รายการโหนกระแสวันนี้ (14 ต.ค. 2569) พูดคุยเรื่องราวของ สิบเอกเวฟ ข้าราชการทหารหนุ่มที่มาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับเพจสายไหมต้องรอด หลังจากถูกอดีตแฟนสาวที่เป็นพยาบาลและแม่ยายลวงเงินไปจนต้องเป็นหนี้ พอฝ่ายชายไปทำงาน ปรากฏว่าฝ่ายหญิงกลับไปคบหาชายอื่น ฝ่ายชายจึงต้องการเรียกร้องเงินหมั้น 400,000 บาทคืน
ผู้ร่วมรายการประกอบด้วย เวฟ ผู้เสียหาย, กิจ เพื่อนสนิทของเวฟ, แม่สุ แม่ของเวฟ, คุณเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และทนายแก้ว ดร. มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล
เวฟ ซึ่งรับราชการทหาร ยศสิบเอก จะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ในเดือนพฤศจิกายน เวฟเล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่ จ. ร้อยเอ็ด ขณะตนเองไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอาหารตามสั่งของแม่ฝ่ายหญิง ทางแม่ของฝ่ายหญิงได้รับการบอกเล่าจากรุ่นพี่ทหารว่าเวฟยังเป็นโสด แม่ฝ่ายหญิงจึงเสนอจะแนะนำลูกสาวซึ่งทำงานเป็นพยาบาลและยังโสดอยู่ให้รู้จัก พร้อมบอกบัญชี TikTok และ Facebook ของลูกสาวให้เวฟ เวฟได้ถ่ายรูปบัญชีเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ แล้วรอเวลาว่างประมาณ 3–4 วัน จึงลองส่งข้อความไปพูดคุย แต่ในครั้งแรกฝ่ายหญิงตอบกลับในลักษณะนิ่งเฉยและไม่ค่อยอยากคุยด้วย เวฟจึงตัดสินใจถอยออกมา เวฟยอมรับว่าตอนเห็นรูปใน Facebook รู้สึกถูกใจและตรงตามสเป็ก หลังจากเวฟหยุดติดต่อไปได้ไม่นาน ฝ่ายหญิงกลับเป็นฝ่ายส่งข้อความทักกลับมาเอง ทำให้ทั้งสองได้เริ่มพูดคุยและโทรศัพท์หากัน
ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ฝ่ายหญิงได้เดินทางกลับมาที่บ้านในจังหวัดร้อยเอ็ด และชวนเวฟมารับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวที่บ้าน ทำให้เวฟและฝ่ายหญิงได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรก ซึ่งเวฟเห็นว่าฝ่ายหญิงตรงปกตามรูปในโซเชียลมีเดีย ทั้งสองจึงตกลงคบหากันและนัดเจอกันเวลาเวฟว่างจากการทำงาน
จนกระทั่งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 แม่ของฝ่ายหญิงได้เสนอให้เวฟพาผู้ใหญ่มาทำพิธีสู่ขอ เพื่อให้ถูกต้องตามประเพณี และดูดีเวลาเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกัน พร้อมพูดคุยเรื่องค่าหมั้น โดยแม่ฝ่ายหญิงแจ้งว่ามีหนี้สินและเรียกร้องเงินหมั้นเป็นจำนวน 400,000 บาท
ก่อนจะถึงเรื่องเงินหมั้น ฝ่ายหญิงได้ขอยืมเงินจากเวฟไปก่อนหน้า หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามความรู้สึกของเวฟว่าเครียดเพราะเสียผู้หญิงหรือเสียเงิน ซึ่งเวฟยืนยันว่าเสียทั้งเงินและเวลา ส่วนผู้หญิงนั้นไม่รู้สึกเสียดายแล้ว เวฟเล่ารายละเอียดพฤติการณ์การขอยืมเงินของฝ่ายหญิงว่า เกิดขึ้นช่วงเริ่มคบหากัน โดยฝ่ายหญิงอ้างว่าแฟนเก่านำรถยนต์ขอเธอไปประสบอุบัติเหตุชนแล้วไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้เธอต้องจ่ายค่าซ่อมคนเดียว เธอจึงไปกดเงินจากบัตรเครดิตมาจ่ายค่าซ่อมรถ ทำให้มีภาระผูกพันต้องผ่อนชำระบัตรเครดิตจนเงินเดือนไม่พอใช้ ฝ่ายหญิงจึงมาขอยืมเงินเวฟเพื่อนำไปปิดบัตรเครดิต โดยสัญญาว่าเมื่อเงินเดือนออกจะทยอยผ่อนชำระคืนให้
เวฟยินยอมโอนเงินให้ยืมครั้งแรกเป็นเงินรวม 139,000 บาท โดยเป็นการทยอยโอนติดกัน 5 วัน ได้แก่ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 35,000 บาท, วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 35,000 บาท, วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 35,000 บาท, วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 25,000 บาท และวันที่ 29 ธันวาคม 2568 อีก 9,000 บาท เนื่องจากบัญชีธนาคารของเวฟติดเงื่อนไขการจำกัดวงเงินโอนต่อวัน จึงต้องทยอยโอนให้ตามที่ฝ่ายหญิงแจ้ง โดยมีหลักฐานการโอนเงินเป็นสเตตเมนต์ธนาคารชัดเจ
ฝ่ายหญิงได้เปิดรูปถ่ายรถยนต์คันที่ประสบอุบัติเหตุให้เวฟดูเพื่อยืนยัน แต่เมื่อทำการตรวจสอบภายหลังกลับพบว่า รถยนต์คันดังกล่าวได้ทำประกันภัยชั้น 1 เอาไว้ และทางบริษัทประกันภัยเป็นผู้เคลมชำระค่าซ่อมให้ทั้งหมด ฝ่ายหญิงจึงไม่ได้ออกเงินค่าซ่อมเองตามที่กล่าวอ้าง
ทนายแก้วระบุว่า พฤติการณ์โกหกปกปิดข้อความจริงเพื่อหลอกลวงเอาเงินดังกล่าว เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีโทษจำคุก 3 ปี และการโอนเงินแยกแต่ละวันรวม 6 ครั้ง (วันละ 35,000 บาท เป็นต้น) ถือเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
เวฟได้เล่าเหตุการณ์ถัดมาว่า แม่ของฝ่ายหญิงได้ทักมาขอยืมเงินครั้งแรกจำนวน 50,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปซื้อน้ำมันสำรองกักตุนไว้ใช้กับรถเกี่ยวข้าวและรถไถที่บ้าน แล้วจะนำเงินมาคืนหลังฤดูกาลเกี่ยวข้าวเสร็จสิ้น ต่อมาแม่ฝ่ายหญิงได้ขอยืมเงินเพิ่มอีก 20,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าน้ำมันสำรองเช่นเดิม รวมเป็นเงินที่แม่ยืมไป 70,000 บาท เมื่อรวมกับยอดเงินยืมของลูกสาว ยอดเงินยืมทั้งหมดจึงสูงถึง 209,000 บาท ซึ่งในเวลาต่อมา แม่ฝ่ายหญิงได้คืนเงินมาเพียง 20,000 บาท ทำให้ยังคงค้างชำระอยู่อีก 50,000 บาท
เวฟยอมรับว่าตนเองยินยอมให้ยืมเพราะความซื่อ อยากช่วยเหลือและซัปพอร์ตครอบครัวฝ่ายหญิง ทั้งที่ขณะนั้นเพิ่งคบหากันได้ไม่ถึง 5 เดือน และยังไม่ได้ทำพิธีหมั้นหมายกัน
เวฟเล่าต่อว่า แม่ฝ่ายหญิงได้เสนอให้ฝ่ายเวฟมาสู่ขอและทำพิธีหมั้นลูกสาว โดยแม่ฝ่ายหญิงแจ้งว่าตนเองมีภาระหนี้สินประมาณ 400,000 บาท จึงเรียกร้องเงินค่าหมั้นเป็นจำนวน 400,000 บาท สรุปยอดเงินยืมรวมเงินหมั้นอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท
ในส่วนเงินหมั้น 400,000 บาท เวฟเล่าว่าตนเองได้เปิดอกคุยกับฝ่ายหญิงว่าไม่มีเงินก้อน หากจะหามาให้ต้องไปกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งจะทำให้เกิดภาระหนี้สินผูกพัน ซึ่งฝ่ายหญิงได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยกันผ่อนชำระหนี้ ทำให้เวฟตกลงยื่นกู้เงินธนาคารนำเงินมาเป็นค่าหมั้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดงานหมั้นที่บ้านฝ่ายหญิง ทั้งสองฝ่ายได้ช่วยกันออกค่าอาหารและเครื่องดื่มร่วมกัน
หลังพิธีหมั้นผ่านไปประมาณ 4 เดือน ฝ่ายหญิงได้ลาออกจากงานพยาบาล และว่างงานนานถึง 4 เดือนโดยไม่มีรายได้ ทำให้เวฟต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพียงลำพัง เมื่อรวมกับเงินที่ถูกธนาคารหักชำระหนี้กู้ยืม ทำให้เวฟเหลือเงินเดือนใช้สอยเพียงเดือนละประมาณ 4,000 บาท เวฟจึงตัดสินใจแจ้งฝ่ายหญิงว่าจะสมัครไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามชายแดน เพื่อหาเงินเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเดือนละ 6,000 บาท แต่ฝ่ายหญิงไม่พอใจเพราะจะห่างกัน และอ้างว่าโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ โทรศัพท์มาเรียกตัวให้ไปเริ่มงานในวันที่ 1 กันยายน
เวฟเดินทางมากรุงเทพฯ วันที่ 27 สิงหาคม เพื่อมาสอบใบขับขี่รถทหาร ส่วนฝ่ายหญิงเดินทางตามมาวันที่ 28 สิงหาคม โดยมีพ่อแม่ขับรถมาส่ง
หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านแชตโต้ตอบซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งสองเริ่มมีปากเสียงกัน เนื่องจากฝ่ายหญิงตัดพ้อเรื่องการไปราชการสนาม และยืนยันจะมากรุงเทพฯ เวฟระบุว่า หลังจากฝ่ายหญิงเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ก็เริ่มมีพฤติกรรมตีตัวออกห่าง ไม่ยอมตอบแชตเหมือนเดิม
เวฟได้ส่งข้อความไปสอบถามฝ่ายหญิงว่าทำงานและพักอาศัยอยู่ที่ไหน รวมถึงขอเดินทางไปหา แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธและตอบกลับมาว่ายังไม่อยากเจอ เมื่อเห็นว่าฝ่ายหญิงไม่ยอมบอกข้อมูล เวฟจึงส่งข้อความไปสอบถามพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงแทน เพื่อขอทราบสถานที่ทำงานและที่พักของฝ่ายหญิง แต่ทั้งพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงต่างไม่ยอมอ่านข้อความ แม้เวฟจะพยายามส่งข้อความหาฝ่ายหญิงทุกวัน เพื่อสอบถามว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือหรือจะให้ไปหาหรือไม่ แต่ฝ่ายหญิงกลับตอบกลับเพียงคำสองคำในลักษณะไม่อยากพูดคุย และปฏิเสธที่จะบอกว่าทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลไหนหรือพักอยู่ที่ไหน
หลังจากเฝ้ารอความชัดเจนอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 วัน เวฟจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่ จ. ร้อยเอ็ด เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ของเวฟได้พยายามโทรศัพท์ไปหาแม่ของฝ่ายหญิง แต่แม่ฝ่ายหญิงไม่ยอมรับสาย เวฟจึงบอกผู้เป็นแม่ว่าไม่ต้องโทรศัพท์ไปแล้ว ตนเองจะเป็นคนเดินทางไปสอบถามพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงที่บ้านด้วยตนเอง
เมื่อเวฟเดินทางไปถึงบ้านของฝ่ายหญิงและสอบถามถึงสาเหตุที่ไม่ยอมรับสาย แม่ของฝ่ายหญิงอ้างว่าโทรศัพท์แบตเตอรี่หมดและบริเวณบ้านสัญญาณไม่ดี เมื่อเวฟซักถามเพิ่มเติมว่าฝ่ายหญิงทำงานและพักอาศัยอยู่ที่ใดในกรุงเทพฯ แม่ของฝ่ายหญิงกลับบ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าจำไม่ได้และลืมไปแล้ว พร้อมบอกให้เวฟไปสอบถามเอาเอง เมื่อเห็นว่าครอบครัวฝ่ายหญิงมีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยงและไม่ได้รับคำตอบ เวฟจึงเดินทางกลับบ้านและทักข้อความไปถามฝ่ายหญิงอีกครั้ง แต่ฝ่ายหญิงก็ยังคงแสดงท่าทีไม่อยากพูดคุยเช่นเดิม
ในเช้าวันถัดมา เวฟได้เข้าไปตรวจสอบสื่อโซเชียลมีเดียของฝ่ายหญิง ทั้ง Facebook, TikTok และ Instagram ปรากฏว่าฝ่ายหญิงได้ทำการลบรูปภาพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเวฟออกจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปคู่หรือรูปภาพในพิธีหมั้น เวฟจึงส่งข้อความทาง Facebook ไปสอบถามตรง ๆ ว่าลบรูปภาพทำไม และหากจะเอาอย่างไรทำไมถึงไม่บอกกล่าวกัน ซึ่งฝ่ายหญิงเปิดอ่านข้อความแต่ไม่ยอมตอบกลับ
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คุณตาของเวฟป่วยเป็นเนื้องอกในสมองและต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำให้เวฟต้องไปดูแลคุณตาและไม่ได้ส่งข้อความหาฝ่ายหญิงถี่เหมือนเดิม แต่เวฟสังเกตเห็นว่าฝ่ายหญิงไม่เคยส่งข้อความมาสอบถามข่าวคราวเรื่องอาการป่วยของคุณตาเลย และแม้กระทั่งในเวลาต่อมาที่คุณตาผ่าตัดและเสียชีวิตลง ฝ่ายหญิงและครอบครัวก็ไม่เคยเดินทางมาเยี่ยม ไม่เคยสอบถาม และไม่เคยมาร่วมงานศพเลย
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของคุณตา เวฟและครอบครัวจึงตัดสินใจเดินทางไปหาพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่บ้านอีกครั้ง เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการว่าไม่สามารถคบหากันต่อไปได้แล้ว เนื่องจากพฤติกรรมของฝ่ายหญิง พร้อมกับขอเงินหมั้นที่เคยให้ไว้คืน
หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงวิธีการติดตามหาตัวฝ่ายหญิง กิจ เพื่อนของเวฟ อธิบายว่า ตนเองได้นำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ในการสืบหาพิกัดตำแหน่ง โดยนำเบอร์โทรศัพท์มือถือของฝ่ายหญิงเข้าสู่ระบบตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ระบบดาวเทียมสามารถประมวลผลและแสดงพิกัดระบุตำแหน่งของฝ่ายหญิงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ หนุ่ม กรรชัย เป็นอย่างมาก
หนุ่ม กรรชัย สอบถามถึงการขาดการติดต่อระหว่างเวฟกับฝ่ายหญิง เวฟเปิดเผยว่า ฝ่ายหญิงได้ทำการบล็อก Instagram แต่ใน Facebook ยังคงส่งข้อความหาได้ตามปกติ เพียงแต่ฝ่ายหญิงอ่านแล้วไม่ตอบกลับ หรือตอบกลับเพียงคำสองคำ ทำให้เวฟตัดสินใจเลิกส่งข้อความไป เวฟไม่ทราบสถานที่ทำงานหรือที่พักของฝ่ายหญิงในกรุงเทพฯ เนื่องจากไม่มีใครบอก และแม่ของฝ่ายหญิงก็อ้างว่าจำไม่ได้ เมื่อแม่ของเวฟเดินทางไปพูดคุยกับครอบครัวฝ่ายหญิงเพื่อขอของหมั้นคืน แม่ฝ่ายหญิงกล่าวว่า หากเด็กคุยกันไม่ได้ พ่อแม่ก็ต้องมาคุยกัน แต่สุดท้ายแม่ฝ่ายหญิงยืนยันว่าจะทำตามการตัดสินใจของลูกสาว แม่ของเวฟจึงเสนอเงื่อนไขว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะมั่นใจว่าลูกชายไม่ได้ทำอะไรผิด ขณะที่ฝ่ายหญิงปฏิเสธความรับผิดชอบ และพูดท้าทายให้เวฟไปฟ้องร้องในศาลหากต้องการเงินคืน
กิจ ได้เข้ามาช่วยเหลือเนื่องจากเห็นเวฟประสบปัญหาความเครียดอย่างหนักจนกินไม่ได้ และต้องประทังชีวิตด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กิจเริ่มส่อง Facebook ของฝ่ายหญิง และไล่ตรวจสอบรายชื่อผู้กดถูกใจรูปคาเฟ่ที่ฝ่ายหญิงลง ซึ่งมีจำนวนกว่า 120 คน โดยกิจเลือกกดเข้าไปดูเฉพาะผู้ชายทีละคน ๆ จนพบ Facebook ของชายคนหนึ่ง เมื่อตรวจสอบพบว่า ชายคนดังกล่าวเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งลงรูปคู่และหอมแก้มฝ่ายหญิงอย่างใกล้ชิด แต่กิจดันพลั้งมือไปกดถูกใจสตอรีของชายคนดังกล่าว ทำให้ถูกบล็อกบัญชี Facebook นอกจากนี้ กิจยังได้สืบค้นย้อนหลังใน Facebook ของฝ่ายหญิงไปถึง 3 ปี จนพบอดีตคู่หมั้นของฝ่ายหญิง ซึ่งระบุว่าถูกลวงเงินหมั้นไปจำนวน 150,000 บาท รวมถึงถูกเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ในลักษณะเดียวกันจนต้องถอนตัวหนีไป
เมื่อกิจติดต่อไปยังแม่ของฝ่ายหญิง แม่ฝ่ายหญิงยินยอมคืนเงินให้เพียง 200,000 บาท พร้อมอ้างถึงค่าใช้จ่ายในการจัดงานและการรับรองแขกฝั่งฝ่ายชาย กิจปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวเนื่องจากไม่คุ้มค่ากับภาระหนี้สินที่เวฟต้องยื่นกู้เงินธนาคารจำนวน 550,000 บาท ซึ่งต้องผ่อนชำระเดือนละ 7,300 บาท เป็นเวลา 10 ปี ยอดรวมดอกเบี้ยสูงถึง 900,000 บาท จนเวฟเหลือเงินเดือนละประมาณ 4,000 บาท และต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน
กิจ เล่าว่า ตนเองและทีมทนายความได้ดำเนินการขออนุญาตนำเบอร์โทรศัพท์มือถือเข้าสู่ระบบตรวจสอบพิกัดดาวเทียม ผลการตรวจสอบพบพิกัดตำแหน่ง และระบบแสดงสัญลักษณ์เฉพาะเจาะจงที่บ่งชี้ว่าเป็นโรงแร อีกทั้งยังพบว่าฝ่ายหญิงแอบไปคบหาซ้อนกับทหารสังกัดกองทัพอากาศอีกนายหนึ่ง
ทีมทนายความเดินทางไปตรวจสอบสถานที่และขอเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังของโรงแรม จนพบภาพฝ่ายหญิงเดินเข้าห้องพักไปกับชายอื่น โดยเวฟยอมรับว่าตนเองไม่ได้เป็นคนดำเนินการใด ๆ แต่เป็นกิจที่คอยออกค่าใช้จ่ายทนายความและจัดการเรื่องราวทั้งหมดให้
ทนายแก้ว ได้ให้ข้อมูลด้านข้อกฎหมายว่า การที่ฝ่ายหญิงมีชายอื่นโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ถือเป็นการผิดสัญญาหมั้น ซึ่งฝ่ายชายมีสิทธิ์ฟ้องเรียกเงินสินสอดและค่าใช้จ่ายในการจัดงานคืนได้ภายในอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ผิดสัญญา แต่ไม่สามารถฟ้องร้องบุคคลที่สามได้ เนื่องจากยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส
สำหรับเงินยืมของแม่จำนวน 50,000 บาท สามารถฟ้องร้องตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนพฤติการณ์การอ้างเรื่องนำเงินไปปิดบัตรเครดิตค่าซ่อมรถยนต์ทั้งที่มีประกันภัยชั้น 1 คุ้มครอง เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ทนายแก้วระบุว่า เงินที่ให้โดยเสน่หาไม่สามารถเรียกคืนได้ จึงต้องแยกแยะระหว่างการยืม การขอ หรือการเต็มใจให้
ระหว่างนั้น แม่ของฝ่ายหญิงได้ชี้แจงเข้ามาในรายการว่า นำเงินสินสอด 400,000 บาท ไปจ่ายไฟแนนซ์ค้างชำระ 200,000 กว่าบาท ปรับปรุงร้าน 80,000 บาท และจัดงานหมั้น 50,000–60,000 บาท ส่วนเงินผูกแขนก็ให้ทั้งคู่ไป ไม่ได้เก็บไว้ โดยยืนยันว่าลูกสาวไม่ได้คบซ้อน และไม่เคยพูดคำว่าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา และทางตนได้เสนอคืนเงิน 200,000 บาท แต่เวฟไม่รับและขู่ว่าจะดำเนินคดี ขณะนี้ไม่สะดวกโฟนอินเนื่องจากลูกค้าเยอะ กำลังผัดข้าวขายลูกค้า
ทางเวฟยืนยันว่าได้รับข้อเสนอ 200,000 บาทจริง แต่ตนไม่ตกลงเพราะมองว่าฝ่ายหญิงไม่สมควรได้รับเงิน ขณะที่กิจได้โต้แย้งว่า ที่อีกฝ่ายอ้างว่าไม่เคยพูดว่าให้ไปฟ้องเอา ตนมีหลักฐานเป็นคลปิเสียง ซึ่งเป็นเสียงโต้ตอบระหว่างฝ่ายหญิงกับเวฟ ซึ่งฝ่ายหญิงพูดชัดเจนว่า “เค้ามีคืนให้เท่านี้ แต่ว่าถ้าเตงไม่เอา ก็ไม่ต้องเอา ถ้าอยากได้มากกว่านี้ เตงก็ไปฟ้องเอา แค่นั้นแหละ” โดยเวฟและกิจยืนยันจะดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมต่อไป
กิจ ได้อธิบายถึงการติดตามเช็กพิกัดของฝ่ายหญิงหลังจากเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเดือนสิงหาคม และสืบทราบข้อมูลเพิ่มเติมในเดือนกันยายน โดยพบว่าสถานที่ดังกล่าวเปิดให้บริการในลักษณะโรงแรมชั่วคราวหรือม่านรูด กิจและทีมทนายความได้ดำเนินการขอดูและเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ตัดสินใจที่จะยังไม่นำมาเปิดแสดงในรายการ โดยขอเก็บไว้เป็นหลักฐานเด็ดไปเปิดบนชั้นศาลเพื่อเซอร์ไพรส์คู่กรณีหากมีการสู้คดี ในขณะเดียวกัน กิจระบุว่า ทนายความกำลังเดินทางจากศาลกลับมายังสำนักงานเพื่อจัดส่งเอกสารเพิ่มเติม
ทนายแก้ว ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ฝ่ายชายมีสิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมาย แต่คดีมีเงื่อนไขเกี่ยวกับอายุความซึ่งกำหนดไว้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เนื่องจากในกรณีนี้ทั้งสองยังไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสกัน กฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 จึงยังไม่เปิดช่องให้สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลที่สามหรือชายชู้ได้ อย่างไรก็ตาม ทนายแก้วได้ยกฎีกาที่ 3731/2533 ซึ่งวางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่า หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นหรือหญิงอื่น อีกฝ่ายสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและเงินสินสอดคืนฐานผิดสัญญาหมั้นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ทนายแก้วจึงแนะนำว่าหากฝ่ายชายมีหลักฐานยืนยันว่าฝ่ายหญิงมีชายอื่น ควรเข้ามาเจรจาตกลงเพื่อยุติปัญหาจะส่งผลดีกว่า
ขณะที่ คุณเอกภพ ได้กล่าวเสริมว่า คดีนี้มีความเชื่อมโยงกับพฤติการณ์ในอดีตที่ไปพบอดีตคู่หมั้นรายก่อนหน้า ซึ่งเคยหมั้นและเสียเงินสินสอดไป 150,000 บาทในลักษณะคล้ายคลึงกัน พฤติกรรมดังกล่าวอาจเชื่อมโยงเข้าข่ายคดีอาญาตามมาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดฐานฉ้อโกงอันเกิดจากการสร้างเรื่องสมมติขึ้นมาหลอกลวงให้ฝ่ายชายหลงเชื่อและยินยอมโอนเงินให้ ซึ่งคดีฉ้อโกงนี้เป็นความผิดที่สามารถยอมความกันได้ แต่ต้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ภายในระยะเวลา 3 เดือน
และได้ฝากข้อความเตือนไปยังแม่ของฝ่ายหญิงว่า ไม่ควรไปเชื่อทนายความฝั่งตนเองมากเกินไป เพราะทนายความต้องรับค่าจ้างสู้คดีอยู่แล้ว หากต้องการให้เรื่องจบด้วยดี ควรนำเงินจำนวน 200,000 บาทที่เคยตั้งใจจะคืน รวมกับเงินที่จะต้องเสียค่าวางจ้างทนายความ นำมาคืนให้ฝ่ายชายทั้งหมดจะคุ้มค่ากว่า เมื่อไม่ได้รักกันแล้ว ของหมั้นและสินสอดต้องส่งคืนให้ฝ่ายชาย จะเอาไว้ไม่ได้ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดงานหมั้นค่อยนำมาเจรจาตกลงแบ่งสัดส่วนกัน
ทนายแก้วได้ให้ความรู้ทางกฎหมายเพิ่มเติมว่า ของหมั้นคือสิ่งที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงในขณะทำพิธีหมั้น ส่วนสินสอดคือสิ่งที่มอบให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นค่าน้ำนม สินสอดนั้นสามารถทำสัญญาเงินกู้แทนได้หากฝ่ายชายไม่มีเงินสดในขณะนั้น พ่อแม่ฝ่ายหญิงจึงมีสิทธิ์ฟ้องร้องตามสัญญาเงินกู้ได้ แต่ของหมั้นจะต้องมีการส่งมอบกันในขณะทำพิธีหมั้นทันที
หนุ่ม กรรชัย สอบถามความต้องการของเวฟ เวฟระบุว่าอยากให้แม่และฝ่ายหญิงออกมาแสดงความรับผิดชอบโดยคืนเงินให้ตน เพราะฝ่ายหญิงไม่สมควรได้รับเงินก้อนนี้ไป
กิจเสริมว่าตนเองไม่อยากเห็นเพื่อนต้องนั่งประทังชีวิตด้วยการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกแล้ว
เวฟยืนยันอย่างบริสุทธิ์ใจว่า ในช่วงที่จัดงานหมั้นตนเองไม่เคยมีคนอื่นอย่างแน่นอน ขณะที่แม่ของเวฟ ระบุว่า สงสารลูกชายและต้องการมาทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ลูก
เมื่อสอบถามถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อน กิจเล่าว่าตนเองรู้จักกับเวฟมาได้ประมาณ 4–5 เดือน ผ่านทางน้องทหารอีกคนหนึ่งในค่ายที่เวฟดูแลอยู่ น้องทหารคนดังกล่าวได้มาเล่าเรื่องราวความทุกข์ของเวฟให้ฟัง กิจจึงขอวิดีโอคอลคุยและเห็นภาพเวฟนั่งเศร้าหมองอยู่ภายในค่าย ปกติแล้วกิจมักจะสั่งอาหารหรือข้าวกล่อง ส่งไปให้น้องทหารในค่าย และเมื่อสอบถามว่ากินข้าวกับใคร น้องทหารจึงเล่าให้ฟังว่าพี่หมู่เวฟต้องกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและปลากระป๋องติดต่อกันหลายเดือน เนื่องจากโดนธนาคารหักเงินเดือนไปชำระหนี้กู้ยืมจนแทบไม่เหลือเงิน กิจเห็นว่าเวฟเป็นคนซื่อและไม่กล้าหยิบยืมเงินใคร จึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องคดีความ ออกค่าใช้จ่ายทนายความ และจัดส่งอาหารให้สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
เวฟเล่าเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้าที่จะกู้เงินมาหมั้น ตนเองมีเงินเดือนใช้อย่างเพียงพอ ไม่เคยเดือดร้อนเรื่องเงิน แต่ตัดสินใจกู้เงินก้อนนี้เพราะคิดว่าจะได้มาสร้างครอบครัวและช่วยกันผ่อนชำระกับฝ่ายหญิงตามที่ตกลงกันไว้
สำหรับประเด็นการสืบหาพิกัดตำแหน่ง กิจอธิบายว่า ได้ให้ทนายความทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล โดยตนประกอบอาชีพส่วนตัวอยู่ที่บ้าน มีแฟนเป็นชาวต่างชาติชาวเกาหลี ซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แฟนจึงช่วยตรวจสอบฃ ก่อนที่จะเดินทางบินกลับประเทศไป
กิจระบุว่าเป็นห่วงเวฟที่ต้องรับเวรลากยาว 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันศุกร์ถึงวันอังคาร กลัวว่าเวฟจะเครียดจนเป็นอันตราย หรือหมดแรงเป็นอะไรเพราะไม่ได้พักผ่อน
คุณเอกภพ ได้สอบถามเวฟว่ าหากฝ่ายหญิงมาง้อขอคืนดีจะยอมกลับไปหรือไม่ เวฟยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่กลับไปอย่างแน่นอน พอแล้ว และไม่ขอไปต่ออีก กิจพูดหยอกว่าหากเวฟยอมกลับไปคืนดี ตนเองจะโทรศัพท์ไปหาบริษัทอาหารสุนัขทันที
แม่ของเวฟ ระบุว่า ที่มาวันนี้เพราะต้องการมาให้กำลังใจลูกชาย ต้องการทวงความยุติธรรม และอยากได้เงินคืน
สุดท้าย เวฟได้ฝากข้อความถึงฝ่ายหญิงว่า ดีแล้วที่ฝ่ายหญิงได้ไปเจอคนที่ดีกว่าตนเอง เพราะหากตนเองดีจริง อีกฝ่ายก็คงไม่ทิ้งไป และตนเองไม่รู้สึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจครั้งนี้