รายการโหนกระแสวันนี้ (24 มิ.ย. 2569) พูดคุยกรณีชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านมาร้องขอความเป็นธรรม โดยเรื่องนี้ถูกส่งต่อมาจากเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 7 บอกว่าสถานการณ์หนักหนาสาหัสมาก เพราะในหมู่บ้านมีทั้งผู้ป่วยติดเตียงและคนเป็นโรคหัวใจ ปัญหาหลักเกิดจากผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้าน คือ ‘ป้าเอ’ ซึ่งมีหมาคู่ใจชื่อ ‘ปังปัง’ ที่มักจะกัดหรือไล่คนที่เข้าไปต่อว่าเจ้าของ ทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่ว
ผู้ร่วมรายการประกอบด้วย คุณวิภาดา เลขานุการชุมชนหมู่บ้านฮอลลีวูด, ป้าจี่ เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามที่ทะเลาะกันมา 2 ปี และโดนด่าทุกวัน, เจ้าของร้านชำที่โดนด่าและเกือบถูกมีดแทง, คุณทิพย์, ป้าตุ๊ก ที่ระบุว่าโดนทำร้ายร่างกายด้วยการเอาไฟแช็กเผาหัว, พี่ศร ที่โดนด่าหน้าบ้านจนแม่วัย 80 ที่ป่วย และหลานวัย 21 วันไม่ได้หลับนอน, คุณอาย ภรรยาพี่ศร โดยมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอภานนท์ มาเป็นทนายคนกลาง
เรื่องเกิดขึ้นในหมู่บ้านฮอลลีวูด ซอยอ่อนนุช 17 แยก 9 คุณวิภาดาระบุว่าอยู่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ส่วนป้าจี่อยู่มา 50 ปีแล้ว สำหรับป้าเอคู่กรณีนั้น เดิมเคยอยู่ทาวน์เฮาส์แถวปากซอย ต่อมาได้ขายทาวน์เฮาส์แล้วย้ายมาซื้อบ้านอยู่ในซอย 3 ของหมู่บ้าน ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ในช่วงแรกที่ย้ายมายังไม่มีปัญหาอะไร แต่เริ่มมีปัญหากับคนข้างบ้านเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว โดยคู่กรณีอาศัยอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้ รวมเป็น 3 คน (ไม่มีสามี) และมีสุนัขคู่ใจชื่อปังปัง ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ไทย
ช่วงแรกคู่กรณีมีปัญหากันเองภายในครอบครัว มีเสียงดังทะเลาะกัน ต่อมาเมื่อลูกชายและลูกสะใภ้ย้ายออกไป ป้าเอก็เริ่มมีปัญหากับบ้านข้าง ๆ จนถึงขั้นมีการแจ้งตำรวจเป็นปี สาเหตุเกิดจากคู่กรณีไปกล่าวหาว่าบ้านข้าง ๆ ทำหลังคาบ้านเขารั่ว เนื่องจากมีการต่อเติมเป็น 2 ชั้น จนสุดท้ายบ้านข้าง ๆ ทนไม่ไหวเพราะโดนด่าทุกวัน จึงยอมเสียเงิน 18,000 บาทเพื่อซ่อมหลังคาให้ป้าเอ
หลังจากนั้นป้าเอก็เริ่มมีปัญหากับบ้านฝั่งตรงข้าม คือบ้านของป้าลิ้นจี่ ซึ่งป้าจี่เป็นโรคหัวใจ และยังมีเพื่อนบ้านอีกคนที่อายุ 85 ปี ซึ่งอยู่ติดกับบ้านป้าจี่ก็โดนหมาของคู่กรณีกัดที่แขนด้วย เพื่อนบ้านคนดังกล่าวจึงต้องเอาผ้ามาปิดหน้าบ้านตัวเองไว้เพื่อไม่ได้ยินเสียงและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
ป้าจี่ระบุว่า ตนเองโดนด่าทุกวันทั้งเช้าและกลางคืน ทั้งที่เมื่อก่อนเคยเป็นเพื่อนบ้านกันปกติ และป้าจี่ก็เคยสงสารที่เขาอยู่ตัวคนเดียว แต่พอป้าจี่กลับมาจากต่างจังหวัด คู่กรณีก็เริ่มด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย เช่น เรียกป้าจี่ว่า อีจี่ และด่าว่าให้คนไม่ดีมาเช่าบ้าน
คำด่าที่ป้าจี่ได้รับเป็นประจำคือ อีแก่ตัณหากลับ, สัตว์เดรัจฉาน และมักจะแช่งว่า “เมื่อไหร่มึงจะตายซะที มึงตายเมื่อไหร่กูจะเอาเหรียญบาทใส่ปากให้มึง” ซึ่งป้าจี่เคยด่าสวนกลับไปครั้งหนึ่งด้วยคำว่า “อีด_กท_ง”
ป้าจี่อาศัยอยู่กับลูกชาย ซึ่งลูกชายมักจะบอกให้แม่เงียบและอดทน ไม่ต้องไปเถียงเพราะเขารู้ว่าเป็นคนอย่างไร ลูกชายของป้าจี่มีอาชีพขับรถตู้ เมื่อเวลาถอยรถเข้าบ้านจะมีเสียงสัญญาณ “ติ๊ด… ติ๊ด…” คู่กรณีก็จะตะโกนด่าตามจังหวะเสียงรถว่า “พ่อมึงตาย พ่อมึงตาย” และด่าลูกชายว่า “ไอ้หัวล้าน” พร้อมทั้งว่ากล่าวไปถึงพ่อแม่ว่าไม่สั่งสอน
นอกจากเสียงด่าทอแล้ว ป้าจี่ยังเล่าว่า คู่กรณีมักจะมีพฤติกรรมขากถุย อาเจียน และปาขวดเบียร์เข้าบ้าน โดยในคลิปหลักฐานที่นำมาเปิดในรายการ จะได้ยินเสียงคู่กรณีด่าทอด้วยอารมณ์รุนแรงและใช้คำหยาบคาย
ป้าจี่เคยไปแจ้งความที่โรงพักหลายครั้งจนปวดหัว เพราะเจ้าหน้าที่ให้เดินไปเดินมาหลายโต๊ะ ล่าสุดได้แจ้งความในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญ ด่าอาละวาด และปาขวด แต่ตำรวจก็ทำได้เพียงรับแจ้งความไว้ เพราะขนาดตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ คู่กรณีก็ยังด่าตำรวจด้วย
หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวขอภัยป้าจี่ โดยบอกว่าเข้าใจในความเดือดร้อน แต่ขำตรงที่ป้าเอสรรหามาด่า ด่าตามเสียงถอยรถ ขยันคิดคำด่าให้เข้ากับจังหวะเหลือเกิน
เรื่องราวความขัดแย้งของเพื่อนบ้านรายนี้เคยถูกนำเสนอผ่านสื่อไปแล้วหลายช่อง แต่ทางผู้เสียหายยืนยันว่า แม้จะมีการออกข่าวไปแล้ว แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบสิ้นและยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
ป้าลิ้นจี่บอกว่า มีความเครียดสะสมมาก พอไปแจ้งความตำรวจก็ยังไม่ได้จัดการอะไรให้ โดยเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่า คู่กรณีด่าทออยู่ภายในพื้นที่บ้านของตนเอง ไม่ได้ออกมาด่านอกบ้าน ไม่ได้ทำร้ายร่างกาย หรือไม่ได้มาทำลายทรัพย์สินอย่างเช่นการเตะรั้ว แต่ป้าลิ้นจี่โต้แย้งว่าเคยมีเหตุการณ์ที่คู่กรณีมาเตะรั้วบ้านของป้าครั้งหนึ่ง สาเหตุเกิดจากป้าเห็นหมาของคู่กรณีมาอยู่หน้าบ้าน จึงไล่ไป แต่ยืนยันว่าพูดดี ๆ ว่า “ปัง ไป เข้าบ้านไปลูก” แต่พอเจ้าของหมาได้ยินว่าป้าไล่หมาเขา เขาก็เดินมาเตะรั้วบ้านป้าทันที
ป้าลิ้นจี่เล่าว่า ปังปังเป็นหมาที่ดุ เคยไล่กัดเด็กจนจักรยานล้มคว่ำมาแล้ว ในอดีตก่อนที่จะมีเรื่องผิดใจกัน ป้าลิ้นจี่ก็เอ็นดูหมาตัวนี้ ตอนปังปังวิ่งหนีออกจากบ้านก็เคยเข้าไปช่วยต้อนปังปังเข้าบ้านจนป้าล้ม ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า ต้องรักษาตัวอยู่นานหลายเดือน ตอนนี้ก็ยังสงสารหมาเพราะเห็นว่าเป็นสัตว์ หมาไม่เคยแยกเขี้ยวหรือจะกัดป้า และมักจะฟังคำสั่งเวลาป้าบอกให้เข้าบ้าน
คุณหนึ่ง เจ้าของร้านค้า เล่าประเด็นความขัดแย้งว่า คู่กรณีมักจะเดินด่าไปทั่วถนน โดยเฉพาะเวลาเดินผ่านหน้าร้านก็จะด่าทอร้านค้าด้วยถ้อยคำต่าง ๆ ปัญหาลุกลามเมื่อหมาของคู่กรณีจะกัดลูกค้าหน้าร้าน พอไล่สุนัขออกไปคู่กรณีก็เกิดความไม่พอใจ เข้ามาด่าทอว่ามาไล่หมาของเขาทำไม โดยคู่กรณียังประกาศกร้าวว่า จะด่าจนกว่าทุกคนจะอยู่ไม่ได้และต้องย้ายหนีไปเอง เมื่อคุณหนึ่งพยายามบอกให้คู่กรณีกลับไปโวยวายที่หน้าบ้านตนเองเพราะร้านต้องขายของ คู่กรณีกลับไปหยิบมีดออกมาข่มขู่ถามว่าจะเอาอย่างไร โดยในรายการมีการเปิดคลิปหลักฐาน
คุณหนึ่งอธิบายว่าจุดเริ่มต้นของความโกรธแค้นนาน 2 ปีนี้ เกิดจากเหตุการณ์ที่หมาปังปังกระโดดกัดเด็กที่ขี่จักรยานผ่านมาจนเด็กต้องทิ้งรถวิ่งหนี ในตอนนั้นพี่สาวของคุณหนึ่งเห็นเหตุการณ์ จึงนำน้ำมาสาดใส่สุนัขเพื่อช่วยเด็กไม่ให้โดนกัดซ้ำ หลังจากเหตุการณ์น้ำสาดหมา คู่กรณีก็มาด่าที่ร้านค้าทุกวันต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปี และลามไปด่าป้าลิ้นจี่ที่เป็นเจ้าของบ้านเช่าด้วย โดยด่าว่าทำไมถึงเอาคนแบบนี้มาเช่าบ้าน เมื่อคุณหนึ่งไปแจ้งความ ตำรวจลงบันทึกประจำวันว่าเป็นเรื่อง สมัครใจทะเลาะวิวาท เนื่องจากมีการด่าโต้ตอบกันไปมา ส่วนเรื่องการถือมีดมาข่มขู่ ตำรวจไม่ได้รับแจ้งความในประเด็นนั้น โดยอ้างว่ายังไม่เกิดเหตุหรือเหตุไม่ได้เกิดซึ่งหน้า
ทนายตุ๋ยตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องการถือมีดข่มขู่นั้นมีหลักฐานชัดเจน ตำรวจควรดำเนินการสอบสวนได้ จากการย้อนดูคลิปภาพพบว่าสุนัขมีพฤติกรรมพยายามจะวิ่งเข้าไปกัดเด็กซ้ำ รวมถึงเคยกัดผู้ชายสูงอายุคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในบ้านของตนเองจนต้องเข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ทนายตุ๋ยระบุว่า การส่งเสียงดังเดือดร้อนรำคาญถือเป็นความผิดลหุโทษที่มีโทษปรับ 1,000 บาท ซึ่งความยากของตำรวจคือการที่คู่กรณีคุยไม่รู้เรื่อง คุณหนุ่ม กรรชัย แจ้งว่า ได้ประสานงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมสุขภาพจิต เพื่อลงพื้นที่จัดการเรื่องนี้ โดยได้รับคำยืนยันจากญาติของคู่กรณีว่าอนุญาตให้พาตัวไปตรวจรักษาได้
ผู้ร้องเรียนอีกคนคือ พี่ตุ๊ก เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า เรื่องเริมเมื่อปีที่แล้ว ในตอนนั้นหมาของคู่กรณีได้วิ่งเข้ามาและพยายามจะงับขาของพี่ตุ๊ก ทำให้พี่ตุ๊กต้องรีบยกขาขึ้นแล้วอุทานออกมาด้วยความตกใจว่า “เหี้x” แต่คู่กรณีมองว่าพี่ตุ๊กไปด่าหมาของเขา แม้พี่ตุ๊กจะพยายามอธิบายว่าเป็นเพียงการอุทานไม่ได้มีเจตนาด่า แต่คู่กรณีก็ไม่ฟังและด่าทอไปถึงบรรพบุรุษของพี่ตุ๊ก ซึ่งในตอนนั้นพี่ตุ๊กไม่ได้สนใจและเดินหนีไปเพราะต้องรีบไปทำงาน
เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปนานเป็นปี จนกระทั่งมาถึงวันที่เกิดเหตุล่าสุด พี่ตุ๊กเดินออกจากบ้านใน้วลาประมาณ 06.00 น. ซึ่งต้องเดินผ่านซอย 3 เพื่อออกไปหน้าหมู่บ้าน ในตอนนั้นคู่กรณีอยู่บริเวณกลางซอย 3 ซึ่งเลยบ้านของเขาไปแล้ว ในมือถือไม้ไผ่ที่มีลักษณะคล้ายไม้พลองของลูกเสือ คู่กรณีได้ใช้ไม้กระแทกพื้นเสียงดัง พร้อมกับชี้หน้าหมาปังปังแล้วพูดว่า “อีปัง มึงจำได้ไหม อีคนนี้มันเคยด่ามึงว่าเหี้x” จากนั้นคู่กรณีก็ถือไม้เดินตามหลังพี่ตุ๊กมาตั้งแต่ซอย 3 จนเกือบจะถึงซอย 1 และใช้ไม้กระทุ้งใส่พี่ตุ๊ก ซึ่งพี่ตุ๊กพยายามหลบแต่ก็โดนแทงเข้าที่ท้องจนเป็นรอยเขียวช้ำ
จากนั้นเกิดการยื้อแย่งไม้กันจนถึงบริเวณซอย 2 โดยในช่วงแรกพี่ตุ๊กเดินหนีออกไปก่อนและคู่กรณีเดินตามมาห่าง ๆ แต่พอเลยซอย 1 ไปได้ประมาณ 20 เมตร คู่กรณีก็เริ่มประชิดตัว พี่ตุ๊กเกิดความกลัวว่าถ้าโดนไม้ตีจากทางด้านหลังอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ เพราะในเวลา 06.00 น. ฟ้ายังคงมืดอยู่ จึงตัดสินใจหันมาสู้และยื้อแย่งไม้กัน จนมาถึงมุมที่มีร้านค้า ทั้งคู่เหวี่ยงกันไปมาจนไม้หลุดมือไปทั้งคู่ แต่พี่ตุ๊กเกิดสะดุดล้มลง ทำให้คู่กรณีขึ้นมาขี่คอและใช้ไม้กดงัดที่คอของพี่ตุ๊กเอาไว้ โดยมีปังปังยืนเฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ
จากคลิป พี่ตุ๊กพยายามใช้มือซ้ายยื้อไม้และมือขวาสู้ เพื่อไม่ให้ไม้ค้ำคอจนหายใจไม่ออก พี่ตุ๊กพยายามดิ้นและตะแคงตัวหนี ในขณะที่สุนัขก็ทำท่าจะเข้ามางับ แต่ในตอนนั้นมีผู้หวังดีเข้ามาช่วยแยกสุนัขออกไปก่อน เมื่อดิ้นจนไม้หลุด คู่กรณีก็ขึ้นมานั่งคร่อมตัวพี่ตุ๊กไว้แล้วดึงผมพร้อมกับตีหน้า
พี่ตุ๊กเล่าว่า ในจังหวะนั้นไฟแช็คที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของพี่ตุ๊กหล่นออกมา คู่กรณีจึงหยิบขึ้นมาจุดเผาผมของพี่ตุ๊กจนมีกลิ่นเหม็นไหม้ พี่ตุ๊กจึงตัดสินใจกัดเข้าที่มือของคู่กรณีเพื่อให้เขาปล่อย
หลังจากนั้นมีผู้หวังดีช่วยเอาหมาและไม้ออกไป พี่ตุ๊กจึงบอกให้เจ้าของร้านค้าไปเรียกหลานชายของพี่ตุ๊กที่เช่าบ้านอยู่ในซอย 4 ให้มาช่วย ซึ่งกว่าหลานจะตื่นและมาถึงที่เกิดเหตุก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในระหว่างนั้นทั้งคู่ยังคงต่อสู้กันอยู่ โดยคู่กรณียังไม่ยอมปล่อยมือขวาที่ดึงผมของพี่ตุ๊กไว้ และบอกว่า “ให้มึงยอมกูก่อน กูถึงจะปล่อยมึง” ซึ่งพี่ตุ๊กตอบโต้ไปว่า “กูจะยอมมึงเรื่องอะไร กูยังไม่ได้ทำอะไรให้มึงเลย” แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าหลานชายมาถึงแล้ว และพี่ตุ๊กไม่อยากให้หลานต้องเข้าไปลงมือทำร้ายคู่กรณี พี่ตุ๊กจึงบอกหลานว่าไม่ต้องทำอะไร แล้วหันไปพูดกับคู่กรณีว่า “กูยอมมึงแล้ว อีเหี้”x คู่กรณีจึงยอมปล่อยมือ
เมื่อคู่กรณีปล่อยแล้ว พี่ตุ๊กก็ออกมานั่งคุยอยู่ที่ร้านค้าและแจ้งตำรวจ 191 ในขณะที่คู่กรณีได้กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และกลับออกมาพร้อมกับถือไม้อันใหม่ มาคุยกับตำรวจ
พี่ตุ๊กให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปังปังว่า มักจะไล่กัดคนไปทั่ว และมีความฉลาดเสมือนเป็นองครักษ์ของเจ้าของ ถ้าเจ้าของได้เปรียบมันจะยืนคุมเชิง แต่ถ้าเจ้าของเสียเปรียบมันจะเข้ามากัด อย่างในตอนที่ตำรวจมาถึง ปังปังก็เห่าตำรวจไม่หยุด และไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เจ้าของ
ภายหลังจากตำรวจ 191 มาถึง พี่ตุ๊กยืนยันที่จะดำเนินคดี จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เพื่อนำใบรับรองแพทย์มาประกอบการแจ้งความ ต่อมาพี่ตุ๊กได้ไปรับใบชันสูตรบาดแผลจากหมอนิติเวชเพื่อนำมาเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ซึ่งตำรวจก็ได้ปรินต์บัตรประชาชนของคู่กรณีมาให้พี่ตุ๊กชี้ตัวยืนยัน
พี่ตุ๊กยังระบุอีกว่า พฤติกรรมของคู่กรณีมีอีกมากมาย เช่น การพาหมาเข้าไปเดินในมินิบิ๊กซีเพื่อซื้อไส้กรอกกิน
ระหว่างดำเนินรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้แจ้งึความคืบหน้าว่า ทีมข่าวได้อยู่กับทางป้าเอแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมสุขภาพจิตและกระทรวง พม. ลงพื้นที่ไปประสานงานด้วย
คุณศร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เดือดร้อนให้ข้อมูลว่า บ้านของเขาตั้งอยู่ตรงทางสามแยกฝั่งตรงข้ามกับบ้านของป้าเอพอดี และมักจะพบป้าเอออกมาโวยวายที่หน้าบ้านของเขาเป็นประจำ ป้าเอมักจะมาตะโกนด่าทอโวยวายทุกคืนจนส่งผลกระทบต่อคนในบ้าน โดยเฉพาะคุณแม่ของคุณศรที่ป่วยติดเตียง และยังมีเหลนตัวเล็ก ๆ อายุเพียง 20 วัน ที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะเสียงร้องตะโกนของป้าที่มักจะเรียกปังปัง และโวยวายไปเรื่อย แม่กระทั่งช่วงเที่ยงคืน-ตี 1 เขาก็ยังไม่นอน
คุณศรเคยไปแจ้งความที่ สน. คลองตัน ในข้อหาก่อความรำคาญ ซึ่งทางตำรวจได้แนะนำให้บันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อประกอบการออกหมายเรียกในภายหลัง
ในคลิปหลักฐานที่บันทึกไว้ช่วงวันที่ 18 หรือ 19 ประมาณเที่ยงคืน แสดงภาพป้าเอเดินออกมาตะโกนโวยวายอยู่ในซอย 3 ลักษณะพึมพำไปเรื่อย ๆ
จากนั้น ปรากฏว่า ผู้สื่อข่าวที่อยู่กับป้าเอได้โฟนอินเข้ามา โดยป้าเอยอมพูดคุย ขอเล่าเรื่องราวในมุมของตัวเองว่า ตนมาจากครอบครัวที่มีจิตใจดี ลำบากมาตั้งแต่เด็ก มีพ่อเป็นคนเก็บขยะขายเพื่อเลี้ยงลูก 3 คน พ่อสอนให้มีความอดทนและหมั่นเพียร แม้พ่อจะไม่ได้มีเงินทองมอบให้เลยสักสลึงเดียวเมื่อเสียชีวิตไป แต่เธอก็ภูมิใจในสิ่งที่ได้รับสอนมา
สิ่งที่เธอได้รับจากชาวบ้าน คือการถูกกล่าวหาว่าขายยาบ้า โดยระบุว่าคนที่อยู่หน้าบ้านก็คือป้าจี่เป็นคนกล่าวหา และเคยด่าเธอว่า “อีด_กท_ง” เธอรู้สึกว่าถูกรังแกเพียงเพราะอยู่ตัวคนเดียว
ป้าเอยืนยันว่า สิ่งที่เธอต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือ ความยุติธรรม เธออ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายมาถึง 3 ครั้ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนเรื่องการปาขวดนั้น เธออ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเพราะมีคนพยายามเข้ามาทำร้ายถึงหน้าบ้าน แล้วจะให้เธอนั่งคุกเข่ากราบหรืออย่างไร
นอกจากนี้เธอยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีการสาดน้ำปลาใส่บ้านเธอ แต่โชคดีที่รูปหล่อหลวงปู่แหวนที่เธอตั้งไว้ไม่โดนน้ำปลาแม้แต่หยดเดียว ทั้งที่น้ำปลานั้นส่งกลิ่นเหม็นจนเธออ้วก
เมื่อถามถึงสาเหตุที่มีปัญหากับป้าลิ้นจี่ ป้าเอตอบว่าเป็นเพราะป้าลิ้นจี่เป็นคนแก่ที่ปากไม่ดี และชอบกล่าวหาเธอโดยไม่มีหลักฐาน
สำหรับประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าเอาไฟเผาผใคุณตุ๊ก ป้าเอปฏิเสธว่าไม่ได้จุดไฟ แต่ยอมรับว่าใช้ไม้จริง เธออ้างว่าในวันนั้นคุณตุ๊กเดินสูบบุหรี่และจงใจจะเอาบุหรี่มาจี้เธอ ส่วนมูลเหตุจูงใจที่ทำให้มีเรื่องกันเป็นเพราะคุณตุ๊กไปด่าปังปัง ทั้งที่สุนัขแค่เดินไปดม ๆ และไม่เคยกัดใคร เธอเชื่อว่าสุนัขของเธอเหม็นกลิ่นบุหรี่จากตัวคุณตุ๊ก และตัวเธอเองก็เลิกสูบบุหรี่มานานมากแล้ว
เมื่อถามว่า ตอนนี้มีหลายคนบอกว่าได้รับผลกระทบ ป้าเอมองอย่างไรหรือจะจัดการอย่างไร ป้าเอตอบว่า เธอจะขายบ้านเอง เพราะลูกชายของเธอก็ทนไม่ไหวแล้ว นอกจากนี้เธอยังท้าว่าหากป้าลิ้นจี่เป็นโรคหัวใจจริงตามที่อ้าง เธอจะมอบเงินให้ 10,000 บาททันที เพราะเธอไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายป่วยจริง เธอเชื่อว่าตนเองถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้คนอื่นต้องกินยา และเธอยังสงสัยเรื่องที่ถูกหาว่าไปเคาะสังกะสีรบกวนทั้งวันทั้งคืน เพราะบ้านของเธอไม่มีสังกะสีเลย ส่วนเรื่องการด่าลูกชายป้าจี่นั้น ยอมรับว่าด่าจริงเพราะอีกฝ่ายมองด้วยสายตาไม่ดี แม้จะพูดดีแต่
เธออ่านสายตาคนออก
ดร. ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ลงพื้นที่ไปหาป้เอ พร้อมทีมหมอจากโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ พม. เพื่อประสานการช่วยเหลือและนำตัวไปตรวจรักษา
ป้าลิ้นจี่โต้แย้งเรื่องที่ลูกชายโดนด่าว่า ว่าป้าเอคงเข้าใจผิดไปเองว่าลูกชายค้อนใส่ เพราะเวลาถอยรถตู้ออกจากบ้าน ลูกชายต้องหันมองกระจกและมองไปทางบ้านของป้าพอดี ซึ่งลูกชายของเธอเป็นคนดีมาก และมักจะเตือนเสมอว่าไม่ให้ไปโต้ตอบกับป้าเอ
ด้านคุณวิภาดา เลขานุการชุมชน เล่าว่า ต้องรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับป้าเอทุกวัน วันละ 3-4 รอบ โดยเฉพาะช่วงดึกที่มีการแจ้ง 191 เนื่องจากเสียงดังจนผู้สูงอายุในซอยนอนไม่ได้
จากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้พาป้าเอขึ้นรถพยาบาลไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาแล้ว แม้ในช่วงแรกจะมีการขัดขืนและต้องมีการอุ้มกันบ้าง แต่ทางครอบครัวของป้าก็ยินยอมให้พาไปรักษาเพราะเห็นว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่จำเป็นจริง ๆ
ทนายตุ๋ยให้ความเห็นทางกฎหมายว่า หากตรวจพบว่าป้าเอป่วยจริง กฎหมายอาญามาตรา 65 ระบุว่า หากกระทำความผิดในขณะที่ไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวเพียงบางส่วน ศาลอาจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือให้รักษาจนหายก่อนจึงจะต่อสู้คดีได้
ป้าลิ้นจี่เล่าเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เธอถึงขั้นต้องขายรถเก๋งคันเก่าทิ้ง เพราะป้าเอด่ากับหมาทุกวันว่าท่อรถส่งกลิ่นเหม็นและพ่นควันพิษ
เมื่อทราบว่าป้าเอถูกส่งตัวไปรักษาแล้ว ทุกคนต่างแสดงความรู้สึกโล่งใจ และย้ำว่าไม่มีใครใจร้ายกับป้าเอ แค่ม่ด่าก็พอแล้ว และพร้อมที่จะเข้าใจดูแลหากป้าเอรักษาตัวจนดีขึ้นแล้วกลับมาอยู่บ้าย ส่วนหมาปังปังนั้น หากลูกชายและสะใภ้ของป้าเอไม่ได้กลับมาอยู่บ้าน น้องอุ้ย เพื่อนบ้านที่เคยไปช่วยพาปังปังกลับบ้านหลังตกใจเสียงพลุ ก็จะคอยช่วยดูแลเรื่องอาหารและน้ำให้
ทนายตุ๋ยเชื่อว่า ป้าเออาจมีความเครียดสะสมจากเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งเมื่อสักครู่ก็ได้ระบายออกมาบ้างแล้ว และพวกเราก็คงไม่มีใครเคยรู้ แต่เมื่อรู้แล้ว ป้าเอไปรักษา ก็จะเชื่อว่าจะดีขึ้น ไม่น่าจะเกิดเรื่องราวอะไรอีกแล้ว พร้อมฝากถึงทุกคนว่า อยากให้ช่วยกันดูแลสมาชิกในครอบครัว คนในบ้าน เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพจิต ให้ไปรักษา หรือหากรักษาแล้วก็ต้องกินยาตามหมอสั่ง ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดเรื่องราวขึ้น