วานนี้ ( 16 ต.ค.69 ) เวลา 19.36 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ รับแจ้งเหตุกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายชายอายุ 20 ปี จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในซอยประชาอุทิศ 45 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กทม. โดยมีรายงานว่าชาวบ้านได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้น 1 นัด จึงประสานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุหน้าร้านอาหารตามสั่ง พบชาย อายุ 20 ปี นอนจมกองเลือด มีบาดแผลขนาดใหญ่บริเวณคิ้วซ้าย ใบหน้าแตกหลายแห่ง ทั้งใต้ตาซ้ายและโหนกแก้มขวา รวมถึงมีรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายจุด อาสาสมัครเร่งปฐมพยาบาล ก่อนประสานรถกู้ชีพเอราวัณนำตัวส่งโรงพยาบาล
ระหว่างให้ความช่วยเหลือ พ่อและแม่ของผู้บาดเจ็บแสดงความไม่พอใจการทำงานของอาสาสมัคร พร้อมไลฟ์และโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ โดยระหว่างนำตัวขึ้นรถกู้ชีพเพื่อช่วยชีวิตและประเมินอาการ ยังเกิดการโต้เถียงภายในบริเวณรถ ทำให้สถานการณ์ชุลมุน กระทั่งถึงโรงพยาบาลก็ยังมีการโต้เถียงกันบริเวณด้านหน้าห้องฉุกเฉิน
จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าร้านเกม เวลา 19.33 น. พบว่า ผู้บาดเจ็บนั่งอยู่หน้าร้าน ก่อนมีรถยนต์สีดำ ขับเข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถ จากนั้นมีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนลงจากรถและปรี่เข้าไปหาผู้บาดเจ็บ ทำให้ผู้บาดเจ็บวิ่งหนี ก่อนที่กลุ่มชายดังกล่าวจะวิ่งไล่ตามไปผ่านไปไม่ถึง 3 นาที กลุ่มชายฉกรรจ์วิ่งกลับมาผ่านหน้ากล้องวงจรปิดอีกครั้ง โดยพบว่าชายสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำตาลมีลักษณะคล้ายเก็บอาวุธปืนไว้ด้านในกางเกง พร้อมชี้หน้าข่มขู่คนภายในร้านเกม ก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นรถคันเดิมขับออกจากพื้นที่ไป
ส่วนอาการล่าสุดของผู้บาดเจ็บ ทางโรงพยาบาลรายงานว่ามีกระดูกใบหน้าแตกและบาดแผลบริเวณใบหน้า แต่บาดแผลไม่ลึกถึงกะโหลกศีรษะ โดยภาพรวมอาการปลอดภัยแล้ว แต่แพทย์ยังให้นอนพักรักษาตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับหนึ่งในเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยร่วมกตัญญูที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา เล่าว่า คืนเกิดเหตุได้รับแจ้งว่ามีเหตุใช้อาวุธปืนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกทำร้ายร่างกาย โดยทีมกู้ภัยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุในเวลา 19.47 น. เมื่อไปถึงพบชายคนหนึ่งนอนแน่นิ่ง มีชีพจรอ่อนและหายใจเฮือก จึงรีบทำ CPR เบื้องต้น พร้อมประสานรถพยาบาลกู้ชีพขั้นสูงให้เข้ามารับตัว เนื่องจากเป็นผู้ป่วยวิกฤตหรือเคสแดง ซึ่งอาสาสมัครไม่สามารถนำส่งโรงพยาบาลเองได้ เพราะผิดขั้นตอนหากนำตัวขึ้นรถไปและผู้บาดเจ็บเสียชีวิตทางอาสาก็จะมีความผิดทางอาญา
ระหว่างนั้น พ่อและแม่ของผู้บาดเจ็บเข้ามาต่อว่าทีมกู้ภัยว่าทำไมไม่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล “ถ้าเป็นพ่อแม่พวกมึ-ง พวกมึ-งจะรอไหม” ทั้งที่พยายามอธิบายขั้นตอนแล้ว แต่ไม่ได้รับฟัง ทำให้ทีมกู้ภัยต้องทำงานภายใต้ความกดดัน จึงขยับออกจากจุดเกิดเหตุเพื่อให้รถพยาบาลเข้ามารับผู้บาดเจ็บ
แต่ระหว่างขยับรถก็ยังถูกต่อว่าตลอด แม้กระทั่งตอนเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บขึ้นรถพยาบาล พ่อแม่ก็ยังไม่หยุด และถึงขั้นทุบรถพยาบาลของโรงพยาบาลที่เข้ามารับตัวผู้บาดเจ็บ และมีการถือโทรศัพท์ในลักษณะเหมือนถ่ายคลิปวิดีโอหรือไลฟ์ตลอด พร้อมอ้างว่าจะนำเรื่องดังกล่าวไปร้องรายการโหนกระแส หรือ คุณหนุ่ม กรรชัย
เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย ยืนยันว่า ไม่มีอาสาสมัครคนไหนโต้เถียงหรือไปต่อว่าพ่อแม่ผู้บาดเจ็บก่อน เพราะตกลงกันว่าจะอดทนและทำตามขั้นตอนที่ได้รับการอบรมมา โดยทุกคนมีความรู้ด้านการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ไม่ได้ถ่วงเวลาหรือดึงเชิงแต่อย่างใด และญาติผู้ป่วยก็ยังมีการพูด ด้อยค่าอาสา ว่า “ทำไม่ได้ กระจอก ทำอะไรก็ไม่เป็น อยากได้ตังค์” ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้เงินสักบาท ถึงแม้ว่าหลายคนจะมีความเห็นว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ให้กู้ภัยถอยออกมา ไม่ต้องไปช่วย แต่ในฐานะที่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยทำไม่ได้อย่างไรก็ต้องช่วย
ซึ่งตลอดเวลาทางพ่อแม่ผู้บาดเจ็บได้ต่อว่าอาสาสมัครจนกระทั่งรถพยาบาลขั้นสูงของโรงพยาบาลได้มารับตัวผู้ป่วยก็คิดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่พ่อแม่ผู้บาดเจ็บก็ยังคงต่อว่าทีมเจ้าหน้าที่ รวมถึงพูดพาดพิงถึงพ่อแม่ของอาสาสมัคร ทำให้รู้สึกบั่นทอนจิตใจ เพราะตั้งใจเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่กลับต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้
ส่วนกรณีที่พ่อแม่ผู้บาดเจ็บระบุว่าจะไม่รักษาตามสิทธิ์ 30 บาท เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย กล่าวว่า โดยปกติผู้ป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่รองรับ ซึ่งในคืนเกิดเหตุ ทีมกู้ภัยได้ประสานโรงพยาบาลไว้แห่งหนึ่งแล้ว แต่ครอบครัวผู้บาดเจ็บต้องการไปอีกโรงพยาบาล โดยพูดว่า “ไม่ไปหรอก จะไปอีกโรงพยาบาล มีตังค์จ่าย”
สำหรับอาการของผู้บาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย ระบุว่า จากเหตุการณ์ที่เห็นและข้อมูลที่ได้รับ ชายคนดังกล่าวถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้าย มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณคิ้วและรอยช้ำทั่วร่างกาย โดยไม่พบบาดแผลจากกระสุนปืน แต่เมื่อทีมกู้ภัยไปถึง ผู้บาดเจ็บมีชีพจรอ่อนและหายใจเฮือกแล้ว ก่อนนำส่งโรงพยาบาล
นอกจากนี้ แม้ผู้บาดเจ็บจะถูกนำส่งถึงห้องฉุกเฉินแล้ว พ่อแม่ก็ยังตามไปต่อว่าเจ้าหน้าที่ว่าทำงานล่าช้า โดยตนเข้าใจว่าคนเป็นพ่อแม่ย่อมเป็นห่วงลูกและอยากให้ถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุด แต่อยากให้เข้าใจมุมของเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด