รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยถึงประเด็นร้อนในวงการศาสนา กรณีพิพาทระหว่าง แพรรี่ ไพรวัลย์ และ อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม กับ พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ แห่งวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร โดยในรายการได้เชิญ แพรรี่ ไพรวัลย์ และ อาจารย์เบียร์ มาร่วมพูดคุย ส่วนทางพระมหาอุเทนไม่สะดวกมาร่วมรายการ
โดย ทางพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ตนได้เทศนาวิพากษ์วิจารณ์การสอนธรรมของอาจารย์เบียร์ว่ามีเนื้อหาผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก รวมถึงการใช้วาจาไม่สุภาพในการสอนธรรม มีการขึ้นมึงกู ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะส่งผลให้ชาติหน้าเกิดมามีผิวพรรณและรูปลักษณ์ไม่ดี หลังจากนั้นตนก็ถูกกลุ่มผู้ติดตามของอาจารย์เบียร์เข้ามาต่อว่าอย่างหนัก
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตนเห็นข่าวผ่านทางโซเชียลว่าอาจารย์เบียร์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งปกติแล้วตนจะเทศนาธรรมและถ่ายคลิปลงโซเชียลมีเดียเป็นประจำอยู่แล้ว จึงได้เทศนาโดยยกกรณีอาการป่วยปวดศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุของอาจารย์เบียร์ขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า เป็นผลมาจากกรรมที่ชอบใช้คำพูดดุดัน หยาบคาย เกรี้ยวกราด และด่าทอพระสงฆ์ด้วยจิตที่มีโทสะและโมหะ ทำให้กรรมนั้นส่งผลต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ตนยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อสอนธรรมแก่ญาติโยม
อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ได้ชี้แจงถึงการสอนธรรมของตนว่า การใช้คำพูดที่อาจจะฟังดูรุนแรงบ้าง เป็นเพียงรูปแบบและลีลาในการสอนเพื่อให้เข้าถึงคนบางกลุ่ม แต่แก่นแท้ของคำสอนยังคงอยู่บนพื้นฐานของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้บิดเบือนไปจากพระไตรปิฎกตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนเรื่องอาการป่วยของตนนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว การที่ถูกนำไปเทศนาในเชิงซ้ำเติมว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมนั้น ทำให้ตนรู้สึกเสียใจและมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์
อ.เบียร์บอกอีกว่า ทุกครั้งที่พระอุเทน พูดถึงตนเองทีไร จะต้องร้องไห้ทุกครั้ง พูดกี่ทีก็ร้องตลอด แล้วก็พูดแต่ว่า ท่านปกป้องพระศาสนาอยู่คนเดียวเลย ปกป้องพระศาสนาจากการที่ อ.เบียร์ และ แพรรี่ ที่คอยทำลายพระศาสนา ที่ร้องไห้ก็เพราะปลาบปลื้มปิติยินดี แต่คนที่เห็นก็จะรู้ว่า มันเป็นความปิติ หรือเป็นการร้องไห้เพราะทุกข์ใจกันแน่
ขณะที่พระอุเทน ซึ่งดูรายการสดอยู่ที่วัด แต่ไม่ขอเข้าสาย และไม่ขอมาร่วมรายการ ให้เหตุผลว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ ฝากนักข่าวมาบอกว่า ที่ร้องไห้ 3 รอบ ไม่เกี่ยวกับ อ.เบียร์เลย ที่ร้องไห้ ร้องด้วยความปิติ ตอนที่ไปสักการะพระเขี้ยวแก้วสนามหลวง 1 รอบ ที่พระเชตวันมหาวิหารอินเดีย 1 รอบ เป็นน้ำตาแห่งความปิติ
และที่สำคัญ ฝากไปบอก อ.เบียร์ และ แฟนคลับ อ.เบียร์ด้วยว่า เวลาที่มีทัวร์มาลงนั้น พระอุเทน ไม่เคยสะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด
นอกเหนือจากข้อพิพาทที่มีกับ อ.เบียร์ และ แพรรี่แล้ว พระอุเทน ยังพาดพิงไปถึง อ.จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาอีกด้วย ขณะที่ อ.จตุรงค์ โฟนอินเข้ามาในรายการ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะบอกว่า กลอนของพระอุเทนนั้น ไม่ถูกฉันทลักษณ์เลย เอาแรงเข้าว่า คำก็เกิด สัมผัสก็ไม่ตรง อดไม่ได้ที่จะบอกว่า ปธ.9 แล้วแต่งกลอนได้แค่นี้เหรอ เช่นเดียวกับนักเรียนโหนกระแส ที่บอกว่า กลอนของพระมหาอุเทน คือ “กลอนเกือบสัมผัส”
อ.จตุรงค์ ยังฝากอีกว่า การจะติเตียนใคร มันควรจะต้องเป็น สุภาพบุรุษ คือมีทั้งสองคำ คือ “สุภาพ” และ “บุรุษ” แต่ดูแล้วอีกฝ่ายไม่มีสักคำหนึ่ง อยากบอกว่าใครที่มีหลักฐานว่าพระอุเทน ด่าทอ พาดพิง ใช้รูปของตน ช่วยส่งมาให้ด้วย เพราะจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
ส่วนทาง พระมหาอุเทน ที่อยู่ที่สัดชนะสงคราม โดยมี อาร์ม นฤชา กมุทโยธิน นักข่าวของช่อง 3 อยู่กับท่าน พระมหาอุเทนไม่ขอเข้ามาตอบโต้ แต่จะสื่อสารผ่านอาร์ม ให้เป็นเหมือนร่างอวตารของพระมหาอุเทน ช่วยพูดแทน ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังในรายการนั้น ฟังแล้วขำ ไม่ได้เสียดสี เสียดแทงอาตมาได้เลย
สาเหตุที่ต้องออกมาแต่งกลอนด่า จตุรงค์ นั้นเพราะ เขาเข้ามายุ่งย่ามกับอาตมาก่อน อาตมานั้นไม่เคยสนใจ หรือมีจตุรงค์ อยู่ในความคิดเลย แต่ถามว่า ไปเขียนกลอนด่าคนแบบนี้ มันไม่เหมาะไม่ควร พระมหาอุเทนมองว่า มันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ใครจะฟ้อง ก็ไม่ได้กังวลใจอะไร
ส่วนที่ อ.เบียร์ บอกว่า จะเข้ามากราบขอขมา อยากให้มองว่า สิ่ง อ.เบียร์ พูดจา หรือกระทำกับพระมหาอุเทนนั้น มันหนักหนากว่าการจะเข้ามากราบขอขมาได้เฉยๆ มันจำเป็นจะต้องไปทำทัณฑกรรม ไถ่โทษเสียก่อน ถึงจะเข้ามากราบขอขมาได้
โดยการสื่อสารทั้งหมดเหล่านี้ ต้องสื่อสารผ่าน อาร์ม นฤชา เท่านั้น พระพูดอย่างไร อาร์มต้องพูดซ้ำ เพื่อให้คนในรายการฟัง
#อาจารย์เบียร์ #พระอุเทน #แพรรี่ #โหนกระแส