วันนี้ (11 ต.ค.69) หญิง อายุ 54 ปี ชาว ต.ชุมแสง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้นำเหรียญ 1 บาทและ 5 บาท น้ำหนักรวมประมาณ 2 กิโลกรัม และธนบัตรฉบับละ 1,000 บาทบางส่วน รวมเป็นเงิน 10,000 บาท ห่อด้วยผ้าขาว เดินทางไปที่ว่าการอำเภอนางรอง เพื่อขอให้ทางศูนย์ดำรงธรรมช่วยประสานไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน หลังได้รับหนังสือจากสำนักงานบังคับคดี ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดบ้านและที่ดินของตนเพื่อชำระหนี้ โดยมีนายจักร์กฤษ ร่วมกูล ปลัดอำเภอฝ่ายศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่อง
หญิงคนดังกล่าว เล่าด้วยความทุกข์ใจว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 ตนซื้อรถกระบะในชื่อตัวเอง ราคา 840,168 บาท ผ่อนชำระทั้งหมด 84 งวด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกชายใช้ขับไปทำงาน แต่สามารถผ่อนชำระได้เพียง 9 งวด ก่อนจะค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 10 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 11 มี.ค.66 เนื่องจากลูกชายขับรถไปประสบอุบัติเหตุ ทำให้ภรรยาได้รับบาดเจ็บ ส่วนลูกชายไม่ได้รับอันตราย ก่อนตัดสินใจนำรถยนต์คันดังกล่าว ส่งคืนให้บริษัทไฟแนนซ์ แต่ปัญหาหนี้สินไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อบริษัทไฟแนนซ์ ยื่นฟ้องต่อศาล เมื่อวันที่ 16 ก.พ.69 โดยเรียกค่าเสียหายประมาณ 670,000 บาท
หญิงคนดังกล่าว กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีเอกสารและจดหมายส่งมาที่บ้านหลายฉบับ แต่ตนอ่านหนังสือไม่ค่อยออก จึงไม่เข้าใจรายละเอียดในเอกสาร กระทั่งทราบว่าศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 6 ก.ค.69 ให้ชำระหนี้กว่า 300,000 บาท ทำให้รู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะไม่มีเงินก้อนไปชำระ
ล่าสุดยังได้รับหนังสือจากสำนักงานบังคับคดีให้ติดต่อภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ โดยมีการดำเนินการเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีการประเมินราคาไว้ 365,144 บาท ทำให้กังวลว่าจะต้องสูญเสียที่ดินและบ้านที่อาศัย
ตอนที่เดินทางไปศูนย์ดำรงธรรมมีเงินติดตัวเพียง 60 บาท แต่พยายามรวบรวมเงินเหรียญที่เคยหยอดกระปุกออมสินทั้งของลูกหลาน และญาติพี่น้องได้ประมาณ 10,000 บาท เพื่อไปติดต่อสำนักงานบังคับคดีสาขานางรอง หวังขอชำระหนี้บางส่วน แต่เจ้าหน้าที่และคู่กรณีไม่รับเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากยอดหนี้สูงกว่ายอดเงินที่นำไปชำระ จึงตัดสินใจนำเงินเหรียญดังกล่าวไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรมอำเภอนางรอง
หญิงคนดังกล่าว กล่าวว่า “เงิน 10,000 บาทที่หอบมา เป็นเงินที่รวบรวมจากกระปุกออมสินของลูก ของหลาน และญาติพี่น้อง ได้มาเท่านี้จริง ๆ ตั้งใจจะเอาไปให้เขาก่อน เพราะกลัวถูกยึดบ้านและที่ดิน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย เพราะไม่มีปัญญาหาเงินก้อนใหญ่ไปชำระหนี้ จึงอยากให้ช่วยไกล่เกลี่ยเป็นผ่อนชำระเท่าที่ไหวก็ได้”
หญิงคนดังกล่าว กล่าวอีกว่า ที่ดินดังกล่าวนำไปจำนองไว้กับธนาคารและยังไม่มีเงินไถ่ถอนคืน ส่วนบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินเป็นของพี่สาว ตนและสามีมีอาชีพรับจ้างทำงานก่อสร้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน บางเดือนแทบไม่มีงานทำ จนบางครั้งยังค้างค่าไฟฟ้า
ขณะที่ลูกแฝดทั้งสองคน กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยในจังหวัดนครราชสีมา บางครั้งลูกต้องประหยัดค่าใช้จ่ายและอดมื้อกินมื้อ เพื่อเก็บเงินช่วยแม่รับมือกับภาระหนี้สิน ทำให้ตนยิ่งรู้สึกสงสารลูกและเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
ด้าน นายปรัชญา สุวรรณทา นายอำเภอนางรอง หลังทราบเรื่อง ก็เตรียมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและพิจารณาช่องทางไกล่เกลี่ยหนี้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
ขณะที่ นายสุรเดช เอื้อมเก็บ ทนายความ เจ้าของสำนักงานทนายความใน อ.หนองกี่ หลังทราบเรื่องราวความเดือดร้อนของหญิงคนดังกล่าว ก็เตรียมเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย เพื่อพิจารณารายละเอียดคำพิพากษาและขั้นตอนการบังคับคดี รวมถึงหาแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าวต่อไป