มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

สาวเอ็นฯ ถูกโมเดลลิงตบ-ข่วน หน้ายับ! เพราะรับงานเอง ด้านโมเดลลิงโต้ ทนไม่ได้ที่ถูกด่า


ข่าวโซเชียล
7 กรกฎาคม 2569265
สาวเอ็นฯ ถูกโมเดลลิงตบ-ข่วน หน้ายับ! เพราะรับงานเอง ด้านโมเดลลิงโต้ ทนไม่ได้ที่ถูกด่า

สาวเอ็นฯ ถูกโมเดลลิงตบ-ข่วน หน้ายับ! เพราะรับงานเอง ด้านโมเดลลิงโต้ เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่โดนด่าใครจะไปทนได้

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (7 ก.ค. 2569) พูดคุยถึงเรื่องราวของเด็กเอ็นที่รับงานแล้วเกิดปัญหาตามมา ซึ่งปกติจะมีโมเดลลิงคอยป้อนงานให้ แต่ในกรณีนี้เด็กเอ็นได้รับงานจากลูกค้าโดยตรง ฝั่งเด็กเอ็นได้บอกกับโมเดลลิงไปว่าจะแบ่งเงินให้ 500 บาท แต่ปรากฏว่าทางโมเดลลิงไม่พอใจ จนเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทและมีการตบหน้าทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้น ซึ่งมีข้อมูลระบุว่า ฝ่ายโมเดลลิงมีเล็บที่ตัดเป็นซี่คล้ายฟันเลื่อยด้วย

 

ผู้ร่วมรายการในวันนี้ประกอบด้วย คุณคะน้า ผู้เสียหาย, คุณน้ำผึ้ง น้องที่ตามไปช่วย แล้วได้รับบาดเจ็บไปด้วย, คุณเรยา ผู้ที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์ และทนายสายหยุด เพ็งบุญชู

 

บนใบหน้าของคะน้าพบรอยแผลรวมประมาณ 8 จุด โดยมีบางจุดที่อยู่ใกล้ดวงตามา โดยคุณคะน้าเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. แม้จะผ่านมากว่าหนึ่งอาทิตย์ แต่รอยยังคงชัดเจนอยู่

 

เธอเล่าว่ารู้จักกับโมเดลลิงชื่อ ‘มายมิ้น’ มาก่อน และเคยส่งงานให้กันหลายรอบ แต่ไม่ได้สนิทกันมากนัก เธอทำอาชีพเด็กเอ็นมาประมาณ 4 ปีแล้ว โดยรับเรทงานอยู่ที่ 2,000 บาท ต่อ 4 ชั่วโมง ซึ่งหน้าที่หลักคือการชงเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้รับงานเอ็นประเภทอื่น คะน้ายอมรับว่าเคยรับงานกับมายมิ้นหลายครั้ง แต่ครั้งล่าสุดนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ผ่านทางโมเดลลิง

 

เพื่อนของเจ้าของร้านได้โทรศัพท์มาหาคะ้าโดยตรง เพื่อให้ไปช่วยชงเครื่องดื่มที่ร้าน ตอนแรกคะน้าพยายามบอกให้ลูกค้าติดต่อผ่านโมเดลลิงไปเลย เพราะเธอกลัวว่าจะมีปัญหาตามมาภายหลัง แต่ลูกค้ายังคงยืนยันที่จะติดต่อผ่านเธอโดยตรง สุดท้ายคะน้าจึงตัดสินใจรับงานและได้พิมพ์ข้อความไปแจ้งมายมิ้นก่อนจะออกจากบ้านว่า ลูกค้าโทรมาตามเบอร์ส่วนตัว และเธอจะโอนค่าโมเดลลิงให้ตามปกติ 500 บาท เธอพยายามโทรหามายมิ้นแล้ว แต่ทางนั้นไม่รับสาย โดยร้านที่เธอเดินทางไปทำงานนั้นก็เป็นร้านของแฟนไมายมิ้น

 

ในวันนั้นมีเด็กเอ็นทั้งหมด 4 คน โดย 3 คน มาจากการจัดหาของมายมิ้น ส่วนคะน้าเป็นคนเดียวที่ลูกค้าเรียกมาโดยตรง เมื่อมายมิ้นเดินทางมาถึงร้านก็แสดงอาการไม่พอใจทันที และเรียกคะน้าไปคุยเพื่อถามว่าเธอมาทำงานผ่านใคร คะน้าพยายามอธิบายว่าได้แจ้งไปในแชตไลน์แล้ว แต่มายมิ้นบอกว่าไม่ได้ใช้ไลน์นั้นแล้ว เมื่อคะน้าบอกให้ดูในโทรศัพท์ มายมิ้นก็ไม่ดู หลังจากนั้นมายมิ้นเริ่มมีพฤติกรรมพูดแซะพูดแขวะ และคอยตั้งคำถามซ้ำ ๆ ว่ามาผ่านใครจนทำให้คะน้ารู้สึกกดดัน

 

เรยา ซึ่งเป็นคนถ่ายคลิปเล่าเสริมว่า คะน้าได้โทรศัพท์หาเธอด้วยความกังวลว่าจะมีปัญหาแน่ ๆ เรยาจึงแนะนำให้เอาหลักฐานการแจ้งเรื่องให้คะน้าดูอีกครั้ง และตั้งข้อสังเกตว่าทำไมคะน้าไม่ไปตำหนิลูกค้าที่เป็นเพื่อนของแฟนตัวเอง แต่กลับมาลงที่ตัวเด็กแทน

 

ต่อมาคะน้าได้เดินไปเข้าห้องน้ำ และได้ยินมายมิ้นกำลังพูดนินทาซุบซิบเรื่องของเธอา เมื่อคะน้าเดินออกมาถามว่า “พี่ได้ด่าหนูหรือเปล่า” มายมิ้นก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ด่า ก่อนจะมีการโต้เถียงกัน แล้วมายมิ้นก็เข้ามากระชากหยุมหัวคะน้าทันที จากนั้นแฟนของมายมิ้นก็ได้เข้ามาแยกออกจากกัน คะน้าจึงออกไปนั่งรอที่หน้าห้องน้ำและโทรศัพท์หาเรยา

 

เมื่อเรยามาถึงที่เกิดเหตุ เธอพบว่าใบหน้าของคะน้ามีเลือดอาบ จึงเข้าไปถามว่าทำไมต้องไล่น้องกลับบ้านทั้งที่น้องโดนทำร้าย ทำไมไม่รับผิดชอบ แต่กลับโดนข่มขู่ว่าจะแจ้งความข้อหาบุกรุกหากเรยาเดินเข้าไปในพื้นที่ร้าน ทำให้เรยาตัดสินใจไลฟ์เหตุการณ์ทั้งหมด

 

ในช่วงที่มีการไลฟ์นั้น มายมิ้นพยายามจะพุ่งเข้ามาทำร้ายเรยา แต่มีคนคอยกันตัวเอาไว้ เรยาพยายามเรียกร้องให้เจ้าของร้านออกมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายที่ทำร้ายร่างกายคือแฟนสาวของเขาเอง

 

สถานที่เกิดเหตุเป็นร้านกาแฟที่ บางพลี จ. สมุทรปราการ แต่ทางเจ้าของและเพื่อนได้รวมกลุ่มกันดื่มเป็นการส่วนตัวภายในร้าน คะน้ายืนยันว่า ในช่วงที่เกิดการตบตีนั้นเป็นการสู้กันตัวต่อตัว โดยไม่มีคนรุม และเหตุการณ์ยุติลงเพราะแฟนของมายมิ้นเข้ามาห้ามไว้

 

หนุ่ม กรรชัย ถามเรยาซึ่งเป็นโมเดลลิงเหมือนกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าผิดกฎจริง ๆ หรือไม่ ซึ่งเรยาชี้แจงว่า ในทางปฏิบัติถือว่าผิดกฎเรื่องการแอบแลกคอนแท็กกับลูกค้า แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำกันมานานแล้วในวงการ เธอเล่าว่า เวลาเด็กไปรับงานแล้วมีการ “กินงาน” หรือการแอบเอาคอนแท็กลูกค้าไปเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย จนเธอมักจะบอกเด็กในสังกัดเสมอว่า ถ้าใครจะแลกก็ปล่อยไปเลยเพราะมันมีมานานแล้ว

 

เรยาบอกว่าเธอรู้จักกับมายมิ้นในฐานะคนในวงการเดียวกัน แต่ไม่เคยร่วมงานกัน เพราะต่างคนต่างเป็นโมเดลลิงและมีลูกค้าส่วนตัวของตัวเอง

 

เรยายืนยันหนักแน่นว่า แม้การกระทำของคะน้าจะผิดกฎของโมเดลลิง แต่ก็ไม่สมควรถูกทำร้ายร่างกาย เพราะหากจะไล่ตบเด็กที่แลกเบอร์ลูกค้าคงต้องตบกันเป็นร้อยคน เนื่องจากการให้เบอร์เพื่อติดต่อกันเวลาถึงหน้างานเป็นเรื่องปกติ

 

คุณน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นเด็กเอ็นอีกคนหนึ่งเล่าว่า เธอตามมาที่เกิดเหตุเพราะเห็นไลฟ์ของเรยา และเห็นว่าสถานการณ์เริ่มเดือด ดูเหมือนมายมิ้นจะพยายามเข้าหาเรื่องเรยาเพียงอย่างเดียว เธอจึงตัดสินใจเดินทางไป โดยที่เธอไม่เคยรู้จักมายมิ้นเป็นการส่วนตัว เพียงเคยส่งงานให้กันแค่ครั้งเดียวแต่ไม่ผ่านจึงไม่ได้ติดต่อกันอีก

 

ในระหว่างรายการมีการพูดถึงคลิปเหตุการณ์ที่น้ำผึ้งถูกมายมิ้นกระโจนเข้าทำร้าย น้ำผึ้งเล่าว่า หลังจากมีการโต้เถียงกัน มายมิ้นได้ลุกขึ้นมากระชากผมและตบเธอก่อน เธอจึงต้องสู้กลับเพื่อป้องกันตัว ในคลิปวิดีโอขณะเคลียร์กันหน้าร้าน มีการถามมายมิ้นว่าทำไมต้องตบน้องขนาดนี้ ทั้งที่มีหลักฐานการแจ้งเรื่องโอนเงินให้แล้ว แต่มายมิ้นตอบเพียงว่า “น้องคุยไม่รู้เรื่อง” จากนั้นก็เกิดการปะทะกันตามที่ปรากฏในคลิป

 

เรยาเล่าว่า เหตุที่ไม่มีใครเข้าไปห้ามในตอนนั้น เพราะเกรงว่าจะดูเหมือนการรุม

 

หลังจากนั้น ตำรวจได้เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ น้ำผึ้งพบว่าใบหน้าของเธอถูกข่วนจนเป็นแผลหลายจุด และเล็บนิ้วนางก็หลุดด้วย ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกตว่า เล็บของมายมิ้นมีความคมผิดปกติ เพราะแผลที่หน้าเธอสาหัสมาก

 

น้ำผึ้งยังเล่าถึงช่วงที่สู้กันว่า เธอพยายามใช้เท้ายันมายมิ้นออกเพื่อเว้นระยะห่าง แต่มายมิ้นกลับงับและกัดนิ้วเท้าของเธออย่างแรง ในคลิปยังเห็นจังหวะที่มายมิ้นซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาพยายามจะถีบน้ำผึ้ง แต่เสียหลักล้มลงไปเองจนเกือบถูกเก้าอี้ที่หงายอยู่

 

น้ำผึ้งระบุว่า หลังเกิดเหตุฝ่ายมายมิ้นเงียบหายไปเลย ไม่มีการติดต่อมาเยียวยาหรือรับผิดชอบใด ๆ เธอต้องไปล้างแผลทุกวัน และต้องฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและพิษสุนัขบ้า

 

ทั้งคะน้าและน้ำผึ้งได้ไปแจ้งความที่โรงพัก และมีการส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล สาเหตุที่พวกเธอต้องออกมาร้องเรียนผ่านสื่อและขอความช่วยเหลือจาก ‘กุ้ง สป.’ เพราะรู้สึกกลัว เนื่องจากได้รับข้อมูลจากคนอื่นมาว่าฝ่ายมายมิ้นมีแบ็กดี และเรื่องที่เคยไปตบคนอื่นก่อนหน้านี้ก็เงียบหายไปทุกครั้ง

 

ทนายสายหยุดได้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า หากเป็นกรณีทำร้ายร่างกายทั่วไปจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี แต่ในกรณีนี้หากบาดแผลทำให้เสียโฉม จะถือว่าเป็นอันตรายสาหัส ซึ่งมีอัตราโทษสูงขึ้นคือจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี

 

 

ขณะที่คุณกุ้ง สป. กล่าวเสริมว่า ตนเองได้ช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พม. สังคมสงเคราะห์ และ สถ. บางพลี เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีไม่ให้เรื่องเงียบหาย คุณกุ้งเล่าว่าตอนแรกที่เห็นไลฟ์ก็ได้เข้าไปแสดงตัวว่าพร้อมช่วยเหลือหากต้องการ จนกระทั่งน้องเรยาติดต่อมาและส่งหลักฐานคลิปต่าง ๆ ให้ดู ตนจึงเข้ามาดูแลเรื่องความปลอดภัยเพราะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

 

มายมิ้นได้โทรศัพท์มาหากุ้งหลังจากสื่อเริ่มนำเสนอข่าว โดยในคลิปเสียงนั้น มายมิ้นพยายามปฏิเสธว่าข่าวที่ออกไปไม่เป็นความจริงเลย และถามว่าคุณกุ้งลงข่าวแบบนั้นได้อย่างไร มายมิ้นยังท้าให้เปิดกล้องดูเล็บของเธอ โดยยืนยันว่า เธอไม่ได้ตัดเล็บเป็นรูปฟันปลาตามที่ถูกกล่าวหา และบ่นว่าการลงข่าวแบบนี้ทำให้ครอบครัวของเธอโทรมาสอบถามจนได้รับความเดือดร้อน เธอย้ำว่าเธอเป็นคนใจดีมากในวงการ และที่โทรมาเพื่อขอความเป็นธรรม ไม่ได้โทรมาต่อว่า

 

คุณกุ้งระบุว่า ในการสนทนานั้นมายมิ้นพูดอยู่ฝ่ายเดียว เหมือนพูดกับแม่ซื้อ และดูเหมือนพยายามจะบอกว่าตนเองไม่ผิด เมื่อคุณกุ้งถามจี้ไปว่าสรุปได้ทำร้ายเขาหรือไม่ มายมิ้นก็ยอมรับว่าทำจริง แต่พยายามอ้างว่าทางฝั่งน้องเรยามากันตั้ง 20 กว่าคน แต่เธอคนเดียวสามารถชนะได้หมด คุณกุ้งเล่าว่าตอนแรกมายมิ้นตกลงจะมาออกรายการโหนกระแสเพื่อชี้แจง แต่สุดท้ายก็เบี้ยว

 

ระหว่างเปิดคลิปที่คุณกุ้งคุยกับมายมิ้น หนุ่ม กรรชัย ได้ถามแซว่าปกติอยู่บ้านใส่แบบนี้ใช่ไหม ซึ่งคุณกุ้งบอกว่าใส่เป็นปกติ มันน่ารัก และภรรยาเป็นคนซื้อให้

 

หนุ่ม กรรชัย ถามฝั่งเด็กเอ็นว่า ในวันเกิดเหตุไปกันกี่คนกันแน่ เรยาชี้แจงว่า เธอเป็นผู้หญิงคนเดียว ส่วนที่เหลือเป็นเพื่อนผู้ชายประมาณ 15 คน เพราะเธอกำลังนั่งดิ่มกันอยู่ แล้วคะน้าโทรมาขอความช่วยเหลือพอดี เธอเน้นย้ำว่า เพื่อนผู้ชายทั้งหมดไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือรุมทำร้ายใครเลย พวกเขาอยู่แค่ข้างหลังเฉย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการปะทะกันตัวต่อตัว ไม่มีใครรุมใคร

 

เธอปฏิเสธข้อกล่าวหาของคะน้าที่ว่าพวกเธอไปรุมด่า 20 คน โดยยืนยันว่า ผู้หญิงที่เข้าไปตรงนั้นมีกันแค่ 4 คนเท่านั้น และเธอก็ไลฟ์ไว้เป็นหลักฐานตลอดเวลา

 

ฝั่งเด็กเอ็นระบุว่า หลังจากเกิดเหตุไม่เห็นมายมิ้นบาดเจ็บตรงไหน และคุณกุ้งก็เล่าเสริมว่า ตอนที่มายมิ้นโทรมาหา ซึ่งเป็น 2 วันหลังเกิดเหตุ ใบหน้าของมายมิ้นก็ดูปกติและยังบอกว่าเพื่งไปทำงานมา

 

ฝั่งเด็กเอ็นเรียกร้องให้มายมิ้นออกมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล เพราะตอนนี้พวกเธอต้องออกเงินเองทั้งหมด และยังไม่สามารถทำงานได้ โดยเฉพาะน้ำผึ้งที่กังวลเรื่องแผลและต้องไปฉีดวัคซีนเพิ่มอีก 2 เข็ม ทนายความย้ำว่า หากเสียโฉมหรือเจ็บสาหัส เรื่องนี้จะกลายเป็นคดีที่ไม่สามารถยอมความได้

 

น้าของมายมิ้นท์ได้ติดต่อมาชี้แจงข้อมูล อ้างว่าไม่ตรงกันหลายประเด็น โดยประเด็นแรกน้าอ้างว่า ในวันเกิดเหตุมายมิ้นไม่ได้โกรธเรื่องเงินค่าโมเดลลิง แต่เข้าไปสอบถามเพราะกลัวว่าคะน้าจะได้รับเงินจากลูกค้าไม่ครบ เนื่องจากลูกค้าอาจอ้างว่าต้องหักเงินไปให้โมเดลลิง ซึ่งน้ามองว่าเป็นความหวังดีที่ไม่อยากให้คะน้าเสียประโยชน์

 

ส่วนเรื่องเล็บที่ถูกระบุว่าเป็นฟันเลื่อย น้าของมายมิ้นส่งรูปเล็บปัจจุบันมายืนยันว่าเป็นเล็บปกติ แต่ฝั่งผู้เสียหายแย้งว่านั่นเหมือนเล็บที่เพิ่งตัดหลังจากเกิดเรื่อง เพราะดูสั้นผิดปกติ และย้ำว่าที่โรงพักมีหลักฐานชิ้นส่วนเล็บและรอยสีเล็บที่เก็บได้จากตัวผู้เสียหายในวันเกิดเหตุ

 

ประเด็นการนัดเจรจา น้าอ้างว่ามายมิ้นพยายามติดต่อคะน้าเพื่อไกล่เกลี่ยแต่ถูกปฏิเสธ และอ้างว่าฝั่งผู้เสียหายเบี้ยวนัดตำรวจเมื่อวันที่ 4 ก.ค. แต่คะน้ายืนยันว่าไม่เป็นความจริง เธอเคยทักเฟซบุ๊กไปแต่ไม่ได้รับการตอบรับ และเหตุที่ยังไม่ได้นัดที่โรงพักเพราะร้อยเวรแจ้งว่าติดธุระ 15 วัน

 

น้ายังระบุเพิ่มเติมว่า มายมิ้นไม่ได้เป็นโมเดลลิงอาชีพ และเตรียมจะเลิกทำเพื่อกลับต่างจังหวัดหลังจบคดีนี้

 

 

ทางรายการได้ติดต่อหา พ.ต.อ. ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก. สภ. บางพลี ได้ให้ข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์ว่า หลังจากได้รับแจ้งเหตุในวันนั้น ทางสายตรวจได้เชิญตัวคู่กรณีมาที่โรงพัก ซึ่งเกิดความวุ่นวายขึ้นพอสมควร จากนั้นพนักงานสอบสวนได้จัดการส่งตัวคู่กรณีทั้ง 3 คน ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทุกคน

 

ผลเบื้องต้นของคุณผึ้ง พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลบางพลี แต่ในตอนนั้นแพทย์ยังไม่ได้ออกใบรับรองแพทย์ให้ทันที แต่เป็นการให้ใบนัดล่วงหน้าอีก 1 เดือน คือวันที่ 27 ก.ค. เนื่องจากเหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. การที่แพทย์นัดดูอาการประมาณ 30 วันเช่นนี้ แสดงว่าบาดแผลมีโอกาสที่จะต้องใช้เวลารักษาเกิน 20 วัน ซึ่งหากผลออกมาเป็นเช่นนั้นจริงก็จะเข้าข่ายเป็น อันตรายสาหัส ในส่วนประเด็นเรื่องบาดแผลจะเข้าข่ายเสียโฉม รือไม่นั้น ผู้กำกับเชื่อว่าแพทย์จะทำการวินิจฉัยและตรวจดูอีกครั้งในวันนัด

 

สำหรับการดำเนินคดีทำร้ายร่างกาย พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ทั้งสองฝ่าย แต่ความหนักเบาของข้อหาจะแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์ ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านัดแล้วไม่มานั้น ท่านได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวนว่า ในช่วงแรกมีการนัดหมายจะเจรจากัน แต่ทางฝั่งคุณผึ้งและคุณคะน้าแจ้งว่าติดธุระที่ต่างจังหวัด จึงยังไม่สามารถมาตามนัดได้ และจะมีการนัดหมายใหม่อีกครั้งหนึ่ง

 

นอกจากนี้ ผู้กำกับได้พูดถึงเรื่องความเสียหายว่า ได้รับข้อมูลจากทางพนักงานสอบสวนว่ามีการเรียกค่าเสียหายมาคนละ 100,000 บาท ซึ่งจุดนี้น้ำผึ้งและคะน้าได้รีบทักท้วงว่า พวกเธอยังไม่ได้เอ่ยปากเรียกเงินจำนวนนั้นเลย เพียงแต่บอกข้อมูลกับตำรวจไปว่าปกติมีรายได้จากการทำงานต่อเดือนเกือบแสนบาท ซึ่งผู้กำกับได้รับทราบและกล่าวว่า พนักงานสอบสวนอาจจะไม่ได้ให้ข้อมูลที่ตรงจากปากคุณผึ้งโดยตรง

 

ผู้กำกับอธิบายต่อว่า การนัดหมายอาจจะไม่สามารถทำได้รวดเร็วนัก เพราะต้องรอความเห็นแพทย์ แต่ถ้าคู่กรณีประสงค์จะมาพูดคุยเจรจากันก่อนก็สามารถทำได้

 

ส่วนประเด็นที่พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีไม่ว่าง 15 วันนั้น ผู้กำกับชี้แจงว่า เป็นเพราะนายตำรวจท่านนั้นเป็นนักเรียนนายร้อยที่ต้องไปฝึกซ้อมรับกระบี่ อย่างไรก็ตาม สามารถมอบหมายสำนวนการสอบสวนให้หัวหน้างานหรือนายตำรวจท่านอื่นทำแทนได้ และจะสั่งการให้มีผู้ประสานงานติดต่อนัดหมายคู่กรณีมาเจรจากันที่โรงพักอีกครั้ง ซึ่งหากตกลงค่าเสียหายกันได้และมีการมอบเงินเยียวยา ก็จะมีการบันทึกไว้เพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามผู้กำกับเพิ่มเติม ถึงกรณีที่มีข้อสังสัยว่าอาจมีการเตรียมเล็บไว้ให้คมเพื่อใก่อเหตุ เพราะบาดแผลลึกและดูรุนแรงกว่าการโดนเล็บปกติข่วน โดยผู้กำกับให้ความเห็นว่า หากทั้งคู่มีปัญหากันมาก่อนและมีการเตรียมการเช่นนั้นจริงก็ถือว่าสมเหตุสมผลที่จะสงสัย แต่เท่าที่ฟังเหตุการณ์เบื้องต้นดูเหมือนจะเป็นการมาเจอกันโดยบังเอิญที่ร้านแล้วเกิดปัญหาเรื่องการรับงาน ซึ่งหากจะมองว่าเป็นการเตรียมการมาล่วงหน้าอาจจะยังมองได้ไม่ชัดเจนนักในขณะนี้ แต่ขอเน้นย้ำว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความรุนแรงของบาดแผลว่าลึกแค่ไหน และเข้าขั้นอันตรายสาหัสหรือเสียโฉมหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดหลักในการพิจารณาคดีมากกว่าเรื่องการเตรียมเล็บ ซึ่งเรื่องเล็บพิสูจน์ยาก แต่หากพิสูจน์ได้ว่ามีการเตรียมการจริงโทษก็จะหนักขึ้น

 

ในขณะที่ผู้เสียหาย เล่าว่า หลังเกิดเหตุมายมิ้นยังคงแจ้งงานและส่งเด็กเอ็นไปทำงานตามปกติ โดยไม่ติดต่อมาขอโทษพวกเธอเลย และเมื่อทักไปถาม มายมิ้นกลับตอบว่าจะรับผิดชอบแค่คะน้าคนเดียว ส่วนน้ำผึ้งนั้นมายมิ้นมองว่าเสืxก จึงจะไม่รับผิดชอบ

 

นอกจากนี้ยังมีคลิปเสียงจากกลุ่มโอเพนแชตที่มายมิ้นยอมรับว่า ที่เธอกัดเท้าน้ำผึ้งเพราะต้องสู้จนตัวตาย โดยน้ำผึ้งยืนยันว่า เธอแค่เข้าไปถามว่าทำน้องทำไม แต่มายมิ้นที่อยู่ในอาการมึนเมากลับพุ่งเข้ามาจิกหัวเธอทันที

 

รายการได้ติดต่อกับมายมิ้น ซึ่งชี้แจงว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ามีการเตรียมการนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเธอไปเจอคู่กรณีโดยบังเอิญ และยืนยันว่าไม่มีเด็กในงานคนไหนโทรศัพท์ไปแจ้งเธอว่าคะน้ามาทำงานที่ร้านนี้

 

เธอได้เข้าไปถามคะน้าว่ามางานแต่ทำไมไม่บอก พร้อมกับบอกให้โอนค่าโมเดลลิงให้เธอด้วย แต่ในประเด็นเรื่องการติดต่อผ่านไลน์นั้น เธออ้างว่าบัญชีไลน์ที่คะน้าทักไปบอกเป็นบัญชีที่เธอไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว

 

มายมิ้นระบุว่าปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของการด่าทอกัน เธอยอมรับว่าตนเองเมาจนจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ว่ามีคนชื่อเรยามาต่อว่าเธอ เธออธิบายสภาพที่เกิดเหตุว่าในร้านมีห้องแยกสำหรับเด็กเอ็นซึ่งอยู่ด้านใน ส่วนเธอนั่งอยู่ด้านนอก ถ้าคะน้าไม่เดินออกจะโดนไหม แต่เธอก็คงจะบอกว่าคะน้าออกมาหาเรื่องไม่ได้ เพราะยอมรับว่าเธอเป็นฝ่ายเข้าไปตบคะน้าก่อน

 

มายมิ้นยังได้ถามกลับว่า ถ้าถูกด่าจะระงับอารมณ์ได้ไหม โดยเธออ้างว่าฝ่ายคู่กรณีมาถามเธอว่า “ไม่จบเหรอ แซะไม่จบเหรอ” ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่ได้แซะแต่คู่กรณีเข้าใจไปเอง และเดินมาถามเธอว่าด่าเขาหรือเปล่าจนเกิดเรื่อง

 

แและตั้งแต่เกิดเหตุเธอเดินทางไปโรงพักตลอด โดยที่ตำรวจไม่ต้องเรียก เพื่อไปแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทั้งการยื่นเล็บให้ตำรวจดูและตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลออกมาปกติ และเธอยังได้ตั้งคำถามว่า ผู้เสียหายอยากได้เงินหรืออยากดัง

 

ในส่วนของน้ำผึ้ง คู่กรณีอีกคน มายมิ้นยืนยันว่าไม่ขอคุยด้วย และจะไม่รับผิดชอบ ยอมรับว่าเธอจำเหตุการณ์ช่วงปะทะกับน้ำผึ้งไม่ได้ชัดเจนเพราะเมามาก แต่ก็ยอมรับว่าคลิปเสียงที่เธอพูดเรื่องการกัดเท้านั้นเป็นเรื่องจริง

 

ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิด เธออ้างว่าตำรวจได้เก็บหลักฐานไป และไม่ให้เธอภาพดูเพราะเกรงว่าเธอจะนำไปโพสต์ เธอจึงไม่เห็นและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

เมื่อถามถึงเรื่องที่น้าของเธอบอกว่า เธอจะออกจากวงการ มายมิ้นตอบว่ายังไม่แน่ใจ เพราะถ้าเธอไม่ได้ทำผิดเธอก็ไม่จำเป็นต้องหนี และมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นผิดด้วยกันทั้งคู่

 

ส่วนประเด็นเรื่องการตะไบเล็บให้คม เธอปฏิเสธและให้เหตุผลว่า หากเธอจะเตรียมการขนาดนั้น สู้เอามีดกรีดหน้าไปเลยไม่ดีกว่าหรือ เธออธิบายว่าบาดแผลที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างสู้กัน เธอเองก็จำไม่ได้ว่าจับโดนอะไรบ้าง

 

มายมิ้นอ้างว่าเธอได้คุยส่วนตัวกับคะน้าแล้ว แต่สำหรับน้ำผึ้งเธอให้ไปว่ากันตามกฎหมาย ซึ่งเมื่อน้ำผึ้งยืนยันจะดำเนินคดีทุกข้อหา มายมิ้นก็ตอบกลับว่า “ตามสบายเลย” เธออ้างว่าตนเองก็มีรอยฟกช้ำและบาดแผลเช่นกัน และไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายที่จะมาตบเธอถึงได้รับบาดเจ็บมากกว่าเธอ

 

เมื่อถามว่าทำไมถึงบอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนจะมาตบเธอ เพราะจากคลิปเห็นชัดว่ามายมิ้นเป็นฝ่ายกระโจนเข้าไปกระชากผมอีกฝ่ายก่อน มายมิ้นไม่ได้ตอบชัดเจน โดยบอกว่าจะขอตัวไปทำธุระก่อน

 

ในประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับเจ้าของร้าน มายมิ้นชี้แจงว่าได้เลิกรากันไปสักพักหนึ่งแล้วก่อนเกิดเหตุ วันนั้นเธอแค่เข้าไปนั่งดื่มเฉย ๆ และไม่ได้มีการหึงหวงใด ๆ ทั้งสิ้น เธอยังย้ำว่า อดีตแฟนยังคงเรียกเด็กเอ็นผ่านเธออยู่ ซึ่งแสดงว่าไม่มีปัญหาติดค้างกัน สุดท้ายเธอได้ขอบคุณรายการที่ให้โอกาสได้พูดและชี้แจง

 

เรยา ได้ชี้แจงประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าด่ามายมิ้น โดยระบุว่า เธอเพียงถามว่า ทำไมไม่ไปหาเพื่อนของแฟนซึ่งเป็นคนจ้าง มาด่าน้องทำไม และเธอได้มีการอสวนกลับไปหลังจากถูกมายมิ้นด่าว่าต่ำ เธอจึงตอบโต้ไปว่าถ้าสูงจริงคงไม่มาทำงานอาชีพเดียวกัน

 

ทนายสายหยุดระบุว่า ต้องรอผลการตรวจจากแพทย์เป็นหลัก หากผลแพทย์ระบุว่าต้องใช้เวลารักษาตัวเกินกว่า 20 วัน หรือบาดแผลนั้นเข้าขั้นเสียโฉม จะถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งมีโทษที่หนักกว่าการทำร้ายร่างกายทั่วไป และที่สำคัญคือ เป็นคดีที่ไม่สามารถยอมความได้

 

สำหรับกรณีที่ทางฝั่งมายมิ้นอ้างว่าจะแจ้งความกลับ จากหลักฐานคลิปและการไลฟ์เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามายมิ้นเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาจิกหัวทำร้ายก่อน ดังนั้น การกระทำของฝั่งผู้เสียหายจึงถือเป็นการป้องกันตัว

 

อย่างไรก็ตาม หากมีการฟ้องร้องกันทั้งสองฝ่าย ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์และความหนักเบาของการกระทำ ซึ่งโทษของแต่ละฝ่ายจะไม่เท่ากัน

 

ในเรื่องของการตระเตรียมการ ทนายชี้แจงว่าหากสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ก่อเหตุมีการเตรียมการมาล่วงหน้า เช่น การตั้งใจตะไบเล็บให้แหลมคม เพื่อใช้เป็นอาวุธในการทำร้ายร่างกาย จะถือเป็นเหตุที่ทำให้โทษเพิ่มสูงขึ้น แม้จะเป็นการเตรียมการในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนเกิดเหตุก็ตาม

 

ส่วนกระบวนการไกล่เกลี่ย ทนายอธิบายว่า หากผลแพทย์ยังไม่ออกว่าสาหัส คู่กรณีสามารถเจรจาค่าเสียหายกันได้ ซึ่งหากมีการมอบเงินเยียวยาและตกลงกันได้ต่อหน้าพนักงานสอบสวน ทางตำรวจจะบันทึกไว้เพื่อใช้เป็นเหตุบรรเทาโทษในชั้นศาลได้

 

ขณะที่ กุ้ง สป. ก็ยืนยันว่าจะติดตามช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่ หากมีการนัดไปโรงพักก็จะไปด้วย

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#เด็กเอ็นฯ#โมเดลลิง#ทำร้ายร่างกาย#ทะเลาะวิวาท
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook