จากกรณีการบุกรุกที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ในพื้นที่หมู่ 9 ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก เพื่อสร้างรีสอร์ตและสนามวิ่งเทรลของก๊อต อธิป สามีบุ๋ม ปนัดดา ต่อมา ปลัดอำเภอบ้านนา จ.นครนายก เผยความคืบหน้ากรณีมีชื่อและลายมือชื่อของกำนันตำบลศรีกะอาง อ.บ้านนา ปรากฏในเอกสารซื้อขายที่ดินทำสนามวิ่งเทรลดังกล่าว และผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน ว่า ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ จะสรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริงเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ขอให้สื่อรอความชัดเจน
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางมาที่อำเภอบ้านนา เพื่อถามถึงเอกสารที่จะส่งไปให้ทางจังหวัดนครนายก โดยได้พูดคุยกับปลัดอำเภอบ้านนา และได้ชี้แจงว่าตอนนี้ทางเรื่องเอกสาร ทางอำเภอจะส่งให้จังหวัด จะแบ่งเป็น 2 กรณี โดยเอกสารที่จะส่งไปให้ทางจังหวัดเรื่องข้อมูลความจริงจะส่งไปท่านรองผู้ว่าฯ และให้ทางจังหวัดเป็นผู้แถลงแก่สื่อมวลชนเอง ส่วนเรื่องที่ 2 เรื่องเอกสารทางวินัย จะมีคณะกรรมการอีกชุดนึงเป็นผู้ตรวจสอบหามูลความจริงให้แน่ชัดอีกครั้ง
ต่อมา ทีมข่าวยังลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน ประเด็นเรื่องการซื้อขายที่ดิน ซึ่งชาวบ้านรายนี้ไม่ได้ซื้อขายที่ดินราชพัสดุเหมือนชาวบ้านคนอื่น แต่เป็นการขายที่ดิน สค.1 ซึ่งสามารถซื้อขายได้ แบบไม่ผิดกฎหมาย แต่เพียงแค่ไม่มีใบโฉนด
โดยชาวบ้านที่ออกมาให้ข้อมูลเผยว่า ย้อนกลับไปประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ตนขายที่ดิน สค.1 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ในราคา 80,000 บาท โดยมีกำนันมาเซ็นเอกสารรับรองการซื้อขาย และตนได้จ่ายค่าลายเซ็นไป 5,000 บาท
ส่วนครั้งที่ 2 ขายที่ดินอีก 2 ไร่ ในราคา 250,000 บาท กำนันรายนี้ก็มาทวงค่าลายเซ็นถึงบ้าน นอนเฝ้าตั้งแต่เช้ายันบ่าย สุดท้ายสามีต้องจ่ายให้ 3,000 บาท ถึงยอมออกจากบ้านไป
ส่วนครั้งที่ 3 เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ตนก็ขายที่ดินอีก 2 ไร่ ในราคา 250,000 บาท จ่ายค่าเซ็นเอกสารให้ผู้นำชุมชนคนเดิม 1,000 บาท แต่หลังจากนั้นกำนันก็ได้นัดนายทุนไปเซ็นเอกสารที่กรมที่ดิน ซึ่งคาดว่าเป็นการหลอกนายทุนให้เข้าใจผิดคิดว่าที่ดินที่ซื้อไปน่าจะออกโฉนดได้ แต่สุดท้ายเอกสารที่เซ็นทุกฉบับ เป็นเอกสารที่กำนันรายนี้เตรียมมาเองทั้งหมด เพียงแค่ใช้สถานที่กรมที่ดินเป็นที่ในการเซ็นเอกสาร ให้ดูมีความน่าเชื่อถือเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันนายทุนที่ซื้อที่ดินไป ก็ยังไม่ได้โฉนดไปครอบครอง
ซึ่งหลังจากเซ็นเอกสารวันนั้นไป กำนันก็ยังไม่จบ ยังตามมาทวงค่าเซ็นเอกสารเพิ่มอีก 3,000 บาท แต่ลูกสาวไม่ยอมให้ เพราะลูกสาวมีความรู้ และคิดว่าทางกฎหมาย ไม่ได้บังคับว่าต้องจ่าย แต่กำนันก็ยังตื๊อไม่เลิก ลูกสาวจึงยอมโอนให้ 1,000 บาท เพื่อตัดความรำคาญ รวมแล้ว การขายที่ดินทั้ง 3 ครั้ง ต้องเสียค่าเซ็นเอกสารให้กำนันคนนี้ 10,000 บาท
ส่วนประเด็นที่กำลังเป็นข่าว การที่กำนันคนดังกล่าวอ้างว่าไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับการเซ็นเอกสารซื้อขายที่ดิน ไม่เป็นความจริง เพราะชาวบ้านทราบดีว่าการซื้อขายแต่ละครั้งจะต้องผ่านกำนันคนนี้
ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ชาวบ้านที่เป็นคนขายที่ดินเท่านั้น นายทุนที่เข้ามาซื้อที่ดินก็ถูกเรียกเก็บเงินค่านายหน้าด้วยเหมือนกัน
ปัจจุบันยอมรับว่าชาวบ้านหลายคนรู้สึกเอือมระอา แม้จากนี้กำนันคนนี้จะรอดพ้นจากการตรวจสอบ แล้วกลับมาเป็นผู้นำเหมือนเดิม แต่ชาวบ้านก็คงไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ