รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกันต่อกับประเด็นพิพาท ไทย-กัมพูชา โดยวันนี้ได้ พลตรี วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
โดย เสธ.เบิร์ด พล.ต.วันชนะ เล่าว่า สำหรับทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวไว้ จริงๆ แล้วเป็นเพราะเขาล้ำเข้ามาในดินแดนฝั่งเรา ในเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ณ เวลานั้น เขาเหลือทหารแค่ 18 นาย สู้กับกองกำลังของเรา 1 หน่วย ทำให้เขายอมแพ้ เราจึงเข้าควบคุมตัวทหารกัมพูชาไว้ได้จำนวน 18 นาย ทำการปลดอาวุธ และควบคุมตัวด้วยหลักสากล ให้น้ำ ให้อาหาร ไม่มีการทรมาน
บอกได้เลยว่า ถ้าวันนั้นเรายิงให้ตายหมด แล้วบอกว่าเขาตายจากการยิงปะทะ ก็ล้วนทำได้ เพราะไม่มีใครเห็นอยู่แล้ว แต่การทำร้ายคนที่ไม่พร้อมสู้กับเรา มันเป็นหลักการของทหารที่เขาไม่ทำกันอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตนรู้สึกแย่มากๆ คือ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ดำเนินการส่งมอบศพทหารกัมพูชาจำนวน 12 นาย ซึ่งเสียชีวิตจากการสู้รบในพื้นที่ภูมะเขือ ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อนำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาในภูมิลำเนาต่อไป
แต่ครั้งนั้นกลับมีการแถลงจากฝ่ายกัมพูชาว่า ศพที่ส่งไปไม่ใช่ทหารเขมร โกหกหลอกลวงคนในประเทศตัวเอง สิ่งนี้ เสธ.เบิร์ดมองว่า “ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี” และไม่ให้เกียรติทหารของตัวเอง ที่เขาสละชีพในการรบเลย ทหารเหล่านั้นก็มีลูก มีภรรยา มีครอบครัว แต่พอถึงเวลาที่เขาตาย ทางการกัมพูชากลับไม่ให้เกียรติเขาเลย
เสธ.เบิร์ดบอกอีกว่า ไทยเรามีการเตรียมกำลังอย่างเหมาะสม นั่นหมายถึงการเตรียมกำลังเรื่องการซ้อมรบ การเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึกเป็นสวัสดิการที่ดีที่สุดของทหาร เพราะการฝึกเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเอาชีวิตรอดได้ในการรบ เวลาฝึกต้องฝึกแบบที่รบจริง และต้องรบให้ชนะ
เช่นเดียวกันกับ รศ.ดร.ยุทธพร ที่เห็นพ้องกับ เสธ.เบิร์ดว่า วันนี้ต้องสื่อสารกับพี่น้องประชาชนไทยว่า ไทยเราชนะในการรบ ชนะในการศึก แต่เราต้องไม่แพ้ในเวทีโลก ต้องเคารพอนุสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ เพราะหากเราไปพลาดพลั้ง หลงทำอะไรเพียงเพื่อสนองความสะใจ จะทำให้เราเสียเปรียบในเวทีโลกทันที
เมื่อมีคนถามว่า ไทยมีกำลังมากพอที่จะยึดปราสาทพระวิหารได้ไหม อย่าว่าแต่ปราสาทเลย หากไทยจะใช้กำลังยึดจริงๆ ทั้งประเทศกัมพูชา ด้วยกำลังแสนยานุภาพที่เรามี ยังไงก็ทำได้ แต่ไม่มีใครเขาทำกัน ในเวทีโลกเราต้องไม่พลาด ไม่ตกเป็นรองเพราะไปละเมิดกติกาในสากลโลก ย้ำว่า 3 ส่วนเราต้องไปพร้อมกัน ก็คือ 1. การทหาร 2. ฝั่งรัฐบาล และ 3. พี่น้องประชาชน ต้องเดินไปเป็นเอกภาพเดียวกัน ไม่ยอมให้เขมรเข้ามาแทรกกลาง หรือทำให้เราแตกร้าวกันเองจากภายใน
เสธ.เบิร์ดอัปเดตเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ตามแนวสันปันน้ำ ไทยเราควบคุมพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่ทางเขมรยังมีการละเมิดข้อตกลง เขามีการเพิ่มเติมกำลัง เสริมกำลัง ซึ่งพื้นที่สำคัญที่เขาต้องการจะเติมกำลังเข้ามายึดพื้นที่คืน ก็คือ 3 จุดใหญ่ คือ ปราสาทตาควาย, ภูมะเขือ และซำแต ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่พอเรายึดมาได้ มันทำให้ฝ่ายกัมพูชาอ่อนแอและเป็นรองอย่างมาก
ช่วงท้ายรายการ พี่หนุ่ม กรรชัย บอกว่า ไหนๆ เสธ.เบิร์ดก็มาร่วมรายการ ต้องถามหน่อยว่า เคยรู้จักผู้หญิงไทยที่ชื่อ “มะลิ” ไหม เห็นมีเอกสารลับหลุดออกมา ว่าเธอไปปฏิบัติการลับที่ฝั่งกัมพูชา เหมือนกับผู้บังคับบัญชาของเธอ ก็คือ นายพลสุจิ หรือ หลวงตาสุจ นั่นเอง
เรียน ผอ.สยลสช./ผช.ผบ.กบช.ฝต./รก.ผอ.ศยขล/ยสตน./ชมหท./ผนงรจตกม
ตามที่ได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินการในภารกิจนอกพื้นที่ราชการอย่างไม่เปิดเผยนั้น ข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการพิเศษ ได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการในภูมิภาคเป้าหมายทางตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในระหว่างการแฝงตัวปฏิบัติภารกิจเชิงลึกโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ในพื้นที่และดุลพินิจของผู้มีอำนาจสั่งการ
ขอเรียนว่า รายละเอียดเชิงลึกของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติ รวมถึงเอกสารภาพถ่าย และการประเมินระดับความเสี่ยงในพื้นที่ ได้จัดทำเป็นรายงานแยกแนบไว้ในหน้าถัดไป พร้อมทั้งลงรหัสเฉพาะเพื่อใช้ภายในเท่านั้น
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และโปรดพิจารณาสั่งการตามความเหมาะสมต่อไป
(นาง มะลิ โซเดียมจ๋า)
กองยุทธการลับพิเศษ ๔ กรมกิจการลับแห่งชาติ (กกล.ช.)
เรื่องนี้ถึงกับทำให้ เสธ.เบิร์ด ขำลั่น บอกว่า เท่าที่ประเมินจากใบหน้า เป็นไปได้ไหมว่า คุณมะลิ ตอนนี้ไปอยู่เป็นพลโทหญิง เป็นโฆษกทหารที่ฝั่งนู้น
เมื่อพูดกันอย่างจริงจัง เสธ.เบิร์ดก็บอกว่า ต้องขอบคุณชาวเน็ตไทย ที่ช่วยปฏิบัติการ IO ตอบกลับ เขาโกหกมา เฟกนิวส์มา เราก็ตอบโต้ในขอบเขตที่ดีที่ทำได้ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องดีๆ ของไทยที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน