จากกรณีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ร้องเรียนว่าถูกเพื่อนนักเรียนกลั่นแกล้ง ข่มขู่ ยืมเงิน ทำร้ายร่างกาย มีการใช้บุหรี่จี้ตามร่างกาย ล่าสุดผู้อำนวยการโรงเรียนเปิดเอกสารหลักฐานการดำเนินการ และภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมยืนยันว่าโรงเรียนเข้าคุ้มครองและดูแลนักเรียนทันทีหลังได้รับแจ้ง ก่อนดำเนินมาตรการตามระเบียบและกรอบของกระทรวงศึกษาธิการจนเสร็จสิ้นภายใน 15 วัน และนักเรียนสามารถกลับมาเรียนร่วมกันได้ตามปกติตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
โดยก่อนหน้านี้ โรงเรียนออกแถลงการณ์ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เหตุการณ์มีที่มาจากการทวงถามและยืมเงินระหว่างนักเรียน โดยมีหลักฐานการสนทนาบางส่วน ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องใช้บุหรี่จี้ยังมีข้อมูลไม่ชัดเจน และนักเรียนอีกฝ่ายปฏิเสธ โรงเรียนจึงยังไม่สามารถสรุปหรือชี้ขาดความผิดของฝ่ายใดได้ ส่วนการดำเนินคดีอาญาอยู่ในอำนาจของ สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่งพนักงานสอบสวนได้นัดสอบปากคำเยาวชนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนต่อหน้าสหวิชาชีพ วันที่ 18, 19 และ 25 สิงหาคม 2569 ตามลำดับ
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากผู้อำนวยการโรงเรียนขอนแก่น พร้อมพาผู้สื่อข่าวสำรวจภายในโรงเรียน พบว่านักเรียนหลายระดับชั้นยังคงทำกิจกรรมและเล่นกีฬาภายในโรงเรียนตามปกติ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำบริเวณหน้าโรงเรียนและเดินตรวจเป็นระยะ รวมถึงติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่ และจัดการพื้นที่มุมอับลับตาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนและบุคลากรครู ตามระเบียบและมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ
พร้อมกันนี้ ทาง ผอ.รร. ยังได้ฝากสื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงเรื่องดังกล่าว หลังนักเรียนที่ถูกกล่าวหา ถูกนำภาพใบหน้าไปเปิดเผยในโซเชียล เพื่อล่าแม่มด โดยทางโรงเรียนยืนยันว่ามีการดำเนินการทันทีและต่อเนื่องจนสามารถเรียนร่วมกันได้ภายใน 15 วัน แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนดำเนินการตรวจสอบภายในจนเสร็จสิ้นแล้ว และเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถนำไปประกาศเผยแพร่ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ผอ.รร.นำเอกสารและหลักฐานที่โรงเรียนใช้ดำเนินการช่วยเหลือและคุ้มครองนักเรียนมาแสดงต่อผู้สื่อข่าว ทั้งเอกสารการพูดคุยไกล่เกลี่ย บันทึกข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีผู้ปกครองรวม 4 คนลงชื่อกำกับ โดยฝ่ายนักเรียนชายที่ร้องว่าถูกเพื่อนไถเงิน ทำร้าย และใช้บุหรี่จี้ใบหน้า มีแม่เป็นผู้ลงชื่อ รวมถึงภาพถ่ายการพูดคุยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ภายในห้องผู้อำนวยการโรงเรียน
โดยในการพูดคุยวันดังกล่าว ฝ่ายนักเรียนผู้ร้องมีแม่และยายเข้าร่วม ขณะที่ฝ่ายนักเรียนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน มีผู้ปกครองเดินทางมาร่วม โดยมีภาพนักเรียนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนกราบขอโทษแม่ของนักเรียนผู้ร้อง และภาพนักเรียนทั้ง 4 คนนั่งร่วมกัน โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนอบรมสั่งสอนและปรับความเข้าใจ
พร้อมกันนี้โรงเรียนยังนำเอกสารสลิปการโอนเงินคืนให้กับนักเรียนผู้เสียหายมาแสดง โดยข้อมูลต้นฉบับระบุยอดคนละ 1,000–1,5000 บาท พร้อมข้อความยืนยันการพูดคุยว่าทั้งสองฝ่ายตกลงทำความเข้าใจและสามารถกลับมาเรียนร่วมชั้นกันได้ตามปกติ ตลอดจนรายงานการดำเนินมาตรการตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ 4 ด้าน
มาตรการแรก คือ การเรียนร่วมกันและความปลอดภัย โรงเรียนจัดระบบบันทึกสถิติการเข้าเรียนและพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของนักเรียนทุกรายข้ามวิชา โดยมีครูผู้สอนและครูที่ปรึกษาดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับนักเรียนกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาให้เว้นระยะห่างเชิงพฤติกรรม ห้ามแสดงกิริยา วาจา หรือพฤติกรรมที่เป็นการคุกคามหรือกดดันทั้งทางตรง ทางอ้อม และผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเด็ดขาด
มาตรการที่สอง คือ การชดเชยเยียวยาทางการเงิน ผู้ปกครองฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายินยอมตรวจสอบสเตทเมนต์และหลักฐานการโอนเงินของนักเรียนในปกครองทั้ง 3 คน เพื่อคืนเงินส่วนที่ยังค้างชำระให้กับนักเรียนผู้ถูกกระทำให้ครบตามหลักฐาน
มาตรการที่สาม คือ การดูแลสภาพจิตใจ โรงเรียนมอบหมายครูแนะแนวและครูจิตวิทยาประจำโรงเรียนติดตามและประเมินสภาพจิตใจของนักเรียน เพื่อลดความวิตกกังวลในการกลับมาเรียนตามปกติ
มาตรการที่สี่ คือ การแสดงความรับผิดชอบและปรับความเข้าใจ ผู้ปกครองฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและนักเรียนทั้ง 3 คนได้กล่าวขอโทษผู้เสียหายและผู้ปกครองอย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายผู้เสียหายยินดีรับคำขอโทษด้วยความเต็มใจ เพื่อยุติความขัดแย้ง
นอกจากนี้ ผอ.รร.ยังเปิดภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าประตูห้องเรียนในวันที่มีการแจ้งความ โดยระบุว่า ช่วงพักเที่ยง นักเรียนกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ออกไปจากบริเวณดังกล่าวจนถึงเวลาเข้าเรียน ขณะที่นักเรียนซึ่งเป็นฝ่ายให้เพื่อนยืมเงินเดินออกจากห้อง ผ่านกลุ่มนักเรียนผู้ถูกกล่าวหาไปทานข้าว ก่อนกลับเข้าห้องในช่วงก่อนเริ่มเรียนไม่นาน โดยภาพที่โรงเรียนนำมาแสดงไม่พบเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการทำร้ายร่างกายในช่วงเวลาดังกล่าว
เหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียนใหม่ ขณะนั้นโรงเรียนยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งทราบภายหลังจากผู้ปกครอง หลังมีการเข้าแจ้งความแล้วนำเรื่องมาแจ้งโรงเรียน โดยใบแจ้งความระบุว่านักเรียน ม.6 คนดังกล่าวถูกทำร้ายร่างกาย และมีแม่กับยายพาไปแจ้งความก่อนเดินทางมายังโรงเรียน ช่วงเที่ยงจึงให้ฝ่ายกิจการนักเรียนเข้าดำเนินการ พร้อมมอบหมายครูฝ่ายปกครองตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งสถานที่ที่ถูกระบุว่าเกิดเหตุว่าอยู่ภายในอาคารเรียนหรือไม่ และตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งจากภาพพบว่าเด็กออกไปทานข้าวกับเพื่อนตามปกติ พร้อมสอบถามเพื่อนนักเรียน ครู และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อความปลอดภัย โรงเรียนแยกนักเรียนทั้งสองฝ่ายออกจากกัน ให้เรียนคนละห้อง และจากการตรวจสอบเรื่องการยืมเงินพบข้อความสนทนาทางไลน์ระหว่างเพื่อน โรงเรียนจึงพิมพ์ข้อความทั้งหมดเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมา วันที่ 18 พฤษภาคม โรงเรียนมอบหมายรองผู้อำนวยการไปสอบถามนักเรียน รวมถึงครูที่เกี่ยวข้อง ก่อนรายงานตามขั้นตอน และมีนักจิตวิทยากับครูเข้าพูดคุยกับนักเรียน โดยโรงเรียนระบุว่ามีหลักฐานการดำเนินการทุกขั้นตอน หลังจากนั้น โรงเรียนมีนโยบายแยกนักเรียนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนออกจากห้องเรียนเดิม เพื่อความปลอดภัย โดยให้ไปเรียนในห้องแนะแนวเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ขณะที่นักเรียนผู้ร้องยังคงเรียนในห้องตามปกติ และมียายมาเฝ้าดู โดยโรงเรียนอำนวยความสะดวกให้
จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของนักเรียนผู้ถูกกล่าวหา ผอ.รร.ระบุว่า พบการพูดคุยและยืมเงินกันจริงทั้ง 3 คน โดย 1 คนยืมแล้วมีการคืนเงิน ส่วนอีก 2 คนมีทั้งคืนและยังไม่คืน ขณะเดียวกันมีข้อความหนึ่งระบุในลักษณะว่า หากไม่ให้ยืมเงิน “จะแกล้งต่อ” ซึ่งโรงเรียนไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการพูดจริงหรือพูดเล่น
วันที่ 28 พฤษภาคม โรงเรียนได้นัดผู้ปกครองทุกฝ่ายมาพูดคุยอีกครั้ง โดยมีแม่และยายของนักเรียนผู้ร้อง รวมถึงผู้ปกครองของนักเรียนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนเข้าร่วม ก่อนหน้านั้นโรงเรียนได้สอบถามข้อมูลและอบรมนักเรียนไว้แล้ว ผู้ปกครองฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาต้องการให้บุตรหลานกลับเข้าเรียนในห้องเดิม เนื่องจากไม่ต้องการให้กระทบผลการเรียนในชั้น ม.6 จึงมีการพูดคุยและทำข้อตกลง โดยแม่ยินยอมให้มีการขอโทษ นักเรียนทั้ง 3 คนจึงกล่าวขอโทษ ก่อนมีการหารือถึงอนาคตของนักเรียนทั้ง 3 คน และขอให้กลับเข้าห้องเรียนตามเดิม ซึ่งฝ่ายนักเรียนผู้ร้องยินดี
ในส่วนคดีอาญา โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการแทนได้ เนื่องจากเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจ และโรงเรียนไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะชี้ขาด โดยยืนยันไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด พร้อมเคารพสิทธิของผู้ปกครองในการดำเนินคดี และนักเรียนฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็ยินยอมว่าหากตำรวจดำเนินการหรือมีผลอย่างไรจะยอมรับตามนั้น โรงเรียนจึงให้กระบวนการทางคดีเป็นหน้าที่ของตำรวจ
หลังการแจ้งความครั้งแรกผ่านไปประมาณ 3 วัน แม่ของนักเรียนได้ไปถอนแจ้งความ ก่อนที่ต่อมาพ่อจะพาลูกชายไปแจ้งความอีกครั้ง ขณะที่ทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้นโรงเรียนได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับทั้งหมด
ส่วนข้อเรียกร้องของผู้ปกครองฝ่ายนักเรียนผู้ร้องที่ต้องการให้นักเรียนผู้ถูกกล่าวหาออกจากโรงเรียน โรงเรียนไม่สามารถให้นักเรียนออกจากโรงเรียนได้ทันที เพราะระเบียบของกระทรวงกำหนดมาตรการทางวินัยไว้ 4 สถาน ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนน และบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งโรงเรียนได้ดำเนินการครบทั้ง 4 ขั้นตอนแล้ว พร้อมบันทึกเงื่อนไขว่า หากเกิดเหตุซ้ำจะเข้าสู่กระบวนการย้ายโรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองยินยอม
ภายหลังการดำเนินการดังกล่าว โรงเรียนมอบหมายครูที่ปรึกษาและฝ่ายกิจการนักเรียนติดตามดูแลเป็นพิเศษ โดยครูที่ปรึกษารายงานว่าเด็กชายมาเรียนร่วมกับเพื่อนตามปกติ แต่ยังคงกำหนดระยะห่างระหว่างนักเรียนทั้งสองฝ่ายไว้ ปัจจุบันนักเรียนทุกคนยังมาเรียนตามปกติ
ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวว่า เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย โรงเรียนได้จัดทำข้อตกลงกำหนดมาตรการไว้อย่างชัดเจน ทั้งการเรียนร่วมกัน การคืนเงินที่มีการหยิบยืม และการดูแลด้านสภาพจิตใจ โดยให้ครูแนะแนวและครูที่ปรึกษาติดตามอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ในวันที่ 28 พฤษภาคม ยังมีหนังสือจากแม่ ซึ่งระบุหลังสอบถามบุตรชายว่า ไม่มีอาการวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัย มีสมาธิในการเรียนดีขึ้นเป็นลำดับ และมีความสบายใจมากขึ้น ขณะที่แม่ยังได้ลงความเห็นและลงลายมือชื่อว่าเด็กสามารถเรียนต่อได้ และนักเรียนยังคงเรียนอยู่จนถึงปัจจุบัน
หลังดำเนินการทุกขั้นตอน โรงเรียนเข้าใจว่าเหตุการณ์ยุติลงแล้ว เพราะมีการจัดการตามกระบวนการและมีเอกสารยืนยันครบถ้วน รวมทั้งนักเรียนทั้ง 4 คนสามารถปรับความเข้าใจ กลับมาเป็นเพื่อน และเรียนร่วมชั้นกันต่อได้ โดยกระบวนการภายในดำเนินการเสร็จสิ้นภายในกรอบ 15 วัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องกลับมาปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง ยอมรับว่ารู้สึกตกใจ เพราะเห็นว่าโรงเรียนดำเนินการตามขั้นตอนมาตั้งแต่วันแรก และก่อนหน้านี้มองว่ารายละเอียดบางส่วนเป็นกระบวนการภายในที่ไม่จำเป็นต้องนำออกมาชี้แจงต่อสาธารณะทั้งหมด ขณะที่แถลงการณ์ของโรงเรียนเป็นการชี้แจงในภาพกว้าง