มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

พยาบาลสาวลั่น! 'โปเต้' นายแน่มาก ยืนยันไม่ได้คบซ้อนตามที่ถูกกล่าวหา


ข่าวโซเชียล
16 ตุลาคม 2569931
พยาบาลสาวลั่น! 'โปเต้' นายแน่มาก ยืนยันไม่ได้คบซ้อนตามที่ถูกกล่าวหา

พยาบาลสาวลั่น! 'โปเต้' นายแน่มาก ยืนยันไม่ได้คบซ้อนตามที่ถูกกล่าวหา ด้านโปเต้อ้าง เห็นภาพข้าง ๆ คล้าย ๆ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าจริงหรือไม่จริง

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (16 ต.ค. 2569) พูดคุยต่อเนื่องถึง ‘จักรวาลโปเต้’ โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากความสัมพันธ์ของ ‘เวฟ’ ทหารหนุ่ม กับ ‘ชมพู่’ พยาบาลสาว ซึ่งเดิมทีมีแผนจะแต่งงานกัน และฝ่ายชายได้นำเงินไปหมั้นไว้ จำนวน 400,000 บาท มาหมั้นหมายไว้ก่อน นอกจากนี้ ในระหว่างที่คบหากันยังมีการยืมเงินกัน ยอดประมาณ 200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดราว 600,000 บาท ต่อมาเมื่อทั้งคู่เกิดปัญหาระหองระแหงและแยกทางกัน ได้มีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซง อ้างว่ามาช่วยเหลือเวฟ โดยใช้ชื่อว่า ‘คุณกิจ’

 

ในส่วนพฤติการณ์ของกิจหรือโปเต้นั้น กิจได้อ้างกับเวฟว่าเป็นคนจัดหาทนายความให้ และอ้างว่าได้ไปส่องกล้องจากดาวเทียมจนเห็นว่าชมพู่ไปมีชู้ถึงสองคน เป็นทหารบกหนึ่งคนและทหารอากาศอีกหนึ่งคน พร้อมทั้งมีการโทรศัพท์ไปต่อรองกับทางฝั่งชมพู่เพื่อเรียกร้องเงินจำนวน 650,000 บาทแลกกับการจบเรื่อง ซึ่งเวฟหลงเชื่อเนื่องจากกิจอ้างว่ามีภาพถ่ายชมพู่หอมแก้มกับชายอื่น จึงยินยอมตั้งทนายความตามที่กิจแนะนำ

 

แต่หลังจากรายการออกอากาศไป ประชาชนและเพจต่าง ๆ ได้ร่วมกันขุดคุ้ยข้อมูลจนพบว่า แท้จริงแล้วกิจคือ ‘โปเต้ นักจะแกง’ ที่มีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นทั้งหม่อม ทนายความ อัยการ หมอ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ ทำให้เกิดประเด็นคำถามว่า การสร้างเรื่องดังกล่าวทำให้ฝ่ายหญิงได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะเดียวกันในประเด็นเงินหมั้น 400,000 บาท ฝ่ายชมพู่ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำความผิดใด ๆ หากตนผิดยินดีคืนเงิน แต่ถ้าไม่ได้ผิดก็ไม่ควรถูกมาเรียกร้องเงินคืน

 

ผู้ร่วมรายการ ได้แก่ ชมพู่. คุณแม่ของชมพู่ ซึ่งเดินทางมาจาก จ. ร้อยเอ็ด โดยต้องปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่งมารายการด้วยความเครียดจนนอนไม่หลับ และว่าที่ร้อยตรี วิฑูรย์ แข็งฤทธิ์ หรือทนายทัช ทนายความฝั่งชมพู่ พร้อมด้วยคุณเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และทนายแก้ว ดร. มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล และที่สำคัญคือ โปเต้ก็มาด้วย โดยเปิดเผยใบหน้า ยืนยันว่าจะพูดความจริงทั้งหมดในรายการ

 

เมื่อไล่เรียงจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ ชมพู่เล่าว่าเริ่มรู้จักกับเวฟในเดือนมิถุนายน ปี 2568 โดยเวฟรู้จักกับแม่ของชมพู่ก่อนจากการไปรับประทานอาหารที่บ้าน เมื่อทราบว่าทั้งคู่โสด แม่จึงแนะนำให้รู้จักกันจนได้พูดคุยกันถูกคอ ในช่วงแรกที่คุยกัน ชมพู่แจ้งเวฟว่ายังไม่พร้อมสานสัมพันธ์เป็นแฟนเนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายเรื่องการซ่อมรถยนต์ สาเหตุที่รถพังเนื่องจากแฟนเก่าของชมพู่ยืมรถไปขับ แต่ดื่มแอลกอฮอล์จนเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยปฏิเสธการจ่ายคุ้มครองเพราะคนขับเมาและไม่ใช่ชื่อเจ้าของรถ ชมพู่จึงต้องใช้บัตรกดเงินสดสำรองจ่ายค่าซ่อมเอง เมื่อเวฟทราบเรื่อง จึงเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยเหลือโอนเงินให้เพื่อสานสัมพันธ์ต่อ โดยอ้างว่า หากตนไปกู้ยืมมาดอกเบี้ยจะถูกกว่าการใช้บัตรกดเงินสด

 

เวฟได้ทยอยโอนเงินให้ชมพู่ในเดือนพฤศจิกายน ติดต่อกันประมาณ 3-4 วัน รวมเป็นเงิน 100,000 กว่าบาท ซึ่งชมพู่ได้นำไปปิดชำระหนี้บัตรกดเงินสดทั้งหมดทันที แม้ชมพู่จะมองว่าเงินดังกล่าวเวฟโอนให้ด้วยเสน่หาในตอนแรก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเงินจำนวนมาก ชมพู่จึงตั้งใจผ่อนชำระคืนให้ โดยโอนคืนเดือนละ 4,000 ถึง 4,500 บาท รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 13,000 บาท นอกจากนี้ ชมพู่ระบุว่าได้โอนเงินก้อนประมาณ 40,000 บาท (รวมเป็นยอดโอนคืนประมาณ 53,000 บาท) เพื่อให้เวฟนำไปปิดยอดหนี้เดิม ก่อนที่เวฟจะสามารถนำไปกู้ยืมเงินก้อนใหม่จำนวน 400,000 บาท มาใช้ทำพิธีหมั้นได้ ชมพู่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาจะเบี้ยวหนี้ และส่วนไหนที่เป็นเงินยืมก็ยินดีชำระคืน

 

ประเด็นการหมั้นหมายและการย้ายมาอยู่ด้วยกัน พิธีหมั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน เงินหมั้น 400,000 บาทมาจากการที่เวฟไปกู้ยืมมา ซึ่งมีภาระต้องผ่อนชำระเดือนละ 7,000 กว่าบาท หลังหมั้น ชมพู่ได้ตัดสินใจลาออกจากงานพยาบาลที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อย้ายมาพักอาศัยกับเวฟที่บ้านพักในค่ายทหาร และเตรียมสมัครงานพยาบาลใหม่ที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อให้อยู่ใกล้ชิดกัน ในช่วง 2 เดือนแรกหลังลาออก ชมพู่ช่วยผ่อนชำระค่ากู้สินสอดให้เวฟคนละครึ่ง (ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 บาทต่อเดือน) จากเงินเดือนตกค้าง แต่ในสองเดือนต่อมา (เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม) ชมพู่ไม่มีรายได้เข้ามาแล้วจึงไม่ได้ช่วยผ่อน

 

สำหรับสาเหตุความระหองระแหง ชมพู่ระบุว่า หลังหมั้นได้ประมาณ 2 เดือน เวฟเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีอาการหงุดหงิดง่าย พูดคุยน้อยลง เวลาชวนไปทานข้าวที่บ้านก็แยกรถกันขับ ชอบไปหมกตัวอยู่ที่ทำงาน และแยกฟูกไปนอนอีกห้องหนึ่งโดยไม่นอนด้วยกัน เมื่อสอบถาม เวฟเพียงแต่อ้างว่าเครียดเรื่องงาน ชมพู่จึงพยายามซัปพอร์ตโดยการทำอาหารและนำน้ำไปส่งให้ที่ทำงาน

 

ทนายแก้ว ได้อธิบายหลักกฎหมายเรื่องเงินหมั้นว่า ในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น เช่น เปลี่ยนใจไม่อยากแต่งงาน ถือเป็นเหตุสำคัญตามกฎหมายที่ทำให้ฝ่ายชายสามารถฟ้องร้องเรียกของหมั้นคืนได้ เนื่องจากคดีนี้ยังไม่มีการจดทะเบียนสมรสหรือจัดงานแต่งงานเกิดขึ้นจริง

 

ทางด้าน ทนายทัช ทนายความของชมพู่ ได้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่คืนเงินหมั้น เนื่องจากมั่นใจว่าชมพู่ไม่ได้มีชู้ตามที่ถูกกล่าวหา

 

อย่างไรก็ตาม ทนายแก้ว ชี้ให้เห็นว่าประเด็นทางกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชมพู่มีชู้จริงหรือไม่ หรือโปเต้จะโกหกหรือไม่ แต่อยู่ที่เหตุผลที่ทำให้การแต่งงานไม่เกิดขึ้น เมื่อฝ่ายชายประสงค์จะแต่งงาน แต่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมแต่งงานด้วย ฝ่ายชายจึงมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะเรียกของหมั้นคืน แม้ฝ่ายหญิงจะไม่ได้มีชู้ก็ตาม ขณะที่ทนายทัชแย้งว่าการทะเลาะกันเป็นเพียงเรื่องงอนกันของคนสองคน ซึ่งยังอยู่ในช่วงปรับความเข้าใจ และยังไม่ถือเป็นการผิดสัญญาหมั้น แม้ในมุมมองของฝ่ายชายจะมองว่าชมพู่เป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ซึ่งข้อแก้ต่างของชมพู่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องนำไปสู้คดีในชั้นศาลต่อไป

 

ขณะที่คุณเอกภพ ให้ความเห็นว่า ฝ่ายหญิงควรคืนเงินหมั้น เนื่องจากแม่ของชมพู่เป็นผู้ไปเจรจาให้ฝ่ายชายนำเงินมาหมั้นหมายก่อนคบหา เพื่อป้องกันข้อครหา การหมั้นเป็นการนำทรัพย์สินจำนวน 400,000 บาท มาวางไว้เป็นหลักประกันแก่คุณแม่ว่าฝ่ายชายรักจริงและจะแต่งงานแน่นอน หากฝ่ายชายเปลี่ยนใจไปมีหญิงอื่น คุณแม่มีสิทธิ์ยึดเงินหมั้นได้ทันที แต่ในกรณีนี้ ฝ่ายชายเป็นฝ่ายพร้อมแต่งงาน ส่วนฝ่ายหญิงไม่อยากแต่งงานด้วยเหตุผลทางอารมณ์หรือความงอน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหลักสัญญาหมั้น หากไม่อยากแต่งงานก็ต้องคืนเงินหมั้นไป จะอ้างว่าเลิกกันแล้วอมเงินหมั้นไว้ไม่ได้

 

ทนายทัช ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า หลังจากเป็นประเด็นกัน ได้เกิดการประจานและข่มขู่ตามคลิปเสียง ซึ่งฝ่ายตนมีหลักฐานยืนยันว่าใครเป็นจุดเริ่มต้น และมองว่าปัญหาของคนสองคนถูกบุคคลที่สามคือโปเต้เข้ามาแทรกแซงและสร้างเรื่องขึ้น

 

หนุ่ม กรรชัย และทนายแก้ว จึงแนะนำให้แยกประเด็นออกจากกัน หากไม่แต่งงานก็ควรคืนเงินหมั้น 400,000 บาทไปก่อน ส่วนประเด็นเรื่องการถูกประจานหรือหมิ่นประมาท ก็สามารถไปฟ้องร้องดำเนินคดีแยกเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากได้ การนำเรื่องคดีประจานมารวมเพื่อบิดพลิ้วไม่คืนเงินหมั้น ข้อกล่าวหาเรื่องการมีชู้ ซึ่งหากไม่เป็นความจริงก็ถือเป็นอีกคดีหนึ่ง โดยชมพู่ได้ยืนยันอย่างหนักแน่น 100% ว่าตนเองไม่ได้มีชู้ตามที่ถูกกล่าวหาแน่นอน

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ซักถามโปเต้ถึงประเด็นที่เคยอ้างเรื่องดาวเทียมแช็กพิกัด โปเต้ชี้แจงว่า เริ่มจากการเข้าไปส่องใน Facebook ของชายคนที่มากดไลก์ชมพู่ แต่หนุ่ม กรรชัย ได้ทวงภาพที่โปอ้างว่ามีการหอมแก้มกันและเข้าโรงแรมด้วยกัน โปเต้อ้างว่าน่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันและตนเองไม่มั่นใจ หนุ่ม กรรชัย ได้ทบทวนคำพูดในวันแรกว่า โปเต้เคยยืนยันว่าเห็นภาพฝ่ายหญิงเอาปากจะไปหอมแก้มผู้ชาย และเคยอ้างว่าทนายความมีคลิปจูงมือเข้าห้อง พอหนุ่ม กรรชัย ขอเปิดดูหลักฐานดังกล่าว โปเต้อ้างว่าได้ลบข้อมูลออกไปหมดแล้ว และไม่ได้ติดต่อกับทนายความแล้ว ซึ่งหนุ่ม กรรชัย มองว่าผิดปกติ เพราะถือเป็นหลักฐานสำคัญ

 

โปเต้ ได้แก้ตัวต่อว่า คลิปดังกล่าวเป็นเพียงคลิปราง ๆ ส่วนรูปนั้นตนเห็นคนยืนข้าง ๆ คล้ายชมพู่ จึงไปบอกเวฟว่าคล้าย แต่ก็บอกเวฟด้วยว่าจริงหรือไม่จริงตนไม่แน่ใจ หนุ่ม กรรชัย จึงให้ทีมงานค้นคลิปเสียงมาเปิดยัน และกล่าวเตือนโปเต้ว่าอย่าใช้รายการโหนกระแสเป็นเครื่องมือฟอกตัวหรือใช้เล่ห์เหลี่ยม เพราะข้อมูลทุกอย่างเป็นดิจิทัลฟุตพรินต์ที่ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว ซึ่งในวันแรกโปเต้ได้ยืนยันข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่าชมพู่มีชู้ ซึ่งโปเต้ก็ยอมรับกลางรายการว่าในวันนั้นตนได้ยืนยันจริง

 

ชมพู่ ได้โต้ตอบว่า หากโปเต้ยืนยันเช่นนั้น ก็ขอท้าให้นำหลักฐานเรื่องรูปหอมแก้มหรือคลิปจูงมือเข้าห้องมาเปิดแสดง พร้อมยืนยัน 100% ว่าไม่มีเรื่องการกอดกันหรือการไปโรงแรมแน่นอน ชมพู่ยังระบุรายละเอียดว่าตนไม่เคยไปแถวสีกัน ไม่เคยไปหาทหารอากาศแถวดอนเมือง ตนพักอาศัยอยู่โซนรังสิต และเดินทางเฉพาะไปทำงาน ไปศูนย์การค้า และกลับที่พักเท่านั้น ชมพู่ยังได้ท้าให้เปิดหลักฐานเรื่องคบซ้อนทหารบกและทหารอากาศ รวมถึงเรื่องไปโรงแรม พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดโปเต้จึงลบหลักฐานสำคัญทิ้ง และแนะนำให้กู้คืนกลับมา แต่โปเต้อ้างว่าลบไปทั้งหมดแล้วเพราะเลิกติดต่อกับเวฟ

 

หลังเปิดคลิปที่มารายการวันแรกเป็นการยืนยันคำพูดของโปเต้ หนุ่ม กรรชัย ย้ำว่าโปเต้ยืนยันข้อเท็จจริงไปแล้วจึงบิดพลิ้วไม่ได้ และที่โปเต้เคยอ้างว่าทำเรื่องขอข้อมูลดาวเทียม หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งว่า ตนเองเป็นพรีเซนเตอร์ของ True และได้ทำการตรวจสอบมาทั้งหมดแล้ว ยืนยันว่าระบบค่ายมือถือไม่สามารถทำได้และโปเต้กำลังโกหก แต่โปเต้ยังอ้างต่อว่าให้เพื่อนตามให้

 

กลับมาที่เงินหมั้นจำนวน 400,000 บาท หนุ่ม กรรชัย, เอกภพ และทนายแก้ว ได้ให้ความเห็นเบื้องต้นว่า ในมุมมองของพวกตนเห็นว่าชมพู่ควรจะคืนเงินหมั้นส่วนนี้แก่ฝ่ายชายไปก่อน แล้วค่อยแยกย้ายไปดำเนินคดีในเรื่องอื่น ๆ กับเวฟหรือบุคคลอื่นเป็นอีกส่วนต่างหาก แต่ชมพู่ได้ยืนยันหนักแน่นในทันทีว่า ตนเองจะไม่คืนเงินหมั้นจำนวนนี้ คุณแม่ก็ได้กล่าวเสริมทันทีเช่นกันว่าแม่ก็จะไม่คืน

 

ชมพู่ได้อธิบายเหตุผลที่ไม่ยินยอมคืนเงินหมั้นว่า เป็นเพราะฝ่ายเวฟเองต่างหากที่เป็นคนเอ่ยปากอยากเลิกรา ตนเองไม่เคยพูดหรือมีความคิดที่อยากจะเลิกกับเวฟเลยแม้แต่น้อย ในช่วงเวลานั้นยังคงเป็นเพียงช่วงปัญหาระหองระแหงกันอยู่ แต่กลับเป็นฝ่ายเวฟเองที่พาครอบครัวเดินทางมาหาคุณแม่ที่บ้าน แล้วแจ้งขอจบความสัมพันธ์ พร้อมทั้งเรียกร้องขอเงินหมั้นคืนทั้งหมด

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กันยายน โดยเวฟได้พาครอบครัวเดินทางมาหาคุณแม่ที่ร้านอาหาร ซึ่งวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ร้านปิด พ่อออกไปทุ่งนา และคุณแม่อยู่บ้านเพียงลำพัง ครอบครัวของเวฟได้เข้ามายื่นคำขาดว่าจะไม่แต่งงานแล้ว ขอจบเรื่อง และขอเงินหมั้นคืนทั้งหมด 400,000 บาท โดยขู่ว่าหากไม่ได้คืนจะเรียกร้องเพิ่มเป็น 800,000 บาทหรือดำเนินการฟ้องร้อง โดยฝ่ายชายอ้างเหตุผลว่าชมพู่เป็นฝ่ายหนีหาย ติดต่อไม่ได้ และอ้างว่าชมพู่ไปมีชายอื่น

 

คุณแม่เล่าถึงความรู้สึกในวันนั้นว่า คุณแม่เกิดความตกใจเนื่องจากฝ่ายชายพาญาติพี่น้องนั่งรถกระบะมาถึง 2 คัน โดยที่คุณแม่ไม่ได้เตรียมตัว เดิมทีเข้าใจว่าจะมาพูดคุยปรึกษาหาทางออกเรื่องลูก ๆ ทะเลาะกัน หรือเรื่องการทำงานและการไปเป็นทหารของฝ่ายชาย แต่กลับกลายเป็นการบุกมาแจ้งขอเลิกและทวงเงินหมั้นคืน ซึ่งในวันดังกล่าว ชมพู่ไม่ได้อยู่ที่บ้านร้อยเอ็ด แต่อยู่ที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเดินทางมาทำงานเป็นพยาบาลได้ประมาณ 12 วัน และเพิ่งมารู้เรื่องที่ครอบครัวเวฟมาบุกทวงเงินหลังจากที่พวกเขากลับไปแล้ว โดยชมพู่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าตนเองหนีหาย โดยชี้แจงว่าตนเดินทางมาทำงานหาเงินเนื่องจากไม่มีเงินใช้ และไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ

 

ในประเด็นการติดต่อและที่อยู่พักในกรุงเทพฯ หนุ่ม กรรชัย และเอกภพ ได้ซักถามเนื่องจากฝั่งเวฟอ้างว่าเมื่อเดินทางมาตามหาที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 26 กันยายน ชมพู่ปฏิเสธที่จะเจอตัวและไม่ยอมบอกว่าพักอยู่ที่ไหน จนเป็นเหตุให้ฝั่งเวฟคิดว่าชมพู่มีคนอื่น ชมพู่และคุณแม่ได้อธิบายชี้แจงว่า ชมพู่ยังคงพิมพ์แชตคุยติดต่อ รายงานการเคลื่อนไหวกับเวฟอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ขาดการติดต่อตามที่ถูกกล่าวอ้าง ส่วนสาเหตุที่ไม่เปิดเผยที่อยู่พักอาศัย เป็นเพราะทราบดีถึงนิสัยของเวฟว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ และมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง เช่น เคยไปมีเรื่องชกต่อยกับผู้อื่นในงานคอนเสิร์ต หรือไปชกต่อยกับญาติในงานแต่งงาน แม้เวฟจะไม่เคยทำร้ายร่างกายชมพู่โดยตรงก็ตาม แต่ทั้งชมพู่และคุณแม่เกิดความหวาดกลัวเรื่องความปลอดภัย เกรงว่าเวฟจะบุกมาคุกคาม จึงยังไม่บอก แต่หากคืนดีกันแล้วก็จะบอก

 

ในวันดังกล่าว ชมพู่เพิ่งเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์งานพยาบาลในช่วงเช้า และตรวจร่างกายเสร็จในช่วงบ่าย ซึ่งชมพู่ พ่อ แม่ และน้องสาว ต้องเร่งรีบออกหาห้องพักชั่วคราวเพราะยังไม่มีที่นอนในคืนนั้น ชมพู่จึงเกิดความรู้สึกน้อยใจว่า ในยามที่ตนเคยชวนเวฟมาหากันที่บ้าน เวฟกลับไม่มา แต่พอตนเดินทางมาจัดการเรื่องงานที่กรุงเทพฯ เวฟกลับคะยั้นคะยอจะขอเจอตัวให้ได้ทันที ส่วนประเด็นเรื่องการลบรูปงานหมั้นออกจากโซเชียล ชมพู่ชี้แจงว่าตนลบรูปหลังจากที่ครอบครัวเวฟบุกไปทวงเงินหมั้นคืนถึงบ้านที่ร้อยเอ็ดแล้ว เนื่องจากเกิดความเสียใจและไม่พอใจที่ฝ่ายชายพาครอบครัวมาบอกเลิกทั้งที่ตนไม่ได้ผิด

 

คุณแม่ชี้แจงว่า พิธีหมั้นได้จัดขึ้นอย่างถูกต้องตามประเพณีแล้ว แต่ฝ่ายชายกลับเป็นฝ่ายบุกมาบอกเลิกเอง ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ฝ่ายหญิง ทั้งเรื่องค่าน้ำนม ค่าสินสอด ค่าจัดงาน พิธีการ และเกียรติยศศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง ชมพู่ยืนยันว่าตนเองพร้อมที่จะจดทะเบียนสมรสและแต่งงานมาโดยตลอด ไม่เคยปฏิเสธการแต่งงานตามที่ฝั่งคู่กรณีกล่าวอ้าง ดังนั้นเมื่อฝ่ายชายเป็นฝ่ายขอยกเลิกสัญญาหมั้นเอง ทั้งชมพู่และคุณแม่จึงเห็นตรงกันว่าจะไปสู้คดีกันตามกระบวนการทางกฎหมายในชั้นศาล ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน ซึ่งคุณเอกภพ ระบุว่า จะประสานทนายความจากสายไหมต้องรอดมาช่วยดูแลคดีให้แก่ฝ่ายชายเพื่อไปสู้กันในชั้นศาล

 

กับโปเต้ ชมพู่และคุณแม่ยืนยันว่าจะแจ้งความดำเนินคดี ทั้งเรื่องการโทรศัพท์ไปข่มขู่คุณแม่, การนำรูปภาพและบัญชีโซเชียลของชมพู่ไปโพสต์ประจานในกลุ่มพยาบาล, การสร้างเรื่องกล่าวหาว่าชมพู่คบซ้อน และการอ้างเรื่องใช้กล้องดาวเทียมจับภาพไปโรงแรม

 

จากนั้น ทางรายการได้ซักถามโปเต้เกี่ยวกับประวัติคดีความในอดีต โดยโปเต้ปฏิเสธเรื่องการโดนตำรวจจับที่เชียงใหม่ ส่วนเรื่องการติดคุก โปเต้อ้างในตอนแรกว่าไม่เคยติดคุก คดียาเสพติดตนเป็นคนโทรแจ้งตำรวจเองเนื่องจากถูกกักขังอยู่ในโรงแรม ซึ่งเมื่อตำรวจตรวจสารเสพติด บุคคลอื่นพบสารทั้งหมด แต่ตนไม่พบ สำหรับคดียักยอกทรัพย์ที่ สภ. เชียงดาว โปเต้อ้างว่าเป็นกรณีมีคนโอนเงินผิดบัญชีเข้ามา 10,000 บาท ตนจึงไปลงบันทึกประจำวันไว้ แต่ยอมรับว่ามีหมายเรียกมาที่บ้าน แต่เมื่อ หนุ่ม กรรชัย อ่านประวัติคดีที่ สน. พหลโยธิน โปเต้จึงยอมรับในที่สุดว่าตนเองเคยติดคุกและมีคดีความดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

 

จากนั้นทางรายการได้ติดต่อหา เกม ผู้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักกับโปเต้ หนุ่ม กรรชัย ได้ถามถึงรูปภาพที่โปเต้สวมชุดขาวโดยเกมยืนยันว่าเคยเห็นภาพดังกล่าวใน TikTok และ Instagram ของโปเต้ ซึ่งเมื่อตนสอบถาม โปเต้เคยอ้างว่าเป็นทหารยศร้อยโทและเป็นแพทย์หลวง เกมจึงเรียกว่าผู้หมวด

 

ด้านโปเต้ได้แก้ตัวว่า บัญชี TikTok เดิมของตนโดนแฮ็ก จึงต้องสร้างบัญชีใหม่แล้วแคปรูปดังกล่าวมาลงใน Instagram จำนวน 3 รูปติดกัน โดยอ้างว่าในโพสต์ที่ 4 ได้โพสต์ลงสตอรีเพื่อชี้แจงความจริง แต่เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ซักถามว่าได้ไปแจ้งความดำเนินคดีเรื่องการโดนตัดต่อรูปหรือการแต่งกายเลียนแบบเครื่องแบบราชการหรือไม่ โปเต้ยอมรับว่าไม่ได้ไปแจ้งความ อ้างว่าละเลยและปล่อยไหลไปเอง ทั้งยังยอมรับว่าไม่ได้เขียนข้อความคาดภาพไว้ว่าเป็นภาพปลอมหรือภาพตัดต่อ

 

ขณะที่เกมได้ยืนยันซ้ำว่า ในตอนที่ตนถามย้ำ โปเต้ไม่เคยบอกเลยว่ารูปถูกตัดต่อ แต่กลับตอบรับว่าเป็นรูปของตนเอง โปเต้จึงอ้างแก้ตัวว่า ที่ตอบว่า “ใช่” เป็นเพราะเกมถามแค่ว่าใช่หน้าตนเองหรือไม่ จึงตอบว่าใช่เพราะหมายถึงเป็นใบหน้าของตนเอง โดยโปเต้ยอมรับผิดเพียงเรื่องไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจนและไม่ได้ไปแจ้งความ แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนทำรูปตัดต่อขึ้นมาเอง

 

ประเด็นถัดมา เป็นการซักถามเรื่องการสวมเสื้อนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนุ่ม กรรชัย ได้นำรูปที่โปเต้สวมเสื้อนิสิตจุฬาฯ มาเปิดแสดงและถามว่าได้เป็นนักศึกษาจุฬาฯ หรือไม่ ซึ่งโปเต้ยอมรับว่าไม่ได้เป็น โดยอ้างว่าซื้อเสื้อมาใส่ถ่ายรูปในวันที่มีงานฟุตบอลประเพณี ส่วนสาเหตุที่ไปตั้งสถานะและโพสต์แอบอ้างว่าเป็นเด็กจุฬาฯ โปเต้อ้างว่าเดิมทีตนเรียนอยู่อีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง แล้วเคยลงสถานะว่าเรียนที่นั่น จนมีคนในโซเชียลตามไปโจมตีเพจมหาวิทยาลัย ตนจึงเปลี่ยนมาแอบอ้างว่าเรียนจุฬาฯ เพื่อปกปิดตัวตนไม่ให้ใครรู้ว่าตนเรียนที่ไหน

 

ในประเด็นการแอบอ้างว่าเป็นอัยการหรือทนายความ โปเต้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นอัยการ พร้อมทั้งพยายามอ้างเอกสารที่ตนไปขึ้นศาลอาญาตลิ่งชันร่วมกับทนายความ โดยอ้างว่าตนเป็นฝ่ายชนะคดี แต่เมื่อทนายแก้วตรวจสอบเอกสารดังกล่าว พบว่าเป็นเพียงรายงานกระบวนพิจารณา ไม่ใช่คำพิพากษา และเป็นคดีที่เกี่ยวกับเพื่อนของแฟนเก่าฝากโปเต้ซื้อวิตามินซีฉีดผิวขาว แล้วมาขอเงินคืนโดยไม่ยอมคืนสินค้า หนุ่ม กรรชัย จึงสวนกลับว่า คดีที่ไปฟ้องนั้นเป็นเรื่องเงินค่ายา ไม่เกี่ยวอะไรกับรูปอัยการ รูปทนาย หรือการโดนตัดต่อรูปเลย พร้อมตั้งคำถามว่า โปเต้คิดว่าพวกตนและคนทางบ้านกินหญ้าหรือ ถึงได้นำคำแก้ตัวข้าง ๆ คู ๆ มาดูถูกคนฟัง

 

ต่อมาในเรื่องการเสนอขายรถยนต์ BMW X1 หนุ่ม กรรชัย ได้นำภาพแชตมาซักถามประเด็นที่โปเต้เสนอขายรถ BMW ในราคา 1 ล้านบาท โปเต้อ้างว่า เวฟส่งรูปรถ BMW X1 ปี 2014 มาถามว่าทำไมราคาถูก ตนจึงตอบเตือนว่า “อย่าเล่น” หมายถึงอย่าไปซื้อคันนี้ ให้ไปเล่นปี 2022 ขึ้นไป ส่วนรูป BMW คันที่ส่งให้ดูนั้น โปเต้อ้างว่าก๊อปมาจาก Facebook Marketplace และเพจ BMW Thailand ซึ่งเป็นรถของคุณปิ๊ง พอ หนุ่ม กรรชัย ถามซ้ำว่า ในเมื่อไม่ใช่รถของตนเองและเจ้าของไม่ได้ตั้งราคาขาย 1 ล้านบาท แล้วทำไมโปเต้ถึงไปบอกเวฟว่าราคา 1 ล้านบาท โปเต้จึงอ้างแก้ตัวว่าเป็นเพียงการคุยแซว ๆ เล่นกับน้องเท่านั้น

 

จากนั้น ทางรายการได้ต่อสายพูดคุยกับ อาร์ม น้องชายของเวฟ ซึ่งอาร์มยืนยันกลางรายการว่า โปเต้เคยพูดกับตนว่าตนเองมีเงินอยู่ 50 ล้านบาท และโอนเงินผ่านแอปให้ดูเป็นตัวอย่าง 2 ล้าน ทางด้านโปเต้ได้ปฏิเสธว่า ตนไม่ได้พูดว่ามีเงิน 50 ล้านบาท แต่พูดแนะนำอาร์มว่า หากจะกดซื้อคริปโตในแอป ให้ใส่ตัวเลขช่องซื้อ จะซื้อเท่าไหร่ก็ใส่ไป ซื้อ 50 ล้านบาทก็ใส่ไปเลย ส่วน 2 ล้านนั้นเป็นการกดโอนออกให้ดูเฉย ๆ แต่อาร์ม ได้ยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่นว่า โปเต้พูดว่าตนเองมีเงิน 50 ล้านบาทจริง ๆ

 

จากนั้นเป็นการซักถามถึงคดีความเรื่องเงินโอนผิดบัญชี 10,000 บาท ที่ สภ. เชียงดาว โปเต้อ้างว่า มีคนโอนเงินผิดเข้ามาในบัญชีตน 10,000 บาท แล้วมีเบอร์แปลกโทรมา ตนกลัวเรื่องบัญชีม้าจึงไม่ได้โอนคืนทันที หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับมาว่า ธนาคารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรติดตาม แต่โปเต้ไม่ยินยอมคืนเงินและพูดจาต่อว่า จนกระทั่งถูกศาลออกหมายจับ และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตัวโปเต้ถึงคอนโดพักอาศัย เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ถามว่าตอนโดนจับ โปเต้ใส่เสื้อกาวน์อยู่ใช่หรือไม่ โปเต้ยอมรับว่าใส่เสื้อกาวน์อยู่จริง โดยอ้างว่ากำลังจะไปขึ้นเวร ขณะนั้นเป็นผู้ช่วยพยาบาลสวอป ATK และสุดท้าย โปเต้ยอมรับว่าได้โอนเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายในที่สุด ผู้เสียหายจึงยอมถอนแจ้งความ

 

ต่อด้วยประเด็นคดียาเสพติดที่ สน. พหลโยธิน ซึ่งตอนแรกโปเต้อ้างว่าไม่เคยติดคุกมาก่อน โปเต้เล่าเหตุการณ์ว่า วันเกิดเหตุตนไปหาเพื่อนที่โรงแรมแล้วถูกกักขัง จึงใช้โทรศัพท์โรงแรมและมือถือโทรแจ้ง 191 ต่อมาเมื่อตำรวจเข้าตรวจค้น ทั้ง 4 คนในห้องตรวจพบสารเสพติด ยกเว้นโปเต้คนเดียวที่ไม่พบสารเสพติดในร่างกาย แต่โปเต้ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันครอบครองยาเสพติดประเภท 1 (ยาไอซ์) เนื่องจากไม่มีใครยอมรับ หนุ่ม กรรชัย จึงทวนถามอีกครั้งว่าสรุปแล้วเคยติดคุกหรือไม่ ในที่สุดโปเต้ก็ยอมรับว่า “ก็ติดอยู่ครับ” โดยโดนคดีร่วมกันครอบครองยาไอซ์ ถูกศาลพิพากษาจำคุก และเข้าฟังโทษรับสารภาพจำคุกอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลาไม่ถึง 1 ปี โดยโปเต้อ้างว่า ที่ตนยอมรับสารภาพเพราะทำตามคำแนะนำของเพื่อนในเรือนจำเพื่อจะได้ออกมากรณีพิเศษ

 

ประเด็นเรื่องเงินค่าทนายความ หนุ่ม กรรชัย ถามโปเต้ว่า เคยไปขอเงินค่าทนายความจำนวน 500 บาทจากเวฟจริงหรือไม่ ซึ่งโปเต้ยอมรับว่าเป็นความจริง โดยอ้างว่าก่อนหน้านี้ตนเองเคยสำรองจ่ายเงินให้แก่เวฟไปก่อนแล้ว

 

หนุ่ม กรรชัย ถามโปเต้ว่าทนายความที่นำมาช่วยเหลือเวฟนั้นมาจากไหน โปเต้ยอมรับว่าตนเองเป็นคนหาให้เวฟผ่านทางแอปพลิเคชัน TikTok หลังจากที่เลื่อนฟีดไปเจอ

 

จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้ถามย้ำถึงประเด็นที่โปเต้เคยไปบอกแม่ของเวฟว่าจะนำรถเบนซ์ไปรับ ซึ่งโปเต้ปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้พูดว่าจะนำรถเบนซ์ไปรับ แต่ยอมรับว่าเคยพูดเรื่องมีคนขับรถจะไปรับจริง โปเต้อธิบายเหตุการณ์ในวันที่ 14 ว่า ตนเองพยายามติดต่อเรียกรถให้ครอบครัวของเวฟเดินทางมาที่ตึกมาลีนนท์และเดินทางไปที่สายไหม แต่เนื่องจากติดต่อแม่ของเวฟไม่ได้ในช่วงแรก จึงให้อาร์มช่วยประสานงานให้ และเมื่อติดต่อแม่ของเวฟได้ ตนก็ได้แจ้งว่าให้แม่สำรองจ่ายค่าเดินทางไปก่อน

 

ประเด็นเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินของอาร์มกับเวฟ หนุ่ม กรรชัย ชี้แจงว่า โดยปกติทางรายการโหนกระแสจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดซื้อตั๋วเดินทางให้แก่แขกรับเชิญต่างจังหวัดทุกคน แต่โปเต้กลับไปแจ้งกับทีมงานรายการว่า จะเป็นคนรับผิดชอบจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้แก่อาร์มและเวฟเองเพราะสงสาร

 

เมื่อหนุ่ม กรรชัย ต่อสายโทรศัพท์หาอาร์มกลางรายการ อาร์มได้ยืนยันว่าตนเองเป็นคนสแกนจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินเองทั้งหมด ขณะที่โปเต้พยายามอ้างว่าตนเองได้ขอให้ส่งยอดและหลักฐานค่าใช้จ่ายมาเพื่อจะโอนคืนให้ แต่พอไปถึงบ้านของเวฟและมีเรื่องเกิดขึ้น ตนจึงไม่ได้โอนเงินคืนให้อาร์ม เมื่อหนุ่ม กรรชัย ซักเค้นถามว่าเหตุใดจึงไม่โอนจ่ายให้ตั้งแต่แรก โปเต้อ้างเหตุผลว่า “วันนั้นธนาคารผมมันอัปเดตระบบครับ” คำตอบดังกล่าวทำให้หนุ่ม กรรชัย เกิดความเอือมระอา โดยตักเตือนโปเต้ว่าอย่าพูดจาแถไปเรื่อย

 

ในประเด็นเรื่องเงินค่าตัวจากรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้ซักถามถึงซองเงินที่ทางรายการมอบให้แก่แขกรับเชิญ โปเต้ยอมรับว่าตนเองเป็นคนเซ็นชื่อรับซองเงินดังกล่าวไป เนื่องจากในวันนั้นคุณแม่ เวฟ และอาร์มไม่ได้นำบัตรประชาชนขึ้นมา ทีมงานจึงให้ตนเป็นคนเซ็นรับแทนเพื่อนำไปแบ่งกัน โปเต้อ้างว่าเมื่อเดินทางไปถึงบ้านของเวฟ ตนได้นับเงินต่อหน้าเวฟพบว่ามีเงินทั้งหมด 9,000 บาท ซึ่งต้องแบ่งให้ 3 คน คนละ 3,000 บาท ตนได้ยื่นเงินให้เวฟไป 3,000 บาทด้วยตนเอง ส่วนเงินอีก 3,000 บาทของแม่เวฟ โปเต้อ้างว่าแม่เวฟปฏิเสธไม่ขอรับและให้ตนเก็บไว้ แต่ตนไม่อยากรับไว้ จึงนำเงินใส่ซองขาววางไว้บนเก้าอี้หน้าบ้านของเวฟก่อนเดินทางกลับ แต่เวฟยืนยันว่าแม่ไม่ได้บอกให้โปเต้เก็บเงินไว้ แต่บอกให้เอาเงิน 3,000 บาทให้น้อง ซึ่งหมายถึงตน และยืนยันว่าไม่มีซองเงินวางอยู่บนเก้าอี้หน้าบ้านตามที่โปเต้กล่าวอ้างแน่นอน

 

ในระหว่างการดำเนินรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งข่าวว่า ผู้กำกับการ สน. ทองหล่อ ได้ส่งข้อความมาแจ้งว่า หากชมพู่ประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดีกับโปเต้ สามารถเดินทางไปแจ้งความที่ สน. ทองหล่อ ได้ทันที ซึ่งชมพู่และทนายทัชได้ยืนยันว่าจะเดินทางไปดำเนินคดีกับโปเต้แน่นอน

 

จากนั้น ทนายแก้วและเอกภพได้ซักถามโปเต้ถึงประเด็นการแอบอ้างเป็นคนในราชสกุลดัง โปเต้อ้างว่าตนเองเห็นรูปใน TikTok ก่อน จึงแคปภาพมาโพสต์ใน Instagram ของตนเอง แล้วทำภาพกระดาษเปล่าชี้แจงว่าถูกตัดต่อรูป ทนายแก้วและหนุ่ม กรรชัย ได้เตือนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ และทางคุณชายอาดัม รวมถึงญาติในราชสกุลกำลังเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกับโปเต้

 

นอกจากนี้ หนุ่ม กรรชัย ได้ซักถามถึงประเด็นการเรียกเก็บเงินสมัครเรียน กศน. จำนวน 10,000 บาท ซึ่งโปเต้อ้างว่าตนเองเพียงแค่นำทางแนะนำเพื่อน และเพื่อนโอนเงินเข้าบัญชีตนเอง 5,000 บาททางรายการจึงได้ต่อสายพูดคุยกับเพจจ๊อกจ๊อก ซึ่งได้นำเอกสารแจ้งความปี 2566 กรณีโปเต้หลอกขายโบท็อกซ์เป็นเงิน 10,000 บาทมาเปิดเผย โปเต้พยายามอ้างว่าคดีดังกล่าวจบลงแล้วและชนะคดี แต่เมื่อทนายแก้วและหนุ่ม กรรชัย นำเอกสารมาตรวจสอบ พบว่าเอกสารที่โปเต้นำมาอ้างเป็นเพียงตารางนัดฟังคำพิพากษา และรายงานกระบวนพิจารณาการไกล่เกลี่ยตกลงลบโพสต์ ขอโทษ และคืนเงิน 1,450 บาท ไม่ใช่คำพิพากษาว่าชนะคดีแต่อย่างใด

 

เพจจ๊อกจ๊อกได้เปิดเผยรูปภาพในอดีตที่โปเต้โพสต์แอบอ้างเป็นแพทย์และพยาบาล เช่น รูปทำงานในโรงพยาบาลและการโพสต์ข้อความทำนองว่าเป็นหมอ โดยเฉพาะข้อความที่ว่า “เวรเยินฉิบxาย ข้าวเที่ยง 10 นาที ก้มดูแผลจนปวดหลัง งัดท่อจนเจ็บข้อมือ จนเจ็บคอ บ่น ๆ” หนุ่ม กรรชัย ได้ซักถามโปเต้อย่างหนักถึงคำว่า “งัดท่อจนเจ็บข้อมือ” โปเต้อ้างว่าตนเองเป็นเพียงผู้ช่วยหยิบอุปกรณ์ให้อาจารย์แพทย์ขณะใส่ท่อให้แก่คนไข้ หนุ่ม กรรชัย จึงสวนกลับว่าไม่ใช่แพทย์แล้วมีสิทธิ์อะไรไปทำคนไข้ และทำไมต้องเขียนข้อความให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นหมอ โปเต้จึงยกมือไหวขอโทษและอ้างว่าลงข้อความผิดโดยไม่ได้คิด ขณะที่ชมพู่ซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพได้อธิบายเสริมว่า คำว่างัดท่อหมายถึงการใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งมีเพียงแพทย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ทำ บุคคลทั่วไปหรือผู้ช่วยไม่สามารถทำได้แน่นอน หนุ่ม กรรชัย จึงเตือนสติโปเต้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากพฤติกรรมการพิมพ์แอบอ้างสร้างเรื่องขึ้นมาด้วยมือของโปเต้เองทั้งสิ้น

 

หนุ่ม กรรชัย ซักถามโปเต้ถึงเอกสารยืนยันการเป็นผู้ช่วยบุรุษพยาบาล ซึ่งโปเต้อ้างว่าตนเองมีเอกสารยืนยันอยู่ จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้ซักถามประเด็นที่โปเต้ไปลงข้อมูลในโซเชียลว่าเรียนนิติศาสตร์ สาขาอัยการ ซึ่งโปเต้ยอมรับสารภาพกลางรายการว่าไม่ได้เรียนจริง คุณเอกภพและทนายแก้ว จึงตักเตือนว่า ท่านอธิบดีอัยการ โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง ได้โพสต์ชี้แจงว่าไม่มีสาขานี้อยู่จริง และถือเป็นการหลอกลวง พร้อมทั้งเตือนให้ระวัง และหากมีผู้เสียหายโทรศัพท์ไปแจ้งที่สายด่วนอัยการคุ้มครองสิทธิ เบอร์ 1157

 

ต่อมา หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งข้อมูลสำคัญจากเพจดาวแปดแฉก ที่โพสต์ระบุว่า “ผู้กำกับการ สน. ทองหล่อ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจมารอรับตัวโปเต้ที่ตึกอาคารช่อง 3 หลังจบรายการโหนกระแส” ทางทีมงานจึงได้ช่วยกันตรวจสอบข้อมูล ซึ่งทางผู้กำกับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง โดยเป็นการเชิญตัวโปเต้ไปตรวจสอบประวัติคดีเก่า เช็กหมายจับ สแกนบัตรประชาชน และเชิญทางฝั่งผู้เสียหาย ทั้งชมพู่ คุณแม่ และทนายความ เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีในคดีใหม่ด้วย โดยทางตำรวจระบุว่าการเชิญตัวในเบื้องต้นจะเชิญไปในฐานะพยานก่อนเพื่อสแกนตรวจประวัติ

 

ในส่วนของข้อกฎหมาย ทนายแก้ว ได้อธิบายความผิดที่เกี่ยวข้องกับโปเต้ว่า การแต่งกายเลียนแบบข้าราชการเป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 146 มีโทษจำคุก 1 ปี, การนำภาพตัดต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุก 3 ปี ตามมาตรา 16 ส่วนคดีหมิ่นประมาทชมพู่และคุณแม่ มีโทษจำคุก 3 ปี ขึ้นอยู่กับว่าทางผู้เสียหายจะดำเนินคดีหรือไม่

 

จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้ซักถามโปเต้เรื่องประวัติการเปลี่ยนชื่อและการทำบัตรประชาชน โปเต้อ้างว่าตนเองเคยเปลี่ยนชื่อมา 2 ครั้ง และอ้างว่าทำบัตรประชาชนมาเพียง 3-4 ครั้ง แต่เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ระบุว่ามีช้อมูลว่าโปเต้เคยทำบัตรประชาชนมาแล้วถึง 10 ครั้ง ก่อนจะที่โปเต้จะแบ่งรับแบ่งสู้

 

ในช่วงท้าย คุณเอกภพได้แนะนำฝั่งชมพู่เรื่องเงินหมั้นว่า หากลองพิจารณาคืนเงินให้ฝ่ายเวฟไป การจบปัญหาเรื่องนี้จะง่ายขึ้น

 

ขณะที่ทนายทัชและชมพู่ก็ได้ตั้งคำถามเตือนสติโปเต้ว่า เคยคิดหรือรู้บ้างหรือไม่ว่า การกระทำของโปเต้ การสร้างเรื่อ ทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งต้องพังพินาศลง ซึ่งโปเต้ได้ตอบรับว่า “คิดครับ” และขอโทษชมพู่

 

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#โปเต้นักจะแกง#หลอกลวง#แอบอ้าง#พยาบาล#ทหาร