มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

อยู่ไม่ไหว! เจอเพื่อนบ้านตัวซีเคร็ต! กับ 'ปังปัง' หมาของเขา ด่ากราดได้ทุกเรื่อง ล่าสุด จนท. เข้าเจรจานำตัวไปรักษาแล้ว


ข่าวโซเชียล
24 มิถุนายน 2569475
อยู่ไม่ไหว! เจอเพื่อนบ้านตัวซีเคร็ต! กับ 'ปังปัง' หมาของเขา ด่ากราดได้ทุกเรื่อง ล่าสุด จนท. เข้าเจรจานำตัวไปรักษาแล้ว

อยู่ไม่ไหว! เจอเพื่อนบ้านตัวซีเคร็ต! กับ 'ปังปัง' หมาของเขา ด่ากราดได้ทุกเรื่อง ล่าสุด จนท. เข้าเจรจานำตัวไปรักษาแล้ว กลุ่มผู้ร้องยันไม่มีเจตนาร้าย หากกลับจากรักษาคงดีขึ้น พร้อมช่วยดูแลด้วยความเข้าใจ

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (24 มิ.ย. 2569) พูดคุยกรณีชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านมาร้องขอความเป็นธรรม โดยเรื่องนี้ถูกส่งต่อมาจากเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 7 บอกว่าสถานการณ์หนักหนาสาหัสมาก เพราะในหมู่บ้านมีทั้งผู้ป่วยติดเตียงและคนเป็นโรคหัวใจ ปัญหาหลักเกิดจากผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้าน คือ ‘ป้าเอ’ ซึ่งมีหมาคู่ใจชื่อ ‘ปังปัง’ ที่มักจะกัดหรือไล่คนที่เข้าไปต่อว่าเจ้าของ ทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่ว

 

ผู้ร่วมรายการประกอบด้วย คุณวิภาดา เลขานุการชุมชนหมู่บ้านฮอลลีวูด, ป้าจี่ เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามที่ทะเลาะกันมา 2 ปี และโดนด่าทุกวัน, เจ้าของร้านชำที่โดนด่าและเกือบถูกมีดแทง, คุณทิพย์, ป้าตุ๊ก ที่ระบุว่าโดนทำร้ายร่างกายด้วยการเอาไฟแช็กเผาหัว, พี่ศร ที่โดนด่าหน้าบ้านจนแม่วัย 80 ที่ป่วย และหลานวัย 21 วันไม่ได้หลับนอน, คุณอาย ภรรยาพี่ศร โดยมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอภานนท์ มาเป็นทนายคนกลาง

 

เรื่องเกิดขึ้นในหมู่บ้านฮอลลีวูด ซอยอ่อนนุช 17 แยก 9 คุณวิภาดาระบุว่าอยู่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ส่วนป้าจี่อยู่มา 50 ปีแล้ว สำหรับป้าเอคู่กรณีนั้น เดิมเคยอยู่ทาวน์เฮาส์แถวปากซอย ต่อมาได้ขายทาวน์เฮาส์แล้วย้ายมาซื้อบ้านอยู่ในซอย 3 ของหมู่บ้าน ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ในช่วงแรกที่ย้ายมายังไม่มีปัญหาอะไร แต่เริ่มมีปัญหากับคนข้างบ้านเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว โดยคู่กรณีอาศัยอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้ รวมเป็น 3 คน (ไม่มีสามี) และมีสุนัขคู่ใจชื่อปังปัง ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ไทย

 

ช่วงแรกคู่กรณีมีปัญหากันเองภายในครอบครัว มีเสียงดังทะเลาะกัน ต่อมาเมื่อลูกชายและลูกสะใภ้ย้ายออกไป ป้าเอก็เริ่มมีปัญหากับบ้านข้าง ๆ จนถึงขั้นมีการแจ้งตำรวจเป็นปี สาเหตุเกิดจากคู่กรณีไปกล่าวหาว่าบ้านข้าง ๆ ทำหลังคาบ้านเขารั่ว เนื่องจากมีการต่อเติมเป็น 2 ชั้น จนสุดท้ายบ้านข้าง ๆ ทนไม่ไหวเพราะโดนด่าทุกวัน จึงยอมเสียเงิน 18,000 บาทเพื่อซ่อมหลังคาให้ป้าเอ

 

หลังจากนั้นป้าเอก็เริ่มมีปัญหากับบ้านฝั่งตรงข้าม คือบ้านของป้าลิ้นจี่ ซึ่งป้าจี่เป็นโรคหัวใจ และยังมีเพื่อนบ้านอีกคนที่อายุ 85 ปี ซึ่งอยู่ติดกับบ้านป้าจี่ก็โดนหมาของคู่กรณีกัดที่แขนด้วย เพื่อนบ้านคนดังกล่าวจึงต้องเอาผ้ามาปิดหน้าบ้านตัวเองไว้เพื่อไม่ได้ยินเสียงและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

 

ป้าจี่ระบุว่า ตนเองโดนด่าทุกวันทั้งเช้าและกลางคืน ทั้งที่เมื่อก่อนเคยเป็นเพื่อนบ้านกันปกติ และป้าจี่ก็เคยสงสารที่เขาอยู่ตัวคนเดียว แต่พอป้าจี่กลับมาจากต่างจังหวัด คู่กรณีก็เริ่มด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย เช่น เรียกป้าจี่ว่า อีจี่ และด่าว่าให้คนไม่ดีมาเช่าบ้าน

 

คำด่าที่ป้าจี่ได้รับเป็นประจำคือ อีแก่ตัณหากลับ, สัตว์เดรัจฉาน และมักจะแช่งว่า “เมื่อไหร่มึงจะตายซะที มึงตายเมื่อไหร่กูจะเอาเหรียญบาทใส่ปากให้มึง” ซึ่งป้าจี่เคยด่าสวนกลับไปครั้งหนึ่งด้วยคำว่า “อีด_กท_ง”

 

ป้าจี่อาศัยอยู่กับลูกชาย ซึ่งลูกชายมักจะบอกให้แม่เงียบและอดทน ไม่ต้องไปเถียงเพราะเขารู้ว่าเป็นคนอย่างไร ลูกชายของป้าจี่มีอาชีพขับรถตู้ เมื่อเวลาถอยรถเข้าบ้านจะมีเสียงสัญญาณ “ติ๊ด… ติ๊ด…” คู่กรณีก็จะตะโกนด่าตามจังหวะเสียงรถว่า “พ่อมึงตาย พ่อมึงตาย” และด่าลูกชายว่า “ไอ้หัวล้าน” พร้อมทั้งว่ากล่าวไปถึงพ่อแม่ว่าไม่สั่งสอน

 

นอกจากเสียงด่าทอแล้ว ป้าจี่ยังเล่าว่า คู่กรณีมักจะมีพฤติกรรมขากถุย อาเจียน และปาขวดเบียร์เข้าบ้าน โดยในคลิปหลักฐานที่นำมาเปิดในรายการ จะได้ยินเสียงคู่กรณีด่าทอด้วยอารมณ์รุนแรงและใช้คำหยาบคาย

 

ป้าจี่เคยไปแจ้งความที่โรงพักหลายครั้งจนปวดหัว เพราะเจ้าหน้าที่ให้เดินไปเดินมาหลายโต๊ะ ล่าสุดได้แจ้งความในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญ ด่าอาละวาด และปาขวด แต่ตำรวจก็ทำได้เพียงรับแจ้งความไว้ เพราะขนาดตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ คู่กรณีก็ยังด่าตำรวจด้วย

 

หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวขอภัยป้าจี่ โดยบอกว่าเข้าใจในความเดือดร้อน แต่ขำตรงที่ป้าเอสรรหามาด่า ด่าตามเสียงถอยรถ ขยันคิดคำด่าให้เข้ากับจังหวะเหลือเกิน

 

เรื่องราวความขัดแย้งของเพื่อนบ้านรายนี้เคยถูกนำเสนอผ่านสื่อไปแล้วหลายช่อง แต่ทางผู้เสียหายยืนยันว่า แม้จะมีการออกข่าวไปแล้ว แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบสิ้นและยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

 

ป้าลิ้นจี่บอกว่า มีความเครียดสะสมมาก พอไปแจ้งความตำรวจก็ยังไม่ได้จัดการอะไรให้ โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า คู่กรณีด่าทออยู่ภายในพื้นที่บ้านของตนเอง ไม่ได้ออกมาด่านอกบ้าน ไม่ได้ทำร้ายร่างกาย หรือไม่ได้มาทำลายทรัพย์สินอย่างเช่นการเตะรั้ว แต่ป้าลิ้นจี่โต้แย้งว่าเคยมีเหตุการณ์ที่คู่กรณีมาเตะรั้วบ้านของป้าครั้งหนึ่ง สาเหตุเกิดจากป้าเห็นหมาของคู่กรณีมาอยู่หน้าบ้าน จึงไล่ไป แต่ยืนยันว่าพูดดี ๆ ว่า “ปัง ไป เข้าบ้านไปลูก” แต่พอเจ้าของหมาได้ยินว่าป้าไล่หมาเขา เขาก็เดินมาเตะรั้วบ้านป้าทันที

 

ป้าลิ้นจี่เล่าว่า ปังปังเป็นหมาที่ดุ เคยไล่กัดเด็กจนจักรยานล้มคว่ำมาแล้ว ในอดีตก่อนที่จะมีเรื่องผิดใจกัน ป้าลิ้นจี่ก็เอ็นดูหมาตัวนี้ ตอนปังปังวิ่งหนีออกจากบ้านก็เคยเข้าไปช่วยต้อนปังปังเข้าบ้านจนป้าล้ม ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า ต้องรักษาตัวอยู่นานหลายเดือน ตอนนี้ก็ยังสงสารหมาเพราะเห็นว่าเป็นสัตว์ หมาไม่เคยแยกเขี้ยวหรือจะกัดป้า และมักจะฟังคำสั่งเวลาป้าบอกให้เข้าบ้าน

 

คุณหนึ่ง เจ้าของร้านค้า เล่าประเด็นความขัดแย้งว่า คู่กรณีมักจะเดินด่าไปทั่วถนน โดยเฉพาะเวลาเดินผ่านหน้าร้านก็จะด่าทอร้านค้าด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ปัญหาลุกลามเมื่อหมาของคู่กรณีจะกัดลูกค้าหน้าร้าน พอไล่สุนัขออกไปคู่กรณีก็เกิดความไม่พอใจ เข้ามาด่าทอว่ามาไล่หมาของเขาทำไม โดยคู่กรณียังประกาศกร้าวว่า จะด่าจนกว่าทุกคนจะอยู่ไม่ได้และต้องย้ายหนีไปเอง เมื่อคุณหนึ่งพยายามบอกให้คู่กรณีกลับไปโวยวายที่หน้าบ้านตนเองเพราะร้านต้องขายของ คู่กรณีกลับไปหยิบมีดออกมาข่มขู่ถามว่าจะเอาอย่างไร โดยในรายการมีการเปิดคลิปหลักฐาน

 

คุณหนึ่งอธิบายว่าจุดเริ่มต้นของความโกรธแค้นนาน 2 ปีนี้ เกิดจากเหตุการณ์ที่หมาปังปังกระโดดกัดเด็กที่ขี่จักรยานผ่านมาจนเด็กต้องทิ้งรถวิ่งหนี ในตอนนั้นพี่สาวของคุณหนึ่งเห็นเหตุการณ์ จึงนำน้ำมาสาดใส่สุนัขเพื่อช่วยเด็กไม่ให้โดนกัดซ้ำ หลังจากเหตุการณ์น้ำสาดหมา คู่กรณีก็มาด่าที่ร้านค้าทุกวันต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปี และลามไปด่าป้าลิ้นจี่ที่เป็นเจ้าของบ้านเช่าด้วย โดยด่าว่าทำไมถึงเอาคนแบบนี้มาเช่าบ้าน เมื่อคุณหนึ่งไปแจ้งความ ตำรวจลงบันทึกประจำวันว่าเป็นเรื่อง สมัครใจทะเลาะวิวาท เนื่องจากมีการด่าโต้ตอบกันไปมา ส่วนเรื่องการถือมีดมาข่มขู่ ตำรวจไม่ได้รับแจ้งความในประเด็นนั้น โดยอ้างว่ายังไม่เกิดเหตุหรือเหตุไม่ได้เกิดซึ่งหน้า

 

ทนายตุ๋ยตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องการถือมีดข่มขู่นั้นมีหลักฐานชัดเจน ตำรวจควรดำเนินการสอบสวนได้ จากการย้อนดูคลิปภาพพบว่าสุนัขมีพฤติกรรมพยายามจะวิ่งเข้าไปกัดเด็กซ้ำ รวมถึงเคยกัดผู้ชายสูงอายุคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในบ้านของตนเองจนต้องเข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ทนายตุ๋ยระบุว่า การส่งเสียงดังเดือดร้อนรำคาญถือเป็นความผิดลหุโทษที่มีโทษปรับ 1,000 บาท ซึ่งความยากของตำรวจคือการที่คู่กรณีคุยไม่รู้เรื่อง คุณหนุ่ม กรรชัย แจ้งว่า ได้ประสานงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมสุขภาพจิต เพื่อลงพื้นที่จัดการเรื่องนี้ โดยได้รับคำยืนยันจากญาติของคู่กรณีว่าอนุญาตให้พาตัวไปตรวจรักษาได้

 

ผู้ร้องเรียนอีกคนคือ พี่ตุ๊ก เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า เรื่องเริมเมื่อปีที่แล้ว ในตอนนั้นหมาของคู่กรณีได้วิ่งเข้ามาและพยายามจะงับขาของพี่ตุ๊ก ทำให้พี่ตุ๊กต้องรีบยกขาขึ้นแล้วอุทานออกมาด้วยความตกใจว่า “เหี้x” แต่คู่กรณีมองว่าพี่ตุ๊กไปด่าหมาของเขา แม้พี่ตุ๊กจะพยายามอธิบายว่าเป็นเพียงการอุทานไม่ได้มีเจตนาด่า แต่คู่กรณีก็ไม่ฟังและด่าทอไปถึงบรรพบุรุษของพี่ตุ๊ก ซึ่งในตอนนั้นพี่ตุ๊กไม่ได้สนใจและเดินหนีไปเพราะต้องรีบไปทำงาน

 

เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปนานเป็นปี จนกระทั่งมาถึงวันที่เกิดเหตุล่าสุด พี่ตุ๊กเดินออกจากบ้านใน้วลาประมาณ 06.00 น. ซึ่งต้องเดินผ่านซอย 3 เพื่อออกไปหน้าหมู่บ้าน ในตอนนั้นคู่กรณีอยู่บริเวณกลางซอย 3 ซึ่งเลยบ้านของเขาไปแล้ว ในมือถือไม้ไผ่ที่มีลักษณะคล้ายไม้พลองของลูกเสือ คู่กรณีได้ใช้ไม้กระแทกพื้นเสียงดัง พร้อมกับชี้หน้าหมาปังปังแล้วพูดว่า “อีปัง มึงจำได้ไหม อีคนนี้มันเคยด่ามึงว่าเหี้x” จากนั้นคู่กรณีก็ถือไม้เดินตามหลังพี่ตุ๊กมาตั้งแต่ซอย 3 จนเกือบจะถึงซอย 1 และใช้ไม้กระทุ้งใส่พี่ตุ๊ก ซึ่งพี่ตุ๊กพยายามหลบแต่ก็โดนแทงเข้าที่ท้องจนเป็นรอยเขียวช้ำ

 

จากนั้นเกิดการยื้อแย่งไม้กันจนถึงบริเวณซอย 2 โดยในช่วงแรกพี่ตุ๊กเดินหนีออกไปก่อนและคู่กรณีเดินตามมาห่าง ๆ แต่พอเลยซอย 1 ไปได้ประมาณ 20 เมตร คู่กรณีก็เริ่มประชิดตัว พี่ตุ๊กเกิดความกลัวว่าถ้าโดนไม้ตีจากทางด้านหลังอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ เพราะในเวลา 06.00 น. ฟ้ายังคงมืดอยู่ จึงตัดสินใจหันมาสู้และยื้อแย่งไม้กัน จนมาถึงมุมที่มีร้านค้า ทั้งคู่เหวี่ยงกันไปมาจนไม้หลุดมือไปทั้งคู่ แต่พี่ตุ๊กเกิดสะดุดล้มลง ทำให้คู่กรณีขึ้นมาขี่คอและใช้ไม้กดงัดที่คอของพี่ตุ๊กเอาไว้ โดยมีปังปังยืนเฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ

 

จากคลิป พี่ตุ๊กพยายามใช้มือซ้ายยื้อไม้และมือขวาสู้ เพื่อไม่ให้ไม้ค้ำคอจนหายใจไม่ออก พี่ตุ๊กพยายามดิ้นและตะแคงตัวหนี ในขณะที่สุนัขก็ทำท่าจะเข้ามางับ แต่ในตอนนั้นมีผู้หวังดีเข้ามาช่วยแยกสุนัขออกไปก่อน เมื่อดิ้นจนไม้หลุด คู่กรณีก็ขึ้นมานั่งคร่อมตัวพี่ตุ๊กไว้แล้วดึงผมพร้อมกับตีหน้า

 

พี่ตุ๊กเล่าว่า ในจังหวะนั้นไฟแช็คที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของพี่ตุ๊กหล่นออกมา คู่กรณีจึงหยิบขึ้นมาจุดเผาผมของพี่ตุ๊กจนมีกลิ่นเหม็นไหม้ พี่ตุ๊กจึงตัดสินใจกัดเข้าที่มือของคู่กรณีเพื่อให้เขาปล่อย

 

หลังจากนั้นมีผู้หวังดีช่วยเอาหมาและไม้ออกไป พี่ตุ๊กจึงบอกให้เจ้าของร้านค้าไปเรียกหลานชายของพี่ตุ๊กที่เช่าบ้านอยู่ในซอย 4 ให้มาช่วย ซึ่งกว่าหลานจะตื่นและมาถึงที่เกิดเหตุก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในระหว่างนั้นทั้งคู่ยังคงต่อสู้กันอยู่ โดยคู่กรณียังไม่ยอมปล่อยมือขวาที่ดึงผมของพี่ตุ๊กไว้ และบอกว่า “ให้มึงยอมกูก่อน กูถึงจะปล่อยมึง” ซึ่งพี่ตุ๊กตอบโต้ไปว่า “กูจะยอมมึงเรื่องอะไร กูยังไม่ได้ทำอะไรให้มึงเลย” แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าหลานชายมาถึงแล้ว และพี่ตุ๊กไม่อยากให้หลานต้องเข้าไปลงมือทำร้ายคู่กรณี พี่ตุ๊กจึงบอกหลานว่าไม่ต้องทำอะไร แล้วหันไปพูดกับคู่กรณีว่า “กูยอมมึงแล้ว อีเหี้”x คู่กรณีจึงยอมปล่อยมือ

 

เมื่อคู่กรณีปล่อยแล้ว พี่ตุ๊กก็ออกมานั่งคุยอยู่ที่ร้านค้าและแจ้งตำรวจ 191 ในขณะที่คู่กรณีได้กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และกลับออกมาพร้อมกับถือไม้อันใหม่ มาคุยกับตำรวจ

 

พี่ตุ๊กให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปังปังว่า มักจะไล่กัดคนไปทั่ว และมีความฉลาดเสมือนเป็นองครักษ์ของเจ้าของ ถ้าเจ้าของได้เปรียบมันจะยืนคุมเชิง แต่ถ้าเจ้าของเสียเปรียบมันจะเข้ามากัด อย่างในตอนที่ตำรวจมาถึง ปังปังก็เห่าตำรวจไม่หยุด และไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เจ้าของ

 

ภายหลังจากตำรวจ 191 มาถึง พี่ตุ๊กยืนยันที่จะดำเนินคดี จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เพื่อนำใบรับรองแพทย์มาประกอบการแจ้งความ ต่อมาพี่ตุ๊กได้ไปรับใบชันสูตรบาดแผลจากหมอนิติเวชเพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ซึ่งตำรวจก็ได้ปรินต์บัตรประชาชนของคู่กรณีมาให้พี่ตุ๊กชี้ตัวยืนยัน

 

พี่ตุ๊กยังระบุอีกว่า พฤติกรรมของคู่กรณีมีอีกมากมาย เช่น การพาหมาเข้าไปเดินในมินิบิ๊กซีเพื่อซื้อไส้กรอกกิน

 

ระหว่างดำเนินรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งึความคืบหน้าว่า ทีมข่าวได้อยู่กับทางป้าเอแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมสุขภาพจิตและกระทรวง พม. ลงพื้นที่ไปประสานงานด้วย

 

คุณศร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เดือดร้อนให้ข้อมูลว่า บ้านของเขาตั้งอยู่ตรงทางสามแยกฝั่งตรงข้ามกับบ้านของป้าเอพอดี และมักจะพบป้าเอออกมาโวยวายที่หน้าบ้านของเขาเป็นประจำ ป้าเอมักจะมาตะโกนด่าทอโวยวายทุกคืนจนส่งผลกระทบต่อคนในบ้าน โดยเฉพาะคุณแม่ของคุณศรที่ป่วยติดเตียง และยังมีเหลนตัวเล็ก ๆ อายุเพียง 20 วัน ที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะเสียงร้องตะโกนของป้าที่มักจะเรียกปังปัง และโวยวายไปเรื่อย แม่กระทั่งช่วงเที่ยงคืน-ตี 1 เขาก็ยังไม่นอน

 

คุณศรเคยไปแจ้งความที่ สน. คลองตัน ในข้อหาก่อความรำคาญ ซึ่งทางตำรวจได้แนะนำให้บันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อประกอบการออกหมายเรียกในภายหลัง

 

ในคลิปหลักฐานที่บันทึกไว้ช่วงวันที่ 18 หรือ 19 ประมาณเที่ยงคืน แสดงภาพป้าเอเดินออกมาตะโกนโวยวายอยู่ในซอย 3 ลักษณะพึมพำไปเรื่อย ๆ

 

จากนั้น ปรากฏว่า ผู้สื่อข่าวที่อยู่กับป้าเอได้โฟนอินเข้ามา โดยป้าเอยอมพูดคุย ขอเล่าเรื่องราวในมุมของตัวเองว่า ตนมาจากครอบครัวที่มีจิตใจดี ลำบากมาตั้งแต่เด็ก มีพ่อเป็นคนเก็บขยะขายเพื่อเลี้ยงลูก 3 คน พ่อสอนให้มีความอดทนและหมั่นเพียร แม้พ่อจะไม่ได้มีเงินทองมอบให้เลยสักสลึงเดียวเมื่อเสียชีวิตไป แต่เธอก็ภูมิใจในสิ่งที่ได้รับสอนมา

 

สิ่งที่เธอได้รับจากชาวบ้าน คือการถูกกล่าวหาว่าขายยาบ้า โดยระบุว่าคนที่อยู่หน้าบ้านก็คือป้าจี่เป็นคนกล่าวหา และเคยด่าเธอว่า “อีด_กท_ง” เธอรู้สึกว่าถูกรังแกเพียงเพราะอยู่ตัวคนเดียว

 

ป้าเอยืนยันว่า สิ่งที่เธอต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือ ความยุติธรรม เธออ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายมาถึง 3 ครั้ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนเรื่องการปาขวดนั้น เธออ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเพราะมีคนพยายามเข้ามาทำร้ายถึงหน้าบ้าน แล้วจะให้เธอนั่งคุกเข่ากราบหรืออย่างไร

 

นอกจากนี้เธอยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีการสาดน้ำปลาใส่บ้านเธอ แต่โชคดีที่รูปหล่อหลวงปู่แหวนที่เธอตั้งไว้ไม่โดนน้ำปลาแม้แต่หยดเดียว ทั้งที่น้ำปลานั้นส่งกลิ่นเหม็นจนเธออ้วก

 

เมื่อถามถึงสาเหตุที่มีปัญหากับป้าลิ้นจี่ ป้าเอตอบว่าเป็นเพราะป้าลิ้นจี่เป็นคนแก่ที่ปากไม่ดี และชอบกล่าวหาเธอโดยไม่มีหลักฐาน

 

สำหรับประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าเอาไฟเผาผใคุณตุ๊ก ป้าเอปฏิเสธว่าไม่ได้จุดไฟ แต่ยอมรับว่าใช้ไม้จริง เธออ้างว่าในวันนั้นคุณตุ๊กเดินสูบบุหรี่และจงใจจะเอาบุหรี่มาจี้เธอ ส่วนมูลเหตุจูงใจที่ทำให้มีเรื่องกันเป็นเพราะคุณตุ๊กไปด่าปังปัง ทั้งที่สุนัขแค่เดินไปดม ๆ และไม่เคยกัดใคร เธอเชื่อว่าสุนัขของเธอเหม็นกลิ่นบุหรี่จากตัวคุณตุ๊ก และตัวเธอเองก็เลิกสูบบุหรี่มานานมากแล้ว

 

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีหลายคนบอกว่าได้รับผลกระทบ ป้าเอมองอย่างไรหรือจะจัดการอย่างไร ป้าเอตอบว่า เธอจะขายบ้านเอง เพราะลูกชายของเธอก็ทนไม่ไหวแล้ว นอกจากนี้เธอยังท้าว่าหากป้าลิ้นจี่เป็นโรคหัวใจจริงตามที่อ้าง เธอจะมอบเงินให้ 10,000 บาททันที เพราะเธอไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายป่วยจริง เธอเชื่อว่าตนเองถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้คนอื่นต้องกินยา และเธอยังสงสัยเรื่องที่ถูกหาว่าไปเคาะสังกะสีรบกวนทั้งวันทั้งคืน เพราะบ้านของเธอไม่มีสังกะสีเลย ส่วนเรื่องการด่าลูกชายป้าจี่นั้น ยอมรับว่าด่าจริงเพราะอีกฝ่ายมองด้วยสายตาไม่ดี แม้จะพูดดีแต่

เธออ่านสายตาคนออก

 

ดร. ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ลงพื้นที่ไปหาป้เอ พร้อมทีมหมอจากโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ พม. เพื่อประสานการช่วยเหลือและนำตัวไปตรวจรักษา

 

ป้าลิ้นจี่โต้แย้งเรื่องที่ลูกชายโดนด่าว่า ว่าป้าเอคงเข้าใจผิดไปเองว่าลูกชายค้อนใส่ เพราะเวลาถอยรถตู้ออกจากบ้าน ลูกชายต้องหันมองกระจกและมองไปทางบ้านของป้าพอดี ซึ่งลูกชายของเธอเป็นคนดีมาก และมักจะเตือนเสมอว่าไม่ให้ไปโต้ตอบกับป้าเอ

 

ด้านคุณวิภาดา เลขานุการชุมชน เล่าว่า ต้องรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับป้าเอทุกวัน วันละ 3-4 รอบ โดยเฉพาะช่วงดึกที่มีการแจ้ง 191 เนื่องจากเสียงดังจนผู้สูงอายุในซอยนอนไม่ได้

 

จากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้พาป้าเอขึ้นรถพยาบาลไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาแล้ว แม้ในช่วงแรกจะมีการขัดขืนและต้องมีการอุ้มกันบ้าง แต่ทางครอบครัวของป้าก็ยินยอมให้พาไปรักษาเพราะเห็นว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่จำเป็นจริง ๆ

 

ทนายตุ๋ยให้ความเห็นทางกฎหมายว่า หากตรวจพบว่าป้าเอป่วยจริง กฎหมายอาญามาตรา 65 ระบุว่า หากกระทำความผิดในขณะที่ไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวเพียงบางส่วน ศาลอาจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือให้รักษาจนหายก่อนจึงจะต่อสู้คดีได้

 

ป้าลิ้นจี่เล่าเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เธอถึงขั้นต้องขายรถเก๋งคันเก่าทิ้ง เพราะป้าเอด่ากับหมาทุกวันว่าท่อรถส่งกลิ่นเหม็นและพ่นควันพิษ

 

เมื่อทราบว่าป้าเอถูกส่งตัวไปรักษาแล้ว ทุกคนต่างแสดงความรู้สึกโล่งใจ และย้ำว่าไม่มีใครใจร้ายกับป้าเอ แค่ม่ด่าก็พอแล้ว และพร้อมที่จะเข้าใจดูแลหากป้าเอรักษาตัวจนดีขึ้นแล้วกลับมาอยู่บ้าย ส่วนหมาปังปังนั้น หากลูกชายและสะใภ้ของป้าเอไม่ได้กลับมาอยู่บ้าน น้องอุ้ย เพื่อนบ้านที่เคยไปช่วยพาปังปังกลับบ้านหลังตกใจเสียงพลุ ก็จะคอยช่วยดูแลเรื่องอาหารและน้ำให้

 

ทนายตุ๋ยเชื่อว่า ป้าเออาจมีความเครียดสะสมจากเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งเมื่อสักครู่ก็ได้ระบายออกมาบ้างแล้ว และพวกเราก็คงไม่มีใครเคยรู้ แต่เมื่อรู้แล้ว ป้าเอไปรักษา ก็จะเชื่อว่าจะดีขึ้น ไม่น่าจะเกิดเรื่องราวอะไรอีกแล้ว พร้อมฝากถึงทุกคนว่า อยากให้ช่วยกันดูแลสมาชิกในครอบครัว คนในบ้าน เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพจิต ให้ไปรักษา หรือหากรักษาแล้วก็ต้องกินยาตามหมอสั่ง ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดเรื่องราวขึ้น


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ปัญหาเพื่อนบ้าน#หมาดุ#เดือดร้อนรำคาญ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook