รายการโหนกระแสวันนี้ (23 ก.ค. 2569) พูดคุยเรื่องที่เป็นกระแสอย่างมาก เกี่ยวกับอินฟลูฯ สาวคนหนึ่งคือ ‘คุณแอลลี่ หรือ คุณหนูแอลลี่’ ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียทุกแพล็ตฟอร์ม หลายคนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมุมมองความคิดของเธอ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรฐานการเลือกคู่ครองที่เธอระบุว่า ฝ่ายชายต้องมีรายได้เกิน 500,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากแต่ละเดือนเธอเองหาเงินได้มากกว่านั้นหลายเท่า และไม่อยากเสียเวลามาเริ่มต้นฝึกสอนใคร โดยในวันนี้คุณแอลลี่มาพร้อมกับทนายส่วนตัว ‘ทนายปุ๊บปั๊บ’ และมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ มาร่วมพูดคุยด้วย
ประเด็นเรื่องรายได้ 500,000 บาท แอลลี่ได้ชี้แจงว่า จริง ๆ แล้วเธอชอบคนอายุเยอะ และถึงเงินเดือนจะไม่ถึงแต่ถ้ามีความขยันเธอก็พอไหว เมื่อถามถึงความรู้สึกในการมาออกรายการโหนกระแส แอลลี่รับว่ามีความกลัว เพราะภาพจำของรายการมักเป็นเรื่องรุนแรงหรือข่าวไม่ดีที่จะติดตัวไปตลอด แต่เธอก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ให้โอกาสเธอได้ชี้แจงให้หลายคนได้ทราบ
ปัจจุบันเธอทำหลายช่องทาง ทั้งเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเรียนและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีทั้งคนให้กำลังใจและคนที่เข้ามาตำหนิ ซึ่งเธอมองว่าเป็นเรื่องปกติบนโลกโซเชียลที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ
ประเด็นคลิป 500,000 บาท แอลลี่จึงอธิบายที่มาของคลิปดังกล่าวว่าเป็นการถ่ายทำคอนเทนต์ตามลิสต์ที่เอเจนซีจัดเตรียมมาให้ โดยปกติเธอไม่ค่อยทำเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก แต่มักเน้นเรื่องทัศนคติและการทำธุรกิจ ภาพจำของเธอตั้งแต่สมัยเรียนทันตแพทย์คือผู้หญิงที่หาเงินส่งตัวเองเรียนและสร้างชีวิตด้วยตัวเอง จึงมีคนสงสัยว่าผู้หญิงเก่งแบบนี้มีมุมมองความรักอย่างไร และผู้ชายจะกล้าเข้าหาไหม
รายการได้เปิดย้อนดูคลิปเก่า ๆ ของแอลลี่ที่มีการโชว์รถหรูและการใช้ชีวิตที่ดูร่ำรวย ซึ่งแอลลี่อธิบายว่าเป็นคลิปตั้งแต่สมัยเธออายุ 19 ปี เป็นช่วงที่เธอขายเสื้อผ้าและมีรถป้ายแดงที่บ้านจึงถ่ายเก็บไว้ นอกจากนี้ยังมีคลิปที่ระบุโปรไฟล์ของเธอตอนอายุ 21 ปี ว่าเป็นนักศึกษาทันตแพทย์หลักสูตรสองภาษา เป็นเจ้าของบริษัทมูลค่า 8 หลัก มีแบรนด์เสื้อผ้า และเป็นติวเตอร์
ซึ่งแอลลี่ในวัย 25 ปีชี้แจงว่า การโชว์ความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือในสิ่งที่เธอทำ ส่วนเรื่องสไตล์การแต่งตัวที่ดูแรงหรือการใส่ชุดเซ็กซี่ไปเดินห้าง แอลลี่ชี้แจงว่าเป็นภาพตอนอยู่ที่สุขุมวิทซอย 11 ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นการถ่ายคอนเทนต์เพื่อโปรโมตแบรนด์กางเกงที่เธอเป็นตัวแทนขาย เธอเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีสิทธิ์แต่งตัวตามความชอบเพื่อความสุขของตัวเอง
เมื่อพูดถึงเรื่องการเรียนและความสามารถ แอลลี่เล่าว่า สมัยมัธยมเธอเรียนที่โรงเรียนสายปัญญา รังสิต และก่อนหน้านั้นเรียนที่โรงเรียนแย้มสะอาด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบีคอนเฮาส์ แย้มสะอาด) เธอเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันทางวิชาการและได้รับรางวัลหลายรายการ โดยเธอนำเกียรติบัตรมาแสดงเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เคยพูดไว้ไม่ใช่การกุเรื่องขึ้นมา นอกจากนี้เธอยังชี้แจงเรื่องการเปลี่ยนชื่อจาก ‘โชติมณี’ มาเป็น ‘อลิชา’ ว่าทำไปเพราะชื่อเก่าสะกดเป็นภาษาอังกฤษยากและคนมักอ่านผิด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำว่า ‘แม่มณี’ ตามที่บางคนตั้งข้อสังเกต โดยเธอเปลี่ยนชื่อเองตั้งแต่ปี 2562 ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
แอลลี่ระบุว่า เธอเปิดกว้างต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นเรื่องปกติของบุคคลสาธารณะ แต่หากมีการทำลายชื่อเสียงจนเกินขอบเขต เธอก็พร้อมจะดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ทนายปุ๊บปั๊บได้รวบรวมข้อมูลไว้แล้ว
หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งข้อสังเกตว่าสไตล์การพูดของแอลลี่มักจะแฝงไปด้วยการแสดงความร่ำรวยหรือความมีระดับอยู่เสมอ เช่น การพูดถึงทนายว่ารู้จักผ่าน “ลอว์เฟิร์มใหญ่ ๆ” (สำนักงานกฎหมายขนาดใหญ่) แทนที่จะบอกว่ารู้จักผ่านเพื่อนเฉย ๆ ซึ่งแอลลี่เองบอกว่าพูดตามปกติ อาจเพราะเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว
หนุ่ม กรรชัย ระบุว่า มีคนโพสต์ถึงแอลลี่เป็นจำนวนมากในเพจต่าง ๆ เพื่อรอฟังคำชี้แจง โดยเฉพาะประเด็นที่แอลลี่เคยระบุในคลิปว่า ตนเองมีรายได้เกิน 500,000 บาท จึงต้องการผู้ชายที่มีรายได้ทัดเทียมกันหรือมากกว่า จนนำไปสู่การขุดประวัติว่าเธอรวยจริงหรือไม่ ซึ่งแอลลี่ได้ชี้แจงว่า คำว่ารวยของแต่ละคนไม่เท่ากัน ส่วนตัวเธอทำงานหาเงินเองมาตั้งแต่อายุ 17-18 ปี โดยที่บ้านทำธุรกิจส่วนตัว แต่เธอไม่ได้ติดต่อกับที่บ้านมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ปัจจุบันเธอทำงานหลายอย่าง ทั้งเป็นติวเตอร์ รับงานไลฟ์ในช่องตัวเองที่มีคนส่งของขวัญให้ และหาของมาขาย
หนุ่ม กรรชัย ถามว่า รายได้ต่อเดือนว่าเกิน 500,000 บาทจริงหรือไม่ แอลลี่ตอบว่า ถ้าต่อปีนั้นเกินแน่นอน หนุ่ม กรรชัยจึงได้แย้งโดยการเปิดคลิปหลักฐานที่แอลลี่เคยพูดไว้ชัดเจนว่า “ต่อเดือนหาได้มากกว่า 500,000 หลายเท่า" ทำให้แอลลี่ยอมรับว่าเธอไม่ได้ทำงานประจำ รายได้ในฐานะฟรีแลนซ์จึงมีความไม่แน่นอน บางเดือนได้เกินบางเดือนไม่ถึง ขึ้นอยู่กับกระแสและปัจจัยต่าง ๆ แต่หากถัวเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ในช่วงประมาณนั้นหรือมากกว่า ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย ได้เตือนว่า การพูดไม่ชัดเจนอาจทำให้คนมองว่าโกหกได้
ทนายตุ๋ยถามเรื่องการตั้งมาตรฐานคู่ครองไว้สูงว่าจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท ว่าจะทำให้ขึ้นคานหรือไม่ แอลลี่ตอบว่าเธอเป็นคนทะเยอทะยาน และอยากประสบความสำเร็จในทุกด้าน เธอจึงมองหาคนที่มีศักยภาพสูง และระบุชัดเจนว่าเธอไม่คุยกับผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 40 ปี โดยเน้นคนอายุ 40-50 ปีขึ้นไปเพราะต้องการความวุฒิภาวะที่สามารถสอนให้เธอเติบโตได้ในทุกมิติ
ส่วนประเด็นเรื่องการไปเที่ยวบาร์โฮสต์ แอลลี่ชี้แจงว่าคลิปที่หลุดออกมาเป็นการไปช่วยรุ่นพี่ที่สนิทถ่ายคอนเทนต์ที่ร้าน ซึ่งปัจจุบันปิดไปแล้ว เธอมีเพื่อนในแวดวงนักธุรกิจ และบางครั้งก็ไปเที่ยวเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน โดยมองว่าการไปดื่มกับคนแปลกหน้าในบางช่วงเวลาเป็นทางออกที่ดี
สำหรับการทำงานในปัจจุบัน แอลลี่เล่าว่าเธอรับงานรีวิวบ้าง และไลฟ์ขายของ โดยมีการจดทะเบียนนิติบุคคลมานานแล้ว เพราะทำแบรนด์เสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก ซึ่งต้องใช้ในรูปแบบบริษัทเพื่อทำสัญญาต่าง ๆ
หนุ่ม กรรชัย ได้ถามเรื่องใบอนุญาตสถาบันกวดวิชาและการจัดการเรียนการสอน แอลลี่อธิบายว่า เธอเริ่มจากการเป็นติวเตอร์อิสระสอนภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุ 17 ปี จนกระทั่งสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ และใช้เวลาว่างเริ่มกวดวิชาออนไลน์ ก่อนจะขยายมาเป็นสถานที่เรียนที่อาคารวรรณสรณ์ในปัจจุบัน
แอลลี่ชี้แจงถึงประเด็นที่มีการกล่าวหาเรื่องการย้ายคอร์สเรียนจากเรียนเดี่ยวมาเป็นเรียนกลุ่ม โดยเธอยืนยันว่าในวิชา SAT นั้นไม่มีทางทำได้ เพราะหลักสูตรและหนังสือเรียนต่างกัน แต่เธอยอมรับว่ามีนักเรียนวิชา IELTS ประมาณ 7 คน ที่ถูกย้ายจากเรียนเดี่ยวมาเรียนกลุ่มจริง เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้ต้องการชั่วโมงเรียนเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องการจ่ายเงินเพิ่ม โดยปกติคอร์ส 40 ชั่วโมง จะได้เรียนกับเธอ 20 ชั่วโมง แต่หากเธอทำ Pre-test แล้วพบว่านักเรียนยังไม่พร้อมสอบใน 20 ชั่วโมง เธอจะเสนอให้ย้ายมาเรียนกลุ่มเพื่อให้ได้ชั่วโมงเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าคือ 40 ชั่วโมงในราคาเดิม เพื่อช่วยให้น้อง ๆ พร้อมสอบโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เหตุผลที่ต้องปรับรูปแบบเพราะนักเรียนหลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดสรรเวลาเรียน เนื่องจากต้องเตรียมตัวสอบหลายอย่าง บางคนถึงขั้นลาออกมาเพื่อสอบเทียบ GED แต่ก็ยังไม่มีเวลาเพียงพอ เธอจึงให้ทางเลือกในการเรียนเทปหากไม่สามารถมาเรียนตามเวลาที่กำหนดได้
ในเรื่องของราคาค่าเรียน แอลลี่ยืนยันว่าราคามีความสมเหตุสมผลและถูกกว่าหลายแห่ง อีกทั้งสถาบันของเธอยังเป็นพาร์ทเนอร์กับศูนย์สอบ และมีส่วนลดค่าสอบให้นักเรียนด้วย
สำหรับเรื่องใบอนุญาตจัดตั้งสถาบัน แอลลี่อธิบายว่า เธอเพิ่งเปิดสถานที่สอนจริงจังครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่เปิดได้เพียง 2 เดือนก็ต้องปิดในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคมเพื่อเตรียมย้ายสถานที่ใหม่ โดยเธอเริ่มทำการสอนมาตั้งแต่อายุ 17 ปี ในรูปแบบออนไลน์ และเพิ่งมีสถานที่สอนเป็นห้องเล็ก ๆ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา สาเหตุที่ตอนนั้นยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนเพราะมีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งห้องเดิมมีขนาดไม่ถึงเกณฑ์จึงมีลักษณะเหมือนห้องประชุมมากกว่า
เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ทักท้วงว่าเธอใช้คำว่า “สถาบันกวดวิชา” ในการสื่อสาร ซึ่งอาจทำให้คนเข้าใจผิด แอลลี่ชี้แจงว่าเธอใช้คำนี้ในความหมายทั่วไปของโรงเรียนสอนพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้องไปเช่าห้องในร้านกาแฟสอนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
ด้านทนายตุ๋ยได้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า การใช้คำว่าสถาบันกวดวิชาต้องมีการจดแจ้งตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน และต้องมีหลักสูตรที่ผ่านการรับรอง หากเป็นเพียงการสอนส่วนตัวแล้วใช้คำว่าสถาบันถือว่าไม่ถูกต้อง
หนุ่ม กรชัย จึงได้เตือนแอลลี่ด้วยความหวังดีว่า การสื่อสารเช่นนี้อาจเป็นการโอเวอร์เคลมหรือโฆษณาเกินจริง ซึ่งจะทำให้สังคมกลับมาโจมตีเธอได้เมื่อเกิดประเด็นปัญหา
แอลลี่ยอมรับและอธิบายเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ทำออนไลน์แล้วธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ตั้งตัวว่าจะต้องทำเป็นสถาบันขนาดนี้ จึงต้องใช้สถานที่เดิมไปก่อนในระหว่างที่ดำเนินการย้ายบริษัทและทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งการจดทะเบียนโรงเรียนมีความซับซ้อน โดยเฉพาะการร่างหลักสูตรที่วิชาของเธอไม่ได้อยู่ในหลักสูตรทั่วไปของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องมีการตรวจสอบเรื่องลิขสิทธิ์โจทย์จากหนังสือสำนักพิมพ์ต่าง ๆ และเธอมีการออกหลักสูตรและหนังสือใหม่เรื่อย ๆ จึงต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลเพื่อส่งตรวจ
หนุ่ม กรรชัย ได้ย้ำว่าการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากเธอไลฟ์และใช้คำพูดที่เกินจริงไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นกับดักตัวเอง เมื่อมีประเด็นขึ้นมาคนจะจับผิดทันที ทั้งเรื่องวุฒิการศึกษาที่เธอบอกว่าจบจากคณะทันตแพทย์ แต่ความจริงไม่จบ รวมถึงการใช้คำว่าสถาบันโดยที่ยังไม่มีใบอนุญาต ซึ่งอาจทำให้คนมองว่าเป็นการหลอกลวงให้มาจ่ายเงินเรียน แอลลี่รับทราบและยืนยันว่าเธอกำลังพยายามทำให้ถูกต้อง โดยสถานที่ใหม่ที่ย้ายมาเมื่อปลายเดือนมีนาคมนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ เพราะเธอเพิ่งขยับขยายจากการสอนออนไลน์ที่ทำมา 7-8 ปี มาเป็นการมีหน้าสถานศึกษาจริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธอที่ต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม
เมื่อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียล แอลลี่บอกว่าเธอเห็นผ่าน ๆ แต่ไม่ค่อยได้อ่านใน Facebook เธอจะเล่น Tiktok มากกว่า
ประเด็นที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเธอแอบอ้างเป็นหมอฟันหรือไม่ แอลลี่ชี้แจงว่า เธอเคยทำคลิปชี้แจงเรื่องการลาออกจากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CICM) มาตั้งแต่ปี 2566 แล้ว โดยเธอลาออกในช่วงกำลังจะขึ้นปี 5 แต่เนื่องจากเรียนจบครบ 4 ปีตามหลักสูตร เธอจึงได้รับวุฒิวิทยาศาสตร์บัณฑิต จากคณะทันตแพทยศาสตร์ เธออธิบายว่าวุฒินี้มอบให้ผู้ที่เรียนทันตแพทย์เกิน 4 ปีแต่ไม่จบ 6 ปี ซึ่งเธอเน้นย้ำว่าไม่เคยโฆษณาตัวเองว่าเป็นหมอ และในใบปริญญาก็ระบุชัดเจนว่ามาจากคณะทันตแพทยศาสตร์ แอลลี่เสริมว่าแม้จะเรียนจบ 6 ปี แต่หากสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไม่ผ่านก็เป็นหมอฟันไม่ได้ ซึ่งเธอเองเคยสอบผ่านรอบแรกตอนปี 4 มาแล้ว
เมื่อพูดถึงสาเหตุการลาออก แอลลี่เล่าว่าเธอมีอาการแพ้วัสดุทางทันตกรรม โดยเฉพาะอะคริลิกอย่างรุนแรงจนหายใจไม่ออกและต้องเข้าห้องฉุกเฉิน เธอต้องใส่ชุด PPE และหน้ากาก N95 ตลอดเวลาการเรียน ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมาก เธอจึงเลือกทางเดินที่คิดว่าดีกว่าสำหรับชีวิตและไม่เสี่ยงต่อสุขภาพ
ทางรายการได้มีการเปิดคลิปเก่าที่แอลลี่เคยเล่าว่า พ่อขอให้เธอลาออกเพราะจ่ายค่าเทอมปีละ 1.2 ล้านบาทไม่ไหว ประกอบกับธุรกิจเสื้อผ้าของเธอกำลังเติบโต แอลลี่ยอมรับว่าเหตุผลทั้งหมด ทั้งเรื่องการแพ้ ความต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจ และปัญหาการเงินที่บ้าน คือปัจจัยที่ทำให้เธอตัดสินใจลาออก ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวเตือนว่าตอนแรกแอลลี่พูดไม่หมด พูดเพียงเรื่องแแพ้วัสดุ หากไม่เปิดคลิปแอลลี่ก็อาจจะไม่พูดถึง แอลลี่ตอบว่าเพราะตอนนี้มีประเด็นเรื่องการแพ้ เธอจึงมุ่งอธิบายประเด็นนั้น แต่สรุปแล้วมีหลายเหตุผลรวม ๆ กัน
ในประเด็นธุรกิจเสื้อผ้าที่มี 14 สาขา แอลลี่ชี้แจงว่า เป็นการนำสินค้าไปฝากวางขายตามร้านรวมแบรนด์ในห้างสรรพสินค้า เธอใช้พนักงานเพียง 2 คน ในการเตรียมสินค้าส่งเข้าคลัง เพราะหน้าร้านเหล่านั้นมีพนักงานของเขาดูแลอยู่แล้ว
สำหรับบริษัท ทนายปุ๊บปั๊บได้ชี้แจงว่า กำลังมีคดีความเรื่องการปลอมลายมือชื่อแอลลี่เพื่อโอนหุ้นไปขายให้บุคคลที่สาม ขณะนี้มีการดำเนินการตามกฎหมายอยู่ จึงไม่อยากลงนรายละเอียดมากนัก
ส่วนเรื่องการแข่งโต้วาทีที่ฮาร์วาร์ด แอลลี่ยืนยันว่า เป็นตัวแทนชมรม Thammasat Model United Nations ไปแข่งขันจริงในปี 2020 โดยสวมบทบาทเป็นตัวแทนประเทศต่าง ๆ เช่น ซูดานใต้ อิหร่าน ฯลฯ การแข่งขันไม่ได้มีเกียรติบัตรให้ทุกคนยกเว้นผู้ชนะ แต่เธอก็มีรูปถ่ายยืนยันการไปแข่ง
สำหรับการใช้ชีวิต ที่มีคนออกมาให้ข้อมูลว่าอยู่คอนโดกับเธอ ค่าเช่าเดือนละ 15,000 ไม่ใช่หลักแสน แอลลี่ระบุว่า ปัจจุบันเธอเช่าคอนโด 2 แห่งในย่านทองหล่อและพญาไท ราคาประมาณ 80,000 บาท และ 40,000 บาท เธอให้เหตุผลว่ายังไม่ซื้อเพราะอายุยังน้อยและยังไม่เจอที่ที่ชอบจริง ๆ
จากนั้น รายการได้เปิดคลิปพาชมห้องพัก ในคลิปแอลลี่ยังคงติดการพูดถึงความร่ำรวยหรูหรา เช่น มีดรายยี่ห้อไ Dyson ที่ซื้อจากสิงคโปร์ แต่ไม่ชอบ และมาซื้อดรายอีกรุ่นที่ไทย หรือที่วางกล่องแบรนด์เนม ส่วนใหญ่จะเป็นชาแนล เป็นต้น จะต้องทีการระบุชื่อแบรนด์หรูอยู่ตลอด
ทนายตุ๋ยถามว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะพูดว่า มีดราย 2 อัน แอลลี่ตอบว่าเธอรู้สึกกว่าเธอพูดตามปกติ อีกทั้งเวลาเธอลงคลิปไปไหน ทำอะไร ก็จะมีคนมาคอมเมนต์ถาม เช่น สกินแคร์ยี่ห้ออะไร
หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า เข้าใจว่าปัจจุบันมีการทำคอนเทนต์ หรือสร้างโปรไฟล์ หรือเพื่อการรับงานรีวิว การทำงานต่าง ๆ ที่ต้องการไลฟ์สไตล์ที่ดูหรูหรา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ต้องระวังทั้งเรื่องการถูกขับผิดจากชาวเน็ต หรือแม้กระทั่งสรรพากร ซึ่งแอลลี่ตอบว่าเธอมีทีมบัญชีดูแลอยู่
นอกจากนี้ หนุ่ม กรรชัย ยังได้ตักเตือนเรื่องการใช้คำว่าสถาบันกวดวิชา ทั้งที่ยังไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งแอลลี่ยอมรับว่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนดรามาในโลกออนไลน์ ทนายปุ๊บปั๊บระบุว่ากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องร้องบุคคลประมาณ 20 คน และเพจที่นำเสนอข้อมูลบิดเบือนจนทำให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในหน้าที่การงาน เช่น การกล่าวหาว่าเป็นสแกมเมอร์
สุดท้ายแล้ว ทนายตุ๋ยได้ถามคุณแอลลี่ว่า เปลี่ยนใจเรื่อง 500,000 หรือยัง คุณแอลลี่ตอบด้วยความแน่วแน่ว่าไม่ เธออธิบายว่าเธอเคยเจอผู้ชายมาหลายรูปแบบ เคยคบคนอายุ 40-50 ปี และแม้กระทั่งคนอายุ 40-50 ก็เคยมีที่ให้เธอจ่ายค่าห้องให้ ซื้อของเข้าบ้าน ขอยืมเงินหลักหลายแสน
หาไม่มีคนแบบที่ต้องการจริง ๆ เธอขอพัฒนาตัวเองให้มีความสุขกับการอยู่คนเดียว หาเงินให้ได้เยอะ ๆ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
ทั้งนี้เธอยืนยันว่า สุดท้ายแล้วเงินเป็นหนึ่งในปัจจัย จะเอาเรื่องเงินมาเป็นทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยุคนี้เป็นยุคข้าวยากหมากแพง ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเงินเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ในทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือแฟน ปัจจุบันเธอกำลังคุยกับชาวต่างชาติอยู่
แอลลี่ยืนยันว่า ที่มาออกรายการเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจในทุกข้อสงสัย และพร้อมจะปรับปรุงการทำคอนเทนต์ให้เหมาะสม ระมัดระวังในเนื้อหาการสื่อสาร