รายการโหนกระแสวันนี้ (11 ก.ย. 2569) พูดคุยกันต่อเนื่องกับข่าวฉาวสะเทือนวงการสงฆ์ กรณีของ ‘สมีโชติ’ อดีตเจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ จ. อยุธยาฯ ถูกตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยตำรวจกองบังคับการปราบปราม เข้าจับกุมในคดีเกี่ยวกับการเบียดบังเงินวัด และยังพบคลิปหลักฐานว่าเสพเมถุนกับสีกา
ในรายการได้เชิญ พ.ต.ท. สมเดช สารบรรณ และ พ.ต.ท. กฤษฎา พลายละหารรองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.1 บก.ป.) มาร่วมเปิดเผยที่มาที่ไปของคดี โดยเล่าว่า เริ่มต้นมาจากหนังสือร้องเรียนเพียง 1 ฉบับ ซึ่งส่งมาจากบุคคลที่ไม่ประสงค์ออกนามหรือบัตรสนเท่ห์ ร้องเรียนตรงมายังกองปราบฯ ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
เนื้อหาในหนังสือร้องเรียนได้แบ่งประเด็นออกเป็น 2 เรื่องหลัก ได้แก่ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าอาวาสในเชิงชู้สาว และความสุ่มเสี่ยงในการทุจริตเงินวัด ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้เร่งตรวจสอบ ทางชุดสืบสวนได้ใช้เวลารวบรวมข้อมูลอยู่นานเกือบ 1 เดือน จนกระทั่งมีหนังสือร้องเรียนฉบับที่สองส่งตามเข้ามา พร้อมกับแนบแฟลชไดรฟ์บันทึกคลิปซึ่งคาดว่าเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดภายในวัดมาด้วย
เมื่อตำรวจนำคลิปในแฟลชไดรฟ์มาตรวจสอบ เปรียบเทียบกับพยานหลักฐานที่สืบสวนไว้ก่อนหน้า พบว่าข้อมูลมีความตรงกัน ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก รวมถึงการเบียดบังทรัพย์กว่า 100 ล้านบาท ซึ่งมีเส้นเงินเชื่อมโยงไปหาสีกาคนสนิท เป็นที่มาของการออกหมายจับและหมายค้น
ส่วนสีกาคนสนิท เธออยู่ในพื้นที่และแวะเวียนมาที่วัดนานนับสิบถึงยี่สิบปีแล้ว โดยเริ่มต้นจากการเป็นลูกศิษย์ชั้นนอกและชั้นกลางที่มีฐานะดี ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้ามาเป็นคนสนิทที่คอยเฝ้าตู้อยู่บริเวณกุฏิ
ประวัติและพฤติการณ์ของสีกาคนสนิทก็เป็นจุดที่น่าสงสัย เพราะเดิมทีเธอเคยมีประวัติเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งตามข้อกฎหมายย่อมไม่สามารถมีหรือถือครองทรัพย์สินใด ๆ ได้ และเพิ่งจะได้รับการปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายมาได้ไม่นาน
เมื่อปลดแล้วสามารถถือครองทรัพย์สินได้ แต่โดยปกติควรจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่นี่ตัวเธอไม่ได้ประกอบอาชีพหรือทำงานอะไรเลย แต่กลับใช้ชีวิตอู้ฟู่ ใช้เงินมือเติบ และมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ เธอได้ซื้อบ้านถึง 2 หลัง โดยหลังหนึ่งใส่เป็นชื่อของตัวเอง ส่วนอีกหลังหนึ่งนำไปใส่เป็นชื่อของบุคคลอื่น และจากการบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักของเธอ เจ้าหน้าที่พบเงินสดทั้งสกุลเงินไทยและต่างประเทศรวมกว่า 3.8 ล้านบาท พร้อมทองคำหนัก 90 บาท และยังโฉนดที่ดิน สลากออมทรัพย์ กรมธรรม์ต่าง ๆ เป็นต้น
สำหรับประเด็นที่ปรากฏว่ามีการนำทรัพย์สินไปใส่เป็นชื่อของลูกที่ยังเป็นเยาวชนนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายว่า การพิจารณาความผิดทางอาญายึดหลัก “การกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนา” หากมองตามสามัญสำนึกแล้ว ตัวเด็กหรือเยาวชนอาจไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือรับรู้กับการกระทำความผิดของผู้ใหญ่ การจัดแจงโยกย้ายทรัพย์สินทั้งหมด เกิดจากฝั่งผู้ใหญ่ที่ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินมาอยู่ในชื่อตนเอง เนื่องจากกังวลเรื่องประวัติการล้มละลายและการถูกตรวจสอบความผิดปกติ ดังนั้น เมื่อตัวเด็กไม่ได้มีการกระทำร่วมและไม่มีเจตนา ย่อมถือว่าไม่มีความผิดตามหลักกฎหมาย
ทั้งนี้ ผู้ร่วยรายการและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังได้ย้ำเตือนวอนขอกับสังคมให้แยกแยะ อย่าไปคุกคามหรือโจมตีเด็ก ๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเด็ก ๆ จะเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรแล้ว