มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) แถลงขอโทษ ‘สีดอหูพับ’ ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย แจงไทมไลน์เหตุการณ์


ภูมิภาค
5 กุมภาพันธ์ 25691,600
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) แถลงขอโทษ ‘สีดอหูพับ’ ล้มระหว่างเคลื่อนย้าย แจงไทมไลน์เหตุการณ์

วันที่ 5 ก.พ. 2569 เวลา 16.00 น. ที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) อ. เมือง จ. ขอนแก่น นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) พร้อมด้วย นายนเรศ ชมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น, สัตวแพทย์หญิงนันทิตา รักษาชาติ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า, สัตวแพทย์หญิงศุภลักษณ์ ประจันทร์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว จ. จันทบุรี และสัตวแพทย์หญิงอารียา ปอมโคก สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าว กรณีช้างป่า ‘สีดอหูพับ’ ล้มระหว่างการเคลื่อนย้ายจากภูเวียง กลับถิ่นเดิมคือพื้นที่ภูหลวง จ. เลย

 

ซึ่งก่อนเริ่มการแถลงรายละเอียด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กล่าวขอโทษ และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมชี้แจงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ การเกิดเหตุทำร้ายประชาชน คดีในศาลปกครอง ตลอดจนขั้นตอนการปฏิบัติการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่าดังกล่าว

 

นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขอโทษกับทุกคน ในกรณีการสูญเสียช้างป่าสีดอหูพับขณะเคลื่อนย้ายในคืนวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกคนปฎิบัติหน้าที่ด้วยความกดดัน และความห่วงใยความปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่และช้างป่า ในขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่เองก็ต้องดำเนินการตามคำสั่งของศาลปกครอง เพื่อหวังลดความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่า

 

ในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวนั้น แม้เราจะมีการวางแผนอย่างรัดกุม มีทีมสัตวแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับพวกเราทุกคนในกรมอุทยานฯ ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากให้เกิดความสูญเสียใด ๆ ทั้งประชาชนและสัตว์ป่าที่เรามีหน้าที่ปกป้อง เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางหน่วยงานของเราขอน้อมรับไว้ด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง และขออภัยต่อพี่น้องประชาชน รวมไปถึงสมาคมอนุรักษ์และผู้ที่ติดตามข่าวสารทุกคน ที่ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่วางแผนไว้

 

พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงกรณีการจัดการช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ และกรณีช้างป่าสีดอหูพับล้มระหว่างการเคลื่อนย้ายว่า สีดอหูพับเป็นหนึ่งในช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง และก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2567 สีดอหูพับและพลายงาจิ๋ว เดินเข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง บริเวณบ้านโคกสูง ต. ศรีสุข อ. สีชมพู จ. ขอนแก่น และอยู่ในพื้นที่จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2567 ก่อนจะถูกผลักดันกลับออกไปบริเวณบ้านวังมน ต. สีชมพู อ. สีชมพู จ. ขอนแก่น

 

ต่อมาวันที่ 28 ธ.ค. 2567 สีดอหูพับกลับเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียงอีกครั้ง กระทั่งวันที่ 27 มิ.ย. 2568 สีดอหูพับด้ทำร้าย ชาย อายุ 64 ปี ในพื้นที่บ้านหนองดู่ ต. ในเมือง อ. เวียงเก่า จ. ขอนแก่น ได้รับบาดเจ็บ

 

วันที่ 3 ก.ค. 2568 พลายงาจิ๋วและพลายคุถัง ก็เข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง และเดินกลับออกไปเองเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2568

 

วันที่ 21 ส.ค. 2568 สีดอหูพับทำร้ายราษฎร เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย ในพื้นที่บ้านโนนสูง ต. ในเมือง อ. เวียงเก่า จ. ขอนแก่น

 

และในวันที่ 21 ก.ย. 2568 สีดอหูพับกลับเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียงอีกครั้ง

 

และได้ทำร้ายราษฎรเสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่บ้านกุดน้ำใส ต. นาชุมแสง อ. ภูเวียง จ. ขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2568

 

ต่อมา ราษฎรในพื้นที่ อ. สีชมพู รวม 6 คน ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอนแก่น หมายเลขดำที่ 186/2568 เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 เพื่อขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลช้างป่า ไม่ให้ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์และก่ออันตรายต่อประชาชน ซึ่งศาลปกครองขอนแก่นได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 ให้จับและเคลื่อนย้ายช้างป่า จำนวน 4 ตัว ได้แก่ งาจิ๋ว, คุถัง, หูพับ และสีดอน้อย ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมภายใน 30 วัน พร้อมรายงานผลต่อศาลเป็นระยะ

 

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รายงานต่อศาลถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร ความเสี่ยงในการวางยาซึม พฤติกรรมช้างป่า ความเหมาะสมของพื้นที่รองรับ เส้นทางคมนาคม มาตรการรองรับเหตุฉุกเฉิน และความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ปลายทาง ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 30 วันได้

 

กระทั่งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ได้รับความเห็นชอบจากกรมอุทยานฯ ให้ดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายสีดอหูพับ ไปยังโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ. เลย

 

โดยในวันที่ 3 ก.พ. 2569 ได้เปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เคลื่อนย้ายช้างป่าคืนถิ่น ณ วัดถ้ำกวาง อ. เวียงเก่า จ. ขอนแก่น และเริ่มปฏิบัติการเข้าพื้นที่ในช่วงบ่าย ก่อนทำการยิงยาซึมเข็มแรกเวลา 19.00 น. สามารถนำช้างป่าขึ้นรถเคลื่อนย้ายได้ในเวลา 22.00 น. และเริ่มเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ในเวลา 22.50 น. กระทั่งเวลา 23.36 น. เกิดเหตุช้างป่าล้มระหว่างการเคลื่อนย้าย และในวันที่ 4 ก.พ. คณะสัตวแพทย์และสัตวบาลได้ร่วมกันผ่าชันสูตรซากช้างป่า เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด

 

ในเรื่องข้อจำกัดการวางยาซึม การปฏิบัติงานกับสัตว์ป่าและในพื้นที่เป็นการปฏิบัติงานระยะไกล ที่ยากต่อการตรวจสอบพฤติกรรมการกินอาหารก่อนรับยาอย่างละเอียด เมื่อช้างได้รับยาซึมแล้วก็มีช่วงเวลาที่ยาไม่ได้ออกฤทธิ์ในทันที ทำให้ช้างยังคงเดินและกินอาหารต่อไปได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่เหตุสุดวิสัยในครั้งนี้ ซึ่งทางกรมอุทยานฯ พร้อมจะนำบทเรียนในครั้งนี้มาปรับปรุงแผนการจัดการช้างป่าที่เหลืออยู่ให้มีความปลอดภัยสูงสุดต่อไป

 

ด้านสัตวแพทย์ ได้ร่วมกันชี้แจงถึงกรณีการให้ยาซึม-ยาสลบสัตว์ป่าว่า การให้ยาสลบหรือยาซึมกับสัตว์ป่านั้นจะมีข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่งคือ จะไม่สามารถประเมินสุขภาพในลักษณะตรวจเลือดตรวจซีรัมเพื่อดูความสมบูรณ์ของร่างกายได้อย่างชัดเจน โดยต้องประเมินจากในระยะไกลเท่านั้น เราจะไม่สามารถเข้าใกล้ได้เพราะอาจเกิดอันตราย

 

การงดน้ำงดอาหารก่อนวางยานั้น ถ้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงก็จะไม่สามารถทำได้ ทำให้ความเสี่ยงในตรงนี้มีค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของทางทีมสัตวแพทย์จะต้องปลอดภัยที่สุดกับตัวสัตว์ ซึ่งอย่างช้างป่านั้นเราไม่สามารถไปประเมินในระยะใกล้ได้ ก็จะประเมินสังเกตจากในระยะไกล คือดูความสมบูรณ์ของร่างกาย สภาวะความผอมความอ้วนว่าเป็นลักษณะใด รวมถึงพฤติกรรมความเกรี้ยวกราดความดุร้ายของช้างป่า หรือมีความเครียดมากน้อยขนาดไหน ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ จะนำมาประเมินในระยะไกลเบื้องต้น ก่อนจะประชุมร่วมกันว่าควรจะวางยาได้เลยหรือไม่อย่างไร

 

กรณีที่วางยาในช่วงกลางดึกหรือตอนพลบค่ำ ที่หลายคนสงสัยและมองว่าอันตรายนั้น มีความจำเป็นเพราะเราต้องดูเรื่องอากาศขณะที่วางยา เนื่องช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ โอกาสที่จะเกิดความร้อนแล้วเกิดฮีตสโตรกก็เป็นไปได้ บวกกับพฤติกรรมที่ช้างอยู่ชายป่า ออกหากินในช่วงเวลาพลบค่ำ ถึงจะเจอตัวช้าง ทำให้ต้องเลือกช่วงเวลานั้น

 

ในส่วนที่ทีมสัตวแพทย์ให้ยาซึมกับช้างป่าเข็มแรกในช่วงเวลา 19.00 น. ปริมาณ 13 ซีซี โดยการประเมินจากน้ำหนักอยู่ที่ 2,000 กว่ากิโลกรัม และที่ไม่ได้เว้นช่วงเวลาในการให้ยา เนื่องจากพบช้างยังคงเดินหากินเข้าไปในป่าอ้อยอยู่ ซึ่งขณะที่ทีมสัตวแพทย์เข้าไปถึงจุดที่ยิงยาซึมเข็มแรก ก็ยังพบว่า ช้างยังมีพฤติกรรมขู่ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ จึงได้เติมยาครั้งที่สอง หลังจากให้ยาเข็มแรกผ่านไป 45 นาที ในปริมาณ 3 ซีซี

 

ซึ่งตามหลักการทำงานนั้นจะต้องให้ซึมหรือหลับภายใน 3 เข็มให้ได้ และเข็มแรกเป็นการให้โดสยาสูงสุดที่ประเมินแล้วคิดว่าจะได้ผลทันที ตามหลักปฏิบัติงานสากล และหลังจากเติมยาเข็มที่สองแล้ว ช้างได้เดินออกมาจากป่าอ้อยออกมาด้านข้างที่เป็นพื้นที่โล่ง โดยพบว่าช้างยังคงมีแรงฝืนอยู่ จึงจำเป็นต้องเติมยาเพิ่มอีกเป็นรอบที่สาม ห่างจากรอบที่สองเป็นเวลา 30 นาที ในเวลาประมาณ 20.00 น. ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการปิดไฟเพื่อสังเกตลมหายใจของช้าง และประเมินว่าหลับแล้วหรือไม่

 

เมื่อประเมินแล้วก็เข้าไปทำการผูกช้าง เริ่มปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ พร้อมกับฉีดยาวิตามินให้กับช้าง โดยในช่วงนี้ช้างก็จะมีการปัสสาวะเพื่อขับยาเป็นระยะ ๆ ก่อนที่รถแบ็กโฮจะมาเคลียร์พื้นที่เข้าสู่การเคลื่อนย้าย ซึ่งช่วงนี้จะมีเสียงดัง อาจทำให้ช้างตื่นขึ้นมาได้ ทำให้ฤทธิ์ของยาซึมลดลง สัตวแพทย์จึงมีการเพิ่มยารอบที่สี่ ในเวลา 21.00 น. เนื่องจากในช่วงที่ผูกขาช้างรอเคลียร์พื้นที่นั้น มีการใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง ทำให้ช้างตื่น และยังเป็นช่วงที่ยังรอขึ้นรถอยู่ ได้มีการเจาะเลือดเพื่อจะประเมินสุขภาพของช้าง ก่อนจะสามารถนำช้างขึ้นรถได้ในเวลา 22.00 น. หลังจากขึ้นรถได้แล้วก็มีการเติมยาอีกเป็นรอบที่ห้า ในเวลา 22.46 น. เพื่อประคองให้ช้างยังซึม กระทั่งเกิดเหตุเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

 

เรื่องอาหารที่ยังอยู่ในระบบการกินของช้างจากผลชันสูตรนั้น ทางทีมสัตวแพทย์ได้มีการชี้แจงว่า เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะหลังจากฉีดยาซึมรอบแรก ช้างยังสามารถเดินและหากินได้ และเติมยารอบที่สองก็ยังพบว่ายังสามารถเดินและกินอ้อยได้อยู่อีก ทำให้เราไม่สามารถควบคุมปัจจัยในส่วนนี้ได้

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#สีดอหูพับ#ช้างป่า#ช้างล้ม