รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีของ น้องมิกซ์ นักศึกษาหนุ่มวัย 19 ปี ที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซนเตอร์ที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ หลอกลวงจนสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล โดยมิจฉาชีพใช้วิธีการข่มขู่และสร้างสถานการณ์บีบคั้นให้เหยื่อหลงเชื่อว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จนต้องลงมือทุบตู้เซฟของแม่ ขนทองคำ เพชร และของมีค่า รวมไปถึงเงินสด ออกจากบ้านไปวางทิ้งไว้ให้คนร้าย ความเสียหายรวมเกือบ 10 ล้านบาท
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10 โมงเช้า ขณะที่มิกซ์กำลังนั่งเรียนวิชาภาษาไทยอยู่ที่มหาวิทยาลัย จู่ๆ ก็มีสายโทรศัพท์เรียกเข้า ช่วงแรกเป็นเบอร์โทรศัพท์ปกติเหมือนเบอร์มือถือทั่วไป ปลายสายระบุชื่อและนามสกุลของมิกซ์ได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งบอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักได้ตรงเป๊ะ ซึ่งจุดนี้ทำให้มิกซ์เริ่มตกใจและหลงเชื่อ เพราะข้อมูลส่วนตัวถูกต้องทุกอย่าง
คนร้ายอ้างตัวว่าโทรมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แจ้งว่ามิกซ์มีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินของ นายมีพร้อม โดยมีการนำชื่อของมิกซ์ไปเปิดบัญชีม้า และมิกซ์ต้องทำการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง คนร้ายใช้วิธีการข่มขู่และจิตวิทยา โดยบอกให้มิกซ์แอดไลน์เพื่อส่งเอกสารราชการมาให้ดู ซึ่งเอกสารเหล่านั้นมีตราครุฑและดูน่าเชื่อถือมากสำหรับเด็กอายุ 19 ปี พร้อมกำชับว่าเป็นคดีลับราชการ ห้ามบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพ่อแม่ เพราะถ้าบอก คนในบ้านจะถูกจับและถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมด
สิ่งที่ทำให้มิกซ์เชื่อสนิทใจยิ่งขึ้น คือคนร้ายสอบถามว่ามิกซ์มีบัญชีธนาคารอะไรบ้าง มิกซ์บอกว่ามีบัญชีธนาคารกรุงไทย จากนั้นคนร้ายทำทีเป็นตรวจสอบ แล้วบอกว่าบัญชีของมิกซ์กำลังจะถูกตรวจสอบ พอมิกซ์ลองกดเข้าไปในแอปพลิเคชันธนาคารกรุงไทย ปรากฏว่าแอปเด้งกลับไปที่หน้าเริ่มต้นเหมือนกับต้องสมัครใหม่ เข้าใช้งานไม่ได้ ทำให้มิกซ์เข้าใจว่าบัญชีถูกอายัดจริงๆ ตามที่คนร้ายขู่ไว้
จากนั้นคนร้ายสั่งการให้มิกซ์ต้องเดินทางไปรายงานตัวที่จังหวัดบึงกาฬ โดยอ้างว่ามีการเปิดบัญชีม้าที่นั่น แต่มิกซ์แจ้งว่าตนเป็นนักศึกษา ไม่มีรถและไม่สามารถเดินทางไปได้ คนร้ายจึงเสนอทางเลือกให้ทำ "การสอบสวนออนไลน์" ผ่านวิดีโอคอลไลน์แทน โดยมีข้อแม้ว่ามิกซ์ต้องอยู่ในที่เงียบ สงบ และห้ามมีใครอยู่ด้วย เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล
ด้วยความกลัว มิกซ์จึงต้องเดินออกจากห้องเรียนไปที่สนามหญ้ากลางโรงเรียน แต่คนร้ายก็ยังบอกว่าไม่ปลอดภัยพอ สุดท้ายจึงบีบบังคับให้มิกซ์ไปเปิดห้องพักที่โรงแรมชั่วคราวแถวๆ นั้น เพื่อทำการสอบสวนแบบส่วนตัว โดยมิกซ์ต้องควักเงินเก็บที่มีอยู่เพียงไม่กี่ร้อยบาทไปจ่ายค่าห้อง และตลอดเวลาตั้งแต่เดินออกจากโรงเรียนจนถึงการเช็คอินเข้าโรงแรม คนร้ายสั่งให้มิกซ์เปิดวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอดเวลา ห้ามวางสาย และห้ามให้ใครเห็นหน้าจอ เพื่อควบคุมทุกฝีก้าว
หลังจากที่มิกซ์เดินทางมาถึงโรงแรมตามคำสั่งของมิจฉาชีพแล้ว เขาถูกสั่งให้วิดีโอคอลกลับไปหาคนร้ายทันที ซึ่งในครั้งนี้ มิกซ์ได้เห็นหน้าของคู่สนทนาอย่างชัดเจน โดยชายคนดังกล่าวแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ หน้าตาดี ดูน่าเชื่อถือ และพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงที่ชัดถ้อยชัดคำ ไม่เหมือนคนต่างด้าว ยิ่งไปกว่านั้น ชายคนนี้ยังอ้างชื่อและยศว่าเป็น "พันตำรวจโท ประสิทธิ์ นิลศิริ" ซึ่งมิกซ์ก็ได้นำชื่อนี้ไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตและพบว่ามีตัวตนจริง เป็นตำรวจที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี ยิ่งทำให้มิกซ์หลงเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริง
"พันตำรวจโท ประสิทธิ์ นิลศิริ" ตัวปลอมคนนี้ สวมบทบาทเจ้าหน้าที่ผู้เข้มงวด โดยสั่งให้มิกซ์แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการนั่งตัวตรง ยกมือไหว้ และขออนุญาตก่อนจะทำอะไรทุกครั้ง แม้กระทั่งการจะอ่านเอกสารหรือลุกไปไหนมาไหน ก็ต้องยกมือขออนุญาตราวกับเป็นผู้ต้องหาที่กำลังถูกสอบสวนอย่างเคร่งครัด การกระทำเหล่านี้เป็นการสร้างอำนาจเหนือเหยื่อ เพื่อให้เหยื่อรู้สึกเกรงกลัวและยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่ขัดขืน
มิจฉาชีพไม่ได้หยุดแค่การข่มขู่ทางจิตวิทยา แต่ยังสร้างสถานการณ์กดดันด้วยการส่งเอกสารปลอมที่ระบุว่าบัญชีธนาคารกรุงไทยของมิกซ์ถูกอายัด และอ้างว่าต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยให้มิกซ์โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทยไปยัง "บัญชีกลาง" ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งมิกซ์ก็หลงเชื่อและโอนเงินที่มีติดตัวอยู่ประมาณ 6,000 กว่าบาทไปให้จนหมด
แต่ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มิจฉาชีพยังสืบรู้ว่ามิกซ์มีแม่เป็นผู้ปกครอง และเริ่มสอบถามข้อมูลทรัพย์สินของแม่ โดยอ้างว่าจะต้องตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของครอบครัว มิกซ์ซึ่งตกอยู่ในความกลัวว่าจะทำให้แม่เดือดร้อน จึงยอมบอกข้อมูลทุกอย่าง ทั้งบัญชีธนาคารและทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ ที่แม่เก็บไว้
จุดพีคของเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพสั่งให้มิกซ์ไปที่ตู้เซฟของแม่ และเมื่อมิกซ์บอกว่าไม่รู้รหัสเปิดตู้เซฟ "พันตำรวจโท ประสิทธิ์" ตัวปลอมก็สั่งการอย่างเด็ดขาดให้มิกซ์ "ทุบทำลาย" ตู้เซฟทันที โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนเร่งด่วนในการตรวจสอบทรัพย์สิน หากไม่ทำจะถือว่าขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานและอาจทำให้แม่ถูกดำเนินคดีร้ายแรง มิกซ์ซึ่งไม่มีทางเลือกและกลัวความผิด จึงจำใจต้องทำตามคำสั่ง ทุบตู้เซฟจนเปิดออกและนำทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดออกมา
นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังหลอกให้มิกซ์โอนเงินจากบัญชีของแม่ไปให้อีกกว่า 2 แสนบาท โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมเบ็ดเสร็จทั้งทองคำ เครื่องเพชร และเงินสด มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของมิกซ์พุ่งสูงถึงเกือบ 10 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
หลังจากถูกสั่งให้เดินทางไปที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอ่อนนุชแล้ว คนร้ายก็เปลี่ยนแผนกลางคัน โดยส่งหมุดในแผนที่มาให้ใหม่ และสั่งให้น้องมิกซ์เดินทางไปที่ "โมโน สเตเดียม" ซึ่งเป็นสนามบาสเกตบอลย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่สีแดงและต้องย้ายจุดส่งมอบของกลางเพื่อความปลอดภัย
เมื่อเดินทางไปถึงโมโน สเตเดียม ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ประมาณ 5-6 โมงเย็น ฟ้าเริ่มมืด คนร้ายสั่งให้น้องมิกซ์เดินเข้าไปในซอยวัดด้านหลังสนาม โดยขู่ว่าในซอยนั้นอันตรายและเปลี่ยวมาก แต่ด้วยความกลัวว่าจะมีความผิด น้องมิกซ์จึงยอมเดินเข้าไปตามคำสั่ง ระหว่างทางน้องมิกซ์พยายามเดินเลาะไปตามถนนใหญ่เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยที่สุด แต่คนร้ายก็ยังคอยกำกับเส้นทางผ่านวิดีโอคอลตลอดเวลา
เมื่อมาถึงจุดที่คนร้ายต้องการ ซึ่งเป็นบริเวณลานจอดรถด้านหลังสนามบาสเกตบอล คนร้ายสั่งให้น้องมิกซ์นำกระเป๋าที่บรรจุทรัพย์สินมีค่าของแม่ ทั้งทองคำรูปพรรณ ทองคำแท่ง สร้อยเพชร แหวนเพชร พระเครื่องเลี่ยมทอง และเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง รวมมูลค่าเกือบ 7 ล้านบาท ไปวางซ่อนไว้ใต้ถังขยะใบที่ 4
น้องมิกซ์เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตอนนั้นตนเองเริ่มรู้สึกเอะใจและหวาดกลัวมาก เพราะสถานการณ์มันดูไม่ชอบมาพากล แต่ด้วยความที่คนร้ายขู่เข็ญและกดดันอย่างหนัก อ้างว่าเป็นขั้นตอนลับของทางราชการ หากไม่ทำตามแม่จะเดือดร้อน น้องมิกซ์จึงจำใจต้องวางกระเป๋าทรัพย์สินทิ้งไว้ใต้ถังขยะตามคำสั่ง แล้วรีบเดินออกมาจากจุดนั้นทันที โดยคนร้ายกำชับห้ามหันหลังกลับไปมองเด็ดขาด
หลังจากวางของเสร็จ น้องมิกซ์รีบเดินทางกลับบ้านด้วยความหวาดผวา แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อกลับมาถึงบ้าน คนร้ายยังคงวิดีโอคอลมาข่มขู่และควบคุมตัวน้องมิกซ์ต่อ โดยสั่งห้ามไม่ให้น้องมิกซ์บอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด แม้กระทั่งแม่หรือคนในครอบครัว และยังสั่งให้น้องมิกซ์เปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอดทั้งคืน เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว ทำให้น้องมิกซ์ต้องทนอยู่กับความหวาดกลัวตลอดทั้งคืนโดยไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย
เช้าวันรุ่งขึ้น มิจฉาชีพยังคงวิดีโอคอลหามิกซ์แต่เช้า โดยหลอกถามข้อมูลบัญชีธนาคารของแม่อีกครั้ง ซึ่งมิกซ์บอกว่าไม่รู้รหัสผ่าน แต่ด้วยความที่แม่ทิ้งโทรศัพท์ไว้ให้ก่อนออกไปทำธุระ มิจฉาชีพจึงหลอกล่อให้มิกซ์ขอเงินแม่ 100 บาทเพื่อเติมเน็ตฟลิกซ์ และเมื่อแม่โอนเงินให้ มิกซ์ก็แอบดูรหัสผ่านตอนแม่กดโอนเงินจนจำได้
จากนั้นเมื่อแม่เผลอวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ มิจฉาชีพก็สั่งให้มิกซ์โอนเงินจากบัญชีแม่ออกไปอีกเกือบ 5 หมื่นบาท โดยให้โอนทั้งหมด 4 ครั้ง จนเกลี้ยงบัญชี
ทางด้านแม่เล่าเสริมว่า ตอนที่มิกซ์เอาโทรศัพท์แม่ไปโอนเงิน แม่ไม่รู้เรื่องเลย มารู้ตัวอีกทีตอนที่มิกซ์เดินมาบอกด้วยอาการตื่นตระหนกว่า "แม่รู้ไหมว่าหนูโดนจับแล้วนะ" แม่ตกใจมาก พยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มิกซ์ก็เอาแต่พูดเรื่องโดนจับ จนแม่ต้องดึงสติและขอดูโทรศัพท์ พอเห็นหน้าจอก็รู้ทันทีว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงรีบตัดสายทิ้ง
แม่รีบตรวจสอบทรัพย์สินในตู้เซฟ ปรากฏว่าทุกอย่างหายเกลี้ยง ทั้งทองคำรูปพรรณ ทองคำแท่ง สร้อยเพชร แหวนเพชร พระเครื่องเลี่ยมทอง รวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท แม่ถึงกับช็อกจนเป็นลมล้มพับไป เมื่อได้สติก็รีบพามิกซ์ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจทันที
ขณะที่ "ลุงอู๊ด" เพื่อนบ้านผู้เห็นเหตุการณ์เพื่อนบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่าวันเกิดเหตุได้รับแจ้งจากแม่ของน้องมิกซ์ว่า มีสิ่งผิดปกติ เมื่อไปถึงพบน้องมิกซ์ขังตัวเองในห้องด้วยอาการตื่นตระหนก แม้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ออกมาคุยกัน แต่ผู้เสียหายปฏิเสธและบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เนื่องจากขณะนั้นกำลังถูกมิจฉาชีพควบคุมผ่านวิดีโอคอล เพื่อนบ้านทำได้เพียงเฝ้ารอก่อนที่ผู้เสียหายจะอาศัยจังหวะหลบหนีไปพร้อมทรัพย์สิน
จากการตรวจสอบข้อมูลในรายการ พบว่ามิจฉาชีพใช้วิธีโอนสายไปมาระหว่างบุคคลที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ และให้โอนเงินเข้าบัญชีม้าครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อเลี่ยงการสแกนใบหน้า โดยพบรายชื่อบัญชีม้าปลายทาง และอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่กล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ แม้มุมกล้องอาจไม่เห็นขณะคนร้ายหยิบของชัดเจน แต่มีภาพยืนยันขณะผู้เสียหายเดินทางเข้าไปในพื้นที่
ในช่วงท้ายของรายการ ผู้เสียหายได้นำพวงมาลัยก้มกราบขอขมาคุณแม่ด้วยความเสียใจ พร้อมกล่าวขอโทษที่สร้างความเดือดร้อน คุณแม่ได้สวมกอดลูกชายและกล่าวทั้งน้ำตาว่าไม่โกรธเคือง ทรัพย์สินหาใหม่ได้ แต่ชีวิตลูกสำคัญกว่า หากลูกเป็นอะไรไปแม่คงอยู่ไม่ได้
โดยทนายแก้ว และพี่หนุ่มกรรชัย ยังได้ฝากเตือนภัยทิ้งท้าย รูปแบบการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้น โดยเฉพาะการข่มขู่เยาวชนที่ไม่ค่อยติดตามข่าวสาร ให้มีสติและปรึกษาผู้ปกครองทันทีเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ