เคยประกาศ ชาวบ้านไม่รู้ว่าใครเป็นไวยาวัจกรมานานถึง 10 ปี

 

ทั้งนี้ชาวบ้านให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่า  ไวยาวัจกรคนเดิมได้ออกบวชไปทำให้ มหาหมี กล่าวต่อว่า เมื่อบวชเป็นพระย่อมพ้นจากตำแหน่งทันที วัดต้องตั้งผู้รักษาการและสรรหาคนใหม่ แม้กฎหมายจะไม่บังคับทุกวัดต้องมีไวยาวัจกร แต่หากปล่อยให้ไม่มีผู้ดูแลเงินวัดนาน ๆ ย่อมเสี่ยงถูกครหาเรื่องยักยอกเงิน

 

มหาหมี ยังชี้ว่า เงินสดที่วัดกันไว้ราว 1 แสนบาทสำหรับค่าน้ำค่าไฟและค่าใช้จ่ายทั่วไป หากหมดถือว่าไม่ผิด แต่หากเงินในบัญชีวัดหมด ต้องตรวจว่านำไปใช้สร้างโบสถ์ วิหาร หรือศาลาจริงหรือไม่

 

ศาลฎีกาเคยวางหลักไว้ว่า การเบิกจ่ายที่ผิดระเบียบแต่นำไปใช้ในกิจการวัด โดยไม่มีผู้ใดได้ประโยชน์ส่วนตัว ถือว่าผิดระเบียบแต่ไม่ผิดอาญา ทว่าหากเงินไหลเข้าบัญชีฆราวาส บัญชีพระ หรือบัญชีที่ไม่เกี่ยวกับวัด ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่อาจเข้าข่ายยักยอกทรัพย์

 

และถ้ารองเจ้าอาวาสไม่ชี้แจง ท่านต้องถูกตรวจสอบใน 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือพระธรรมวินัย เนื่องจากมีชาวบ้านกล่าวถึงเรื่องผู้หญิง ซึ่งแม้อาจเป็นการใส่ร้าย อาจไม่จริงก็ได้ คณะสงฆ์ก็ต้องตั้งกรรมการสอบ เรื่องที่สอง คือการกล่าวหาว่า มีการยักยอกทรัพย์คือทำตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และกฎหมายอาญาฐานยักยอกทรัพย์ โดยจะไล่ตรวจเส้นทางการเงินย้อนไปตั้งแต่เจ้าอาวาสเริ่มอาพาธจนถึงปัจจุบัน 

และตามกฎกระทรวงปี 2564 วัดต้องทำบัญชีทรัพย์สิน บัญชีผู้เช่าที่ธรณีสงฆ์ และบัญชีรายรับรายจ่าย แล้วรายงานต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาทุกเดือนมีนาคม แต่ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ขอดูบัญชีวัดโดยตรง ต้องผ่านคณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาเท่านั้น

 

ด้านอ.จตุรงค์ กล่าวเสริมตรงนี้ด้วยว่า คือ คสช.เคยบังคับใช้แล้ว เรื่องให้วัดต้องยื่นบัญชี แต่ปีนี้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่  ได้ประกาศเป็นวาระเร่งด่วน ขอให้ทุกวัดนำเงินกฐิน ผ้าป่า เงินบริจาค และรายได้ของวัด เข้าบัญชีวัดเท่านั้น ห้ามเก็บไว้ในตู้เซฟหรือโอนเข้าบัญชีอื่น มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายยักยอกทรัพย์ของวัด

 

มหาหมี มองว่า ปัญหานี้เกิดจากความล่าช้า 3 ฝ่าย คือ คณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนา และตัววัดเอง โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีนิติกรอยู่แล้ว ควรลงพื้นที่พูดคุยกับวัดและชาวบ้าน หากพบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ต้องส่งเรื่องให้คณะสงฆ์ตรวจสอบ ขณะเดียวกัน มหาเถรสมาคมก็มีมติในช่วงปี 2568-2569 ให้พระสังฆาธิการกวดขันพื้นที่ในปกครองอย่างเข้มงวด

 

นอกจากนี้ชาวบ้านเผยว่า เคยยื่นเรื่องต่อตำรวจสอบสวนกลางและส่งข้อมูลไปแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เมื่อติดต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เรื่องถูกส่งต่อไปยังเจ้าคณะตำบล แต่ได้คำตอบว่าไม่มีหลักฐาน จึงดำเนินการต่อไม่ได้

 

มหาหมี ย้ำว่า  เรื่องนี้ตรวจสอบได้ตามกฎหมายและพระธรรมวินัย พร้อมแนะนำให้ชาวบ้านรวบรวมหลักฐานส่งไปยังคณะสงฆ์ และคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ชุดของ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งมีกลไกระดับจังหวัดคอยประสานระหว่างคณะสงฆ์กับชาวบ้านและขอฝากไว้ว่า วัดกับชาวบ้านต้องอยู่ร่วมกัน หากตรวจสอบแล้วพระไม่ผิด ชาวบ้านต้องยอมรับ แต่ท่านต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบเสียก่อน


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#เงินวัด#รองเจ้าอาวาส