รายการโหนกระแสวันที่ 2 ตุลาคม 2568 พูดคุยกับคุณเม พรีมายา และคุณแซ็ก สามี ถึงประเด็นปัญหาการร่วมลงทุนทำธุรกิจคลินิกเสริมความงาม ที่อ้างว่าถูกหุ้นส่วนฮุบกิจการไป
คุณเมเริ่มต้นเล่าว่า ตนเองมีความคิดที่จะขยายธุรกิจไปสู่แวดวงคลินิกเสริมความงาม จึงได้รู้จักกับอินฟลูเอนเซอร์ท่านหนึ่งซึ่งอยู่ในวงการนี้อยู่แล้ว และได้ร่วมก่อตั้งบริษัท "Primya Prime Medical Center" ขึ้นมาร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ท่านนั้นและแพทย์อีก 2 คน ในช่วงแรกมีการแบ่งหุ้นกันในสัดส่วน เม 30%, อินฟลูเอนเซอร์ 30% และแพทย์อีกสองคน 30% และ 10% ตามลำดับ ต่อมาเมื่อธุรกิจเติบโตจึงได้มีการปรับโครงสร้างให้ผู้ถือหุ้นทั้ง 4 คนถือหุ้นเท่ากันที่คนละ 25%
ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย คุณเมได้เล่าย้อนไปถึงช่วงปี 2566 ที่เธอและสามีต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ จากการถูกดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีต้นเหตุมาจากคอนเทนต์ที่เธอเคยทำไว้ในอดีตสมัยที่ยังอายุน้อย และต้องเผชิญกับกระแสสังคมที่โจมตีอย่างรุนแรง เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้ คุณเมถึงกับไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้และปล่อยโฮออกมาด้วยความสะเทือนใจ คุณเมกล่าวว่า ไม่คิดจริงๆ ว่า การทำคอนเทนต์ของเธอในครั้งนั้น ในตอนที่อายุยังน้อย จะทำให้สังคมมองว่าเป็นคนไม่ดี ทำอะไรที่ไม่สุจริต ทั้งที่ไม่เคยเอาตัวเองไปทำอะไรที่ไม่ดีเลย และไม่คิดว่า สิ่งที่เคยโพสต์ในอดีต มันจะเหวี่ยงกลับมาเป็นบูมเมอแรง มาทำลายชีวิตจนพัง
คุณเมเล่าต่อว่า ในช่วงที่เกิดปัญหาคดีความ หุ้นส่วนที่เหลืออีก 3 คน ได้เข้ามาพูดคุยและแสดงความกังวลว่าข่าวของเธอจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและชื่อเสียงของคลินิก จึงได้เสนอให้คุณเมทำการโอนหุ้นในส่วนของตนเองไปฝากไว้กับหุ้นส่วนคนอื่นก่อน เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีปัญหา ซึ่งคุณเมก็ไว้วางใจและยอมทำตาม โดยมีการทำเอกสารในลักษณะของการซื้อขาย แต่เธอยืนยันว่านั่นเป็นเพียงการฝากหุ้นไว้ชั่วคราว และไม่เคยได้รับเงินค่าหุ้นแม้แต่บาทเดียว
หลังจากคดีความของเธอสิ้นสุดลง คุณเมได้แจ้งความประสงค์ที่จะขอกลับเข้ามาถือหุ้นในบริษัทตามเดิม แต่กลับถูกหุ้นส่วนเสนอทางเลือกใหม่ 2 ทาง คือ หนึ่ง กลับมาถือหุ้น 25% เท่าเดิม แต่จะให้สิทธิ์เฉพาะผลประกอบการของคลินิกสาขาดั้งเดิมเท่านั้น และมีเงื่อนไขว่าห้ามออกหน้าในการบริหารหรือการตลาดใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะต้องให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน และสอง ลดสัดส่วนหุ้นของตัวเองลงเหลือเพียง 12.52% แต่จะได้รับส่วนแบ่งจากทุกสาขาทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่ก็ยังคงมีเงื่อนไขว่าห้ามออกหน้าเช่นกัน
คุณเมตัดสินใจเลือกข้อเสนอแรก คือการกลับมาถือหุ้น 25% เท่าเดิม แต่หลังจากนั้นกลับมีเงื่อนไขใหม่เพิ่มขึ้นมาว่า คลินิกสาขาใหม่ที่กำลังจะเปิดนั้น เธอจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประกอบการใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เธอรับไม่ได้ ต่อมา คุณเมพบว่ากลุ่มหุ้นส่วนได้ใช้วิธีการเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อบริหารคลินิกสาขาใหม่ โดยยังคงใช้ชื่อคลินิกและแบรนด์เดิม แต่บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ไม่มีชื่อของเธอเป็นผู้ถือหุ้นอยู่เลย อีกทั้งยังมีการนำฐานข้อมูลลูกค้าเดิมของบริษัทเก่าไปใช้ในการดำเนินงานของสาขาใหม่ทั้งหมด
จากนั้นคุณเมก็พบความไม่ชอบมาพากลหลายประการ ประการแรกคือมีการโยกย้ายถ่ายเทเงินทุน โดยพบว่ามีการนำเงินจากบัญชีของบริษัทเก่าที่เธอมีหุ้นอยู่ (ผ่านญาติที่เป็นนอมินี) ไปใช้จ่ายเป็นค่าดำเนินการต่างๆ ของคลินิกสาขาใหม่ที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทใหม่ เช่น ค่าเช่า ค่าการตลาด ซึ่งเธอไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ ทั้งสิ้น ความผิดปกติที่ชัดเจนที่สุดคือ มีลูกค้าที่รู้จักกัน จองทำหัตถการที่คลินิกสาขาเก่า ซึ่งเป็นสาขาที่เธอจะต้องได้รับผลประโยชน์จากผลประกอบการ 25% แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของคลินิกกลับแจ้งให้ลูกค้าโอนเงินค่าบริการทั้งหมดเข้าไปยังบัญชีของบริษัทใหม่ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารสาขาใหม่เท่านั้น เท่ากับว่าเป็นการโยกย้ายรายได้จากบริษัทเก่าที่เธอมีหุ้นอยู่ ไปเข้าบริษัทใหม่ที่เธอไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ เลย
ประการต่อมาคือ พฤติกรรมการดำเนินธุรกิจที่ทางคุณเมและทนายความมองว่าเป็นการค้าแข่งกับบริษัทเดิมอย่างชัดเจน โดยกลุ่มหุ้นส่วนได้ทยอยปิดสาขาที่เปิดดำเนินการโดยบริษัทเก่า แล้วไปเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือที่เดิม แต่ดำเนินการภายใต้บริษัทใหม่ เพื่อโอนย้ายฐานลูกค้าและรายได้ทั้งหมดออกจากบริษัทที่เธอมีหุ้นอยู่ และประการสุดท้ายที่ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยอย่างยิ่ง คือการที่หุ้นส่วนดำเนินการปิดบริษัทเก่า ทั้งที่เป็นบริษัทที่มีผลกำไรสูงถึงเดือนละ 40-50 ล้านบาท ซึ่งในทางกฎหมาย การจะปิดบริษัทได้นั้นจะต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นและได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นทุกคน แต่ปรากฏว่าทั้งตัวเธอและญาติที่เป็นผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย ไม่เคยได้รับหนังสือเชิญให้เข้าร่วมประชุมเพื่อลงมติในเรื่องนี้เลย ทำให้เธอสงสัยในความโปร่งใสและกระบวนการทางกฎหมายของการปิดบริษัทดังกล่าว และตั้งคำถามว่าอาจเป็นการกระทำเพื่อทำลายหลักฐานทางบัญชีหรือไม่
คุณเมเล่าอีกว่า น้องสาวของเธอซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในปัจจุบันตามกฎหมาย ได้ทำหนังสือแจ้งความประสงค์เพื่อขอเข้าไปตรวจสอบเอกสารทางการเงินและบัญชีของบริษัท ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้น แต่เมื่อเดินทางไปยังบริษัทตามวันเวลาที่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า กลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าตรวจสอบเอกสาร ยิ่งไปกว่านั้น ทางคู่กรณีได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหาบุกรุก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ทั้งที่ได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนและสิทธิอันชอบธรรม
เมื่อปัญหาไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ คุณเมจึงตัดสินใจทำคลิปคอนเทนต์โพสต์ในช่องทางของตัวเอง ในหัวข้อ "เปิดอีกหนึ่งธุรกิจของเม พรีมายา รายได้..ล้านบาท" เพื่อเปิดเผยให้ทุกคนรับรู้ว่า Dermatige ก็เป็นธุรกิจของตนเช่นกัน คลิปดังกล่าวทำให้ทางบริษัท Dermatige ฟ้องร้องเม ในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหมิ่นประมาท โดยใช้หลักว่าผู้ถือหุ้นจริงๆ คือน้องสาวของเม ไม่ใช่ตัวเมเอง ดังนั้นการออกมาอัดคลิปว่าเป็นธุรกิจของตัวเองจึงไม่เป็นความจริง ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ทางคลินิก Dermatige Aesthetics ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าข้อมูลที่ เม พรีมายา นำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียนั้นบิดเบือนจากความจริง และทำให้แบรนด์ได้รับความเสียหาย ซึ่งทางบริษัทได้ดำเนินการฟ้องร้องในคดีอื่นที่เกี่ยวข้องไปแล้วก่อนหน้านี้ ทางคลินิกระบุว่าในช่วงปี 2566 ที่คุณเมประสบปัญหาส่วนตัว ได้สร้างผลกระทบและความเสียหายให้กับแบรนด์เป็นอย่างมาก ประกอบกับผลประกอบการในช่วงนั้นไม่ดีนัก จึงได้มีการยุติกิจการของแบรนด์พรีมายาคลินิกเดิมอย่างถูกต้อง ทางคลินิกยืนยันว่าคุณเมได้ขายหุ้นออกไปแล้ว ไม่ใช่การฝากหุ้นอย่างที่กล่าวอ้าง และการกระทำของคุณเมทำให้แบรนด์ได้รับความเสียหาย ซึ่งทางบริษัทได้ดำเนินการฟ้องร้องคุณเมในคดีอาญาแล้ว และศาลได้รับฟ้องไว้แล้วหนึ่งคดี แต่คุณเมได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าข่าวของเธอทำให้ธุรกิจตกต่ำจนต้องปิดสาขานั้นไม่เป็นความจริง เพราะการปิดสาขาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะมีปัญหาคดีความเสียอีก
สุดท้าย คุณเมได้ฝากคำถามไปถึงหุ้นส่วนที่เป็นคู่กรณี ว่า วันนี้หลังผ่านการไกล่เกลี่ยกันในศาลแต่ไม่เป็นผล เธอได้ให้คนกลางมาประเมินมูลค่าหุ้นของเธอที่ 600 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ต้องการขายในราคานั้น และพยายามเสนอขายในราคาที่ลดลงมามาก เช่น 30 ล้าน 50 ล้าน หรือ 100 ล้านบาท เพื่อให้เรื่องจบ แต่คู่กรณีก็ไม่ยอมจ่าย และพยายามจะกดราคาจนไม่เป็นธรรม สิ่งที่อยากจะถามก็คือ ในวันที่ร่วมกันสร้างธุรกิจมา เมคือคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาหุ้นส่วนทั้ง 4 คน และธุรกิจเติบโตมาได้ก็ด้วยชื่อเสียงของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยมีปัญหาที่จะแบ่งกำไรเท่ากันตามสัดส่วนหุ้น จนวันนี้ที่หุ้นส่วนทั้ง 3 คนมีชื่อเสียงขึ้นมาแล้ว จึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า พวกเขาอาจไม่ต้องการแบ่งผลประโยชน์ให้เธออีกต่อไป จึงทำทุกวิถีทางเพื่อตัดเธอออกไป แต่กลับไม่ยอมซื้อหุ้นคืนในราคาที่เป็นธรรม การกระทำเช่นนี้เป็นธรรมกับเธอแล้วหรือยัง