จากกรณีเพื่อนบ้านบุกมาด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายถึงหน้าบ้าน โดยอ้างว่าเด็กๆ เล่นเสียงดังรบกวน ทั้งยังกรีดร้องทุกวัน ล่าสุด เจ้าของบ้านเปิดใจกับทีมข่าวว่า ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านรายนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีก่อน จากกรณีที่ตนต่อเติมหลังคาบ้าน แล้วยื่นไปชนกับบ้านคู่กรณี ตนยอมรับว่าไม่ทราบว่าต้องเว้นระยะห่าง เมื่อเพื่อนบ้านรายนี้ย้ายเข้ามาอยู่จึงร้องเรียนให้รื้อถอน ซึ่งตนก็ยอมรื้อออกให้
หลังจากนั้นเพื่อนบ้านมักแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ทำทีคุยโทรศัพท์แล้วใช้คำหยาบพาดพิง รวมถึงมีการร้องเรียนเรื่องต้นไม้ของบ้านตนที่ยื่นล้ำเข้าไปในพื้นที่ บางครั้งถึงขั้นโทรแจ้งตำรวจในช่วงกลางคืน อ้างว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทหรือไฟไหม้ภายในบ้านตน พอตำรวจเข้ามาตรวจสอบก็ไม่พบเหตุผิดปกติ จนตำรวจรู้ว่าเป็นการแจ้งเพื่อกลั่นแกล้งบ้านตน
ต่อมาคู่กรณีได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดหันเข้ามาบ้านของตนโดยตรง รวมถึงสร้างเสียงรบกวนในช่วงกลางคืน เช่น เสียงกรีดร้อง เสียงเด็กร้อง และเสียงสุนัขเห่า จนตนต้องเข้าแจ้งความ ทำให้เพื่อนบ้านยอมย้ายกล้องออกไป หลังจากนั้นก็มีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ กันมาเรื่อยๆ จนตนมีลูกคนที่สอง เวลาลูกออกไปช่วยตากผ้าหน้าบ้าน แค่พูดคุยปกติ เพื่อนบ้านคู่กรณีก็จะตะโกนด่าหยาบคายประจำ
ในวันเกิดเหตุ ขณะที่ลูกๆ เล่นน้ำอยู่หน้าบ้าน คู่กรณีเพิ่งขับรถกลับมาถึงบ้าน แต่กลับลงจากรถมาด่าทันที โดยกล่าวหาว่าลูกๆๆ ของตนส่งเสียงดังรบกวน กรีดร้องเป็นประจำ ทั้งที่ตนเพิ่งเอาลูกมาเล่นหน้าบ้านครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เพราะที่ผ่านมาแทบไม่ได้เล่น และตนยืนยันว่าลูกตนไม่ได้เสียงดังหรือกรีดร้องแบบที่คู่กรณีกล่าวอ้างแน่นอน
ตนมองว่า สาเหตุแท้จริงไม่ใช่เรื่องเสียงเด็ก แต่เป็นความขัดแย้งสะสม ซึ่งเพื่อนบ้านรายนี้มีปัญหากับบ้านหลังอื่นในละแวกเดียวกันด้วย เช่น ร้องเรียนบ้านฝั่งตรงข้ามเรื่องต้นไม้ ร้องเรียนบ้านที่ขายอาหารจนต้องเลิกกิจการ อีกทั้งยังมีปัญหากับนิติบุคคล รปภ. และพนักงานทำความสะอาด
ทั้งนี้ ตนได้โพสต์คลิปที่ลูกๆ ตนนั่งปลูกต้นไม้กับแม่และพูดคุยกันตามปกติหลังบ้าน ไม่ได้ส่งเสียงดัง แต่เพื่อนบ้านรายนี้ก็ตะดกนด่าเข้ามา หลังคลิปถูกเผยแพร่ มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของลูกๆ ตน และมองว่าเด็กๆ แค่พูดคุยกันปกติ เพื่อนบ้านคู่กรณีไม่สมควรที่จะด่าด้วยซ้ำ
หลังจากเกิดเหตุ ตนพยายามเข้าไปพูดคุยกับคู่กรณี แต่เขาไม่ยอมออกมาพบ บอกไม่คุย ฉันคุยมาเยอะแล้ว ทั้งที่เขาไม่เคยคุยดีๆ เลย ตนจึงขอคลิปที่เขาบอกว่าลูกตนเสียงดัง เขาก็ไม่ให้ดู บอกว่าไปขอนิติบุคคลดูเอง พอตนไปขอดู นิติบุคคลบอกว่าไม่เคยได้รับคลิปร้องเรียนเด็กเสียงดัง เคยได้รับแต่คลิปหมาแมวเสียงดังตอนกลางคืน
ล่าสุด ตนได้เข้าแจ้งความที่ สน.คันนายาว โดยตำรวจระบุว่าเข้าข่ายการด่าทอ ไม่ใช่การข่มขู่ และหากมีเพียงคู่กรณีรายเดียวร้องเรียน อาจถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทั้งนี้ตำรวจสายตรวจที่เคยเข้ามาตรวจสอบบ่อยครั้งก็รับทราบสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างดี
ที่ตนร้องเรียนมาครั้งนี้ ต้องการเพียงให้ต่างฝ่ายต่างอยู่ และหยุดพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็ก หากบ้านตนสร้างความเดือดร้อนจริงก็พร้อมยอมรับ แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการส่งเสียงดังตามที่ถูกกล่าวหา และไม่ควรมีเด็กคนใดต้องเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้