รายการโหนกระแสในวันนี้ (29 พ.ค. 2569) พูดคุยเหตุการณ์เมาแล้วขับ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของ ‘พี่ก้อง’ อดีตพนักงานช่อง 3 ที่ภายหลังได้ผันตัวมาประกอบอาชีพไรเดอร์ rujก้องถูกรถกระบะพุ่งชนอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ซึ่งประเด็นสำคัญที่สังคมจับตามองคือ ผู้ขับขี่รถกระบะคันดังกล่าว ถูกระบุว่าเป็น ผอ. สำนักงานสืบสวนฯ ป.ป.ช.
พลเมืองดี ได้ร่วมกันเล่าลำดับเหตุการณ์ว่า ขณะที่พี่ก้องขับขี่รถ จยย. อยู่เลนซ้ายสุด รถกระบะสีดำคู่กรณีได้ขับมาด้วยความเร็วจากเลนขวาสุด แล้วตบเข้าเลนซ้ายอย่างกะทันหัน พุ่งชนรถของพี่ก้อง แรงชนทำให้ร่างของพี่ก้องและ จยย. ถูกลากไปไกลกว่า 100 เมตร ก่อนที่จะหลุดออกมาริมถนน
หลังเกิดเหตุ รถกระบะคันดังกล่าวไม่ได้หยุดทันที แต่พยายามขับต่อไปทั้งที่ล้อหน้าหักและมียางแตกจนเกิดประกายไฟใต้ท้องรถ พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์จึงขับรถตามไปประมาณ 1 กิโลเมตร จนรถไปต่อไม่ได้
คุณหนุ่ม พลเมืองดีที่ขับตามไปจนรถกระบะจอด ยืนยันว่า เห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาวเดินลงมาจากฝั่งคนขับอย่างชัดเจน เมื่อเข้าไปแจ้งว่าเขาขับรถชนคนเสียชีวิต ชายคนดังกล่าวกลับทำหน้ามึนงง ไม่ตอบคำถาม แล้วเดินกลับขึ้นไปนั่งในตำแหน่งคนขับตามเดิม คุณหนุ่มยืนยันด้วยตาตนเองว่า ในรถมีคนขับมาเพียงคนเดียว
ต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ กลับปรากฏชายคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำ เดินเข้ามาหาตำรวจ ทำให้กลุ่มพลเมืองดีมองว่าเหมือนจะพยายามเปลี่ยนตัว ตำรวจเหมือนเตรียมจะพาตัวไปแล้ว จึงมีการตะโกนบอกตำรวจว่า คนขับที่แท้จริงคือชายเสื้อขาว
ในรายการวันนี้ ออาจารย์ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส ได้มาร่วมพูดคุยในรายการ ซึ่งนอกจากเรื่องมุมข้อกฎหมายแล้ว อาจารย์ยังอยากมาเผยเรื่องราวในอดีต ที่เคยถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับเช่นกัน โดยอาจารย์บอกว่า พูดได้ถามได้ ไม่เป็นอะไร
อาจารย์ปรเมศวร์เล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า รถไปกระแทกแล้วเราไม่รู้ มีรถ 6 ล้อ วิ่งมาแล้วบีบแตรว่ารถเฉี่ยวชน ให้จอด เราก็จอด ไม่ได้ไปไหน ก็จบ เราไม่ได้หนี แต่ห่างจากที่เกิดเหตุนิดหน่อยแค่นั้น
คนที่บาดเจ็บเขาเป็นช่างซ่อม จยย. เขาขี่ จยย. ของเขาอยู่ที่ไหล่ถนน แล้วเขาใช้เท้าเหยียบดัน จยย. อีกคันที่จะไปซ่อม คันนี้อยู่ในถนน แต่คันที่อยู่บนถนนไม่มีไฟ เราก็ไม่เห็น แต่ไม่ได้ชนข้างหน้า เฉี่ยวแล้วล้ม คนนึงเจ็บไม่มาก ส่วนคนที่ใช้เท้าดันเจ็บเยอะหน่อย เพราะรถไปทับเท้าเขา
หลัวจากนั้นไปถึงโรงพัก เค้าตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่ต้องไปวัดอีกจุดหนึ่งซึ่งเป็นของโรงพักอื่น ลูกชายก็พาไป ก่อนจะวัดลูกชายมาบอกว่า คนที่เขามาวัดเป็นตำรวจ เขารู้ว่าเป็นอัยการ วัดให้ไม่ถึงมั้ย ขอ 100,000
อาจารย์ยืนยันย้ำในรายการว่า นี่เรื่องจริง ตำรวจบอกว่า ท่านครับ ผมวัดให้มา ขอผมสัก 100,000 ไม่ถึง 50 มก.% (ตามกฎหมายกำหนด) นี่คือสังคมไทย
ซึ่งอาจารย์ได้ปฏิเสธไป โดยมองว่าอย่าไปติดสินบนเค้า อย่าไปให้เค้า เรายอมรับผิดดีกว่า และผลการวัดในวันนั้น 70 นิด ๆ
เรื่องคดี อาจารย์ไม่สู้เลย ยอมรับเลย โดยมองว่าเค้าเสียหาย เค้าลำบากมากกว่าเรา และมองว่าคู่กรณีก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ประมาทมากมายนัก ไม่ใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อเอาตัวรอด หากเราชนะอะไรเกิดขึ้น เราก็เสีย เป็นข้าราชการตำแหน่งใหญ่โตแล้วสู้คดี ใช้ข้อกฎหมายเป็นเงื่อนไข ไม่ใช่เราเสียคนเดียว สำนักงานอัยการสูงสุดก็เสีย
ไปสอบปากคำ ตำรวจสอบก็สั่งฟ้องไปถึงอัยการ อัยการก็สั่งฟ้องไปที่ศาล เราก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอัยการ ศาลก็ลูกศิษย์ เราก็ไม่ได้จะขออะไร ก็ตัดสินไป ให้ทำอะไรก็ทำ คุมประพฤติ รายงานตัว บำเพ็ญประโยชน์ก็ทำไป
“ผมว่ามันเป็นจุดเล็ก ๆ นะ ที่คนในกระบวนการต้องยอมรับความจริงก่อน แล้วมันจะเดินได้ ถ้าคนในกระบวนการด้วยกัน โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม ไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ไม่ยอมรับความจริง เราจะไปสอบสวนใครล่ะ” อ. ปรเมศวร์ กล่าวย้ำ
กรณีเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้น อาจารย์ปรเมศวร์ได้ระบุไว้ในรายการว่ามีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และมีโทษปรับเป็นเงินจำนวนหลักแสนบาท
นอกเหนือจากโทษทางอาญาแล้ว ยังมีเรื่องของโทษทางวินัย เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการในสังกัด ป.ป.ช. ซึ่งโดยปกติแล้วศาลปกครองสูงสุดเคยมีแนวทางวินิจฉัยว่า การเมาแล้วขับนอกเวลาราชการที่สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย อาจไม่ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง แต่ในกรณีนี้มีผู้เสียชีวิต โทษก็อีกอย่าง และหากพิสูจน์ได้ว่ามีการพยายามเปลี่ยนตัวคนขับเพื่อปกปิดความผิด จะถือเป็นความผิดวินัยที่ร้ายแรงมาก