รายการโหนกระแสวันนี้ (1 ก.ย. 2569) ยังพูดคุยกันต่อถึงสถานการณ์น้ำทางภาคเหนือที่กำลังไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา รวมกับมวลน้ำจากฝั่งแม่น้ำบางปะกงที่ไหลหลากท่วมพื้นที่บางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา และ จ. นครนายก รวมถึงมวลน้ำทางฝั่งซ้ายจากแม่น้ำสะแกกรัง จ. อุทัยธานี ที่ไหลมาดันกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ในรายการได้เชิญ น้องธีร์ ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มแจ้งข้อมูลน้ำท่วมใน จ. ฉะเชิงเทรา, คุณท็อป แอดมินเพจเรารักแปดริ้ว และคุณฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ผอ. ได้อธิบายสถานการณ์ว่า เกิดฝนตกหนักระลอกใหม่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 700 เป็น 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายในวันเดียวเมื่อวันที่ 29 ซึ่งมวลน้ำก้อนนี้ได้เคลื่อนตัวมาถึง จ. นครสวรรค์ แล้ว และคาดว่าจะขึ้นสูงสุดในวันนี้ด้วยปริมาณน้ำรวมประมาณ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เมื่อสังเกตแผนที่แสดงบึงบอระเพ็ดซึ่งเป็นสีแดง ผอ. ได้ยืนยันว่าเป็นข้อมูลอัปเดตล่าสุด ซึ่งปริมาณน้ำในบึงบอระเพ็ดอยู่ที่ 119% ถือว่าเต็มความจุและเอ่อล้นแล้ว ทั้งนี้ มวลน้ำจากแม่น้ำปิง ยม และน่าน ได้มารวมกันที่หลังบึงบอระเพ็ดใน จ. นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำรวม 2,610 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม พื้นที่นครสวรรค์ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเนื่องจากปริมาณน้ำยังคงอยู่ในตลิ่ง โดยมวลน้ำก้อนนี้จะเคลื่อนตัวไปถึงเขื่อนเจ้าพระยาในอีก 1 วันข้างหน้า
ในส่วนของแม่น้ำสะแกกรังทางฝั่งซ้าย ปริมาณน้ำตอนบนได้ลดลงมารวมกันที่เขื่อนวังร่มเกล้าและอยู่ในระดับที่เริ่มควบคุมได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่เตรียมปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนวังร่มเกล้าในวันพรุ่งนี้ (2 ต.ค. 2569) เพื่อบริหารจัดการจราจรทางน้ำ ไม่ให้มวลน้ำสะแกกรังลงมาสมทบพร้อมกับมวลน้ำจากนครสวรรค์
ขณะเดียวกัน บริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยาได้มีการผันน้ำออกไปทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอย่างเต็มศักยภาพ รวม 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย และคลองมะขามเทศอู่ทอง
สำหรับสถานการณ์ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ผอ. ระบุว่า ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มเกินความจุอยู่ที่ 109% เนื่องจากในช่วงที่หย่อมความกดอากาศต่ำพัดผ่านเมื่อวันที่ 24-26 เจ้าหน้าที่ได้กักเก็บหน่วงน้ำไว้โดยลดการระบาย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง แต่เมื่อน้ำไหลเข้าเต็มเขื่อน แม้ปริมาณน้ำไหลเข้าจะลดลงจาก 500 กว่าเหลือประมาณ 400 และคาดว่าจะเหลือ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ก็จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำออกประมาณ 300-400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้เขื่อนเข้าสู่สภาวะวิกฤติ
หนุ่ม กรรชัย สอบถามถึงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากเขื่อนป่าสักในภาษาที่เข้าใจง่าย ผอ. ชี้แจงว่าน้ำที่ปล่อยออกมาจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนป่าสักลงมาบริเวณเขื่อนพระราม 6 ซึ่งขณะนี้เริ่มมีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมแล้ว การระบายน้ำเพิ่มอีกประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนพระราม 6 สูงขึ้นอีกราว 50 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อชุมชนริมแม่น้ำ เช่น บริเวณชุมชนวัดสะตือ อ. ท่าเรือ จ. อยุธยาฯ และประชาชนริมแม่น้ำ
หนุ่ม กรรชัย ได้เน้นย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องเตือนให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ เพื่อให้เตรียมตัวยกของขึ้นที่สูงหรืออพยพได้ทันท่วงที ซึ่ง ผอ. ยืนยันว่า คำว่าล้นกับท่วมคือสิ่งเดียวกัน และทางจังหวัดได้ประชุมเตรียมความพร้อมและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งให้อพยพแล้ว
มวลน้ำก้อนนี้จะหลากเข้าสู่พื้นที่รอบตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา แล้วไหลไปรวมกันที่ อ. บางไทร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาเองก็มีแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำจาก 2,300 เป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยทยอยปรับเพิ่มวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้อยุธยาฯ กลายเป็นพื้นที่รับศึกสองด้านจากมวลน้ำ 2 สายที่ไหลมาบรรจบและดันกัน คือมวลน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา และมวลน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ผ่านเขื่อนพระราม 6 ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น อ. เสนา มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นแล้ว 10 เซนติเมตร และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกประมาณ 20-30 เซนติเมตร
สำหรับผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ผอ. อธิบายว่า มวลน้ำรวมจากทั้งสองสายจะไหลไปรวมกันที่ อ. บางไทร ปริมาณประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากตัวเลขประเมินดังกล่าว จะทำให้ระดับน้ำในเขตกรุงเทพฯ อยู่ที่ระดับ 2 เมตรเศษ ซึ่งยังต่ำกว่าแนวพนังกั้นน้ำของ กทม. อยู่ประมาณ 40-50 เซนติเมตร จึงยืนยันได้ว่ากรุงเทพฯ จะไม่ท่วม และแนวป้องกันยังสามารถรับมือเพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจได้
ส่วนกรณีปัจจัยเสริมจากฝนที่จะตกเพิ่มในช่วงวันที่ 5-7 หากตกในพื้นที่ภาคกลางหรือกรุงเทพฯ จะไม่มีปัญหา เว้นแต่จะตกเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งจากการคาดการณ์พบว่าไม่มีฝนตกเพิ่มในจุดดังกล่าว แต่ฝนจะไปตกในฝั่งตะวันตกบริเวณอุทัยธานี กำแพงเพชร สุพรรณบุรี เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เชิงเขา หากมีฝนตกหนัก มวลน้ำจะหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างรวดเร็ว
วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เนื่องจากในอดีตมวลน้ำมักจะหลากมาจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น ขณะที่อีกฝั่งไม่มีน้ำหรือมีน้ำน้อย แต่ในครั้งนี้ ปริมาณฝนที่ตกหนักและตกหมุนวนสะสมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายเกิดเอ่อล้นและไหลมาบรรจบรวมกัน มวลน้ำจากทั้งฝั่งป่าสักและฝั่งปิงต่างไหลทะลักและดันเข้ามาสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยมีจุดหมายในการไหลผ่านจังหวัดต่าง ๆ เพื่อระบายออกสู่อ่าวไทย ซึ่งตลอดเส้นทางน้ำหลากจะมีเขื่อนคอยทำหน้าที่กั้นและบริหารจัดการผันน้ำเพื่อชะลอการไหล หากปล่อยน้ำมากเกินไป พื้นที่ท้ายเขื่อนก็จะท่วมทันที แต่หากปล่อยน้อยเกินไป พื้นที่เหนือเขื่อนก็จะอันตราย เจ้าหน้าที่จึงต้องประเมินและสมานสามัคคีในการปล่อยน้ำแต่ละจุดอย่างรอบคอบ
เส้นทางน้ำเหนือหลักประกอบด้วย แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน และมีแม่น้ำป่าสักอยู่ทางฝั่งขวามือด้านล่าง สำหรับพื้นที่รับผลกระทบท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา ได้แก่ อยุธยาฯ ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ โดยเฉพาะพื้นที่ริมตลิ่งของอยุธยาฯ ได้รับผลกระทบหนักแน่นอน เนื่องจากเป็นจุดที่มวลน้ำไหลมาหนุนรวมกัน ส่วนปทุมธานี ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบเอ่อล้นคันกั้นน้ำ
ในส่วนของลุ่มน้ำแม่กลอง ผอ. ได้อธิบายว่า ในช่วงวันที่ 26-27 ที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมสูงวันละประมาณ 200 มิลลิเมตร มวลน้ำได้หลากผ่านท้ายเขื่อนแม่กลองไปยัง จ. ราชบุรี และเคลื่อนตัวถึง จ. สมุทรสงครามแล้ว ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อท้นในพื้นที่ริมน้ำของทั้งสองจังหวัด ซึ่งระดับน้ำจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่ลดลงในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม เขื่อนแม่กลองเริ่มสามารถควบคุมปริมาณน้ำไหลเข้าได้แล้ว ไม่เกิดการล้นเขื่อน และกำลังเตรียมปรับลดการระบายน้ำลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ท้ายเขื่อนแม่กลองค่อย ๆ ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน เขื่อนวชิราลงกรณทางฝั่งซ้าย มีปริมาณน้ำกักเก็บสูงถึง 99% ของความจุ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปิดบานประตูระบายน้ำไว้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในพื้นที่ท้ายเขื่อน แต่ ณ วันที่ 1 ต.ค. คณะกรรมการได้มีมติร่วมกันให้เริ่มเปิดระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นเขื่อน โดยเป็นการทยอยปล่อยน้ำในปริมาณที่ควบคุมได้เพื่อให้อยู่ในลำน้ำ และมวลน้ำก้อนนี้จะปล่อยตามหลังมวลน้ำก้อนแรกที่เดินทางผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว หากมีฝนตกเพิ่ม มวลน้ำจะไหลไปตามแม่น้ำแควน้อย ผ่านจุดวัด K10 ใน จ. กาญจนบุรี ไปรวมกับแม่น้ำแควใหญ่ ไหลผ่านเขื่อนแม่กลอง ลงสู่ จ. ราชบุรี และสมุทรสงครามตามลำดับ ซึ่งระดับน้ำในราชบุรีและสมุทรสงครามจะเริ่มปรับลดลงในวันถัดไป เนื่องจากน้ำต้องใช้เวลาเดินทางจากเขื่อนแม่กลองไปราชบุรีประมาณ 12 ชั่วโมง และเดินทางต่อไปสมุทรสงครามอีก 12 ชั่วโมง รวมเป็น 1 วัน
สำหรับสถานการณ์ในลุ่มน้ำบางปะกง ผอ. ระบุว่า สัญลักษณ์แจ้งเตือนเริ่มเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว เนื่องจากระดับน้ำเริ่มลดลง หลังจากที่เกิดน้ำเอ่อล้นและหลากท่วมตั้งแต่กบินทร์บุรีและนครนายก โดยมวลน้ำได้เคลื่อนตัวลงสู่ จ. ฉะเชิงเทรา พื้นที่รับผลกระทบถัดไปคือ อ. บางคล้า
ซึ่งคุณท็อป ให้ข้อมูลว่า เมื่อคืนนี้บางคล้าโดนน้ำท่วมหนักจนต้องอพยพประชาชนกันทั้งคืน ส่วน อ. คลองเขื่อน มวลน้ำเริ่มเข้าในวันนี้ และ อ. บางน้ำเปรี้ยว โดนน้ำท่วมมาแล้ว 2 วัน
ผอ. อธิบายต่อว่า มวลน้ำจากฝั่งเขาทางคลองสียัดที่มีปริมาณน้ำ 94% และคลองระบม ได้ไหลผ่านตัวเมืองฉะเชิงเทราเพื่อไปรวมกันที่หน้าเขื่อนบางปะกงซึ่งเป็นพื้นที่ตื้นต่ำ ครอบคลุมพื้นที่ อ. บางคล้า คลองเขื่อน และบางน้ำเปรี้ยว มวลน้ำหลากลงสู่พื้นที่ราบทำให้ระดับน้ำในตัวเมืองฉะเชิงเทรา ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาแผนที่บริเวณ จ. นครนายก และเขื่อนขุนด่านปราการชล พบว่า นครนายกเป็นจุดรวมน้ำจากรอบทิศทาง ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยคุณท็อป เล่าว่า บ้านแฟนที่อยู่นครนายกมีระดับน้ำพุ่งสูงถึงระดับอกภายในเวลาเพียงครึ่งคืน แม้ขณะนี้ระดับน้ำในเขตตัวเมืองนครนายกจะเริ่มแห้งและลดลงแล้ว แต่บางจุดยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ส่วนฉะเชิงเทรา มวลน้ำกำลังหลากเข้าสู่พื้นที่ทุกทิศทาง คุณท็อปซึ่งทำเพจเรารักแปดริ้วรายงานข่าวมา 13 ปี ระบุว่า คนแปดริ้วไม่เคยมีประวัติน้ำท่วมใหญ่มาก่อนจึงค่อนข้างใจเย็น แต่จากการที่ตนเองไปช่วยงานกู้ภัยในพื้นที่ จ. สระแก้ว พนมสารคาม ท่าโขลง ท่าราช และนครนายก ทำให้เห็นมวลน้ำมหาศาลที่สามารถล่มเมืองได้ เมื่อเห็นแผนที่ว่าฉะเชิงเทราเป็นจุดรวมน้ำ จึงกลับมาตั้งหลักเตือนภัยประชาชนว่าแปดริ้วเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งในคืนที่ผ่านมา อ. บางคล้า มีระดับน้ำท่วมสูงตั้งแต่ระดับเข่า เอว ถึงอก
หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านรายงานข่าวที่มีขณะนั้นว่า ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่นครสวรรค์เริ่มลดลง แต่ ผอ. ได้ชี้แจงว่า ยังไม่สามารถปรับลดการระบายน้ำได้ และยังจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำไปจนถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากที่ผ่านมาได้พยายามหน่วงน้ำไว้เหนือเขื่อนเจ้าพระยาจนระดับน้ำสูงขึ้นถึงเกือบ 18 เมตร หรือเพิ่มขึ้นราว 2.50 เมตรจากที่กำหนด หากหน่วงน้ำต่อจะทำให้น้ำล้นเหนือเขื่อนและเสี่ยงกัดเซาะคันถนนเหนือเขื่อนจนเกิดวิกฤติรุนแรงยิ่งขึ้น จึงต้องผ่อนการระบายน้ำลงมา และหากมีฝนตกหนักเพิ่มในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ก็จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นและบริหารจัดการได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก
หนุ่ม กรรชัย ได้อธิบายภาพการทำงานของเขื่อนให้ผู้ชมเข้าใจง่ายขึ้นว่า เขื่อนทำหน้าที่กั้นระหว่างน้ำหน้าเขื่อนและท้ายเขื่อน หากน้ำด้านบนลดลงจริง เขื่อนจึงจะสามารถลดปริมาณการระบายลงได้ แต่ ณ ปัจจุบันน้ำเหนือยังคงหนุนเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่ง ผอ. ได้เสริมว่ามวลน้ำก้อนนี้จะเดินทางมาถึงหน้าเขื่อนและขึ้นสูงสุดในวันพรุ่งนี้ เมื่อมวลน้ำเดินทางมาถึงและมีปริมาณสูงสุด เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องคงการระบายน้ำไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าปริมาณน้ำไหลเข้าจะน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ระบายออก จึงจะเริ่มพิจารณาปรับลดระดับการปล่อยน้ำได้
เมื่อสอบถามถึงกรอบเวลาในการปรับลดการระบายน้ำ ผอ. ได้ประเมินร่วมกับการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนวังร่มเกล้าในลุ่มน้ำสะแกกรังว่า หลังวันที่ 3 ถึง 4 ต.ค. มวลน้ำจะเริ่มเคลื่อนตัวผ่านไป และคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าสามารถทยอยปรับลดการระบายน้ำได้หรือไม่ในช่วงหลังวันที่ 4 ถึง 5 ต.ค. เป็นต้นไป
หนุ่ม กรรชัย จึงได้ตั้งคำถามต่อในเรื่องของสภาพอากาศ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนว่าจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 5 ถึง 8 ต.ค. ซึ่ง ผอ. ยอมรับว่าหากมีฝนตกจริง น้ำฝนจะลงมาเติมปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น โดยการระบายน้ำในระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็นับว่าส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนท้ายเขื่อนเป็นอย่างมากอยู่แล้ว
ปริมาณน้ำที่ระบายออกทางท้ายเขื่อนยิ่งมากเท่าใด ผลกระทบที่จะเกิดแก่ประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อน รวมถึงนนทบุรีและกรุงเทพฯ ก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น โดย ผอ. ระบุว่า ภาวนาไม่ให้เกิดฝนตกหนักบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพราะหากฝนตกหนักเหนือเขื่อน อัตราการระบายน้ำที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจะไม่สามารถรองรับน้ำได้ ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนเกิดน้ำท่วมหนักยิ่งขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ผอ. ให้ข้อมูลว่า ในปี 2554 เขื่อนเจ้าพระยาเคยระบายน้ำสูงถึง 3,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่มวลน้ำรอบปัจจุบันกะไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หากมีฝนตกหนักสะสมเพิ่มบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยา ก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำ
ในประเด็นแม่น้ำสแกกรังและแม่น้ำท่าจีน ผอ. ชี้แจงว่า แม่น้ำท่าจีนมีประตูเปิด-ปิดรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้เชื่อมต่อโดยตรง ส่วนกรณีน้ำท่วมในพื้นที่อุทัยธานี เกิดจากมวลน้ำตอนบนของแม่น้ำสแกกรังไหลผ่านเขื่อนวังร่มเกล้า ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเปิดระบายน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ล้นเขื่อน ส่งผลกระทบต่อชุมชนและ อ. เมืองอุทัยธานี ที่อยู่บริเวณท้ายเขื่อน ปัจจุบันปริมาณน้ำระบายอยู่ในระดับสูงสุดและควบคุมได้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงพยายามกดบานประตูเขื่อนวังร่มเกล้าลงเพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลไปสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำลังมีมวลน้ำก้อนใหญ่เดินทางมาถึงหน้าเขื่อนเจ้าพระยาในวันรุ่งขึ้น สทนช. ประเมินว่าจะสามารถควบคุมการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากไม่มีฝนตกเพิ่ม แต่หากมีฝนตก ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าเป็นฝนสั่งลาฤดูฝนที่อาจตกทางตอนเหนือ ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง
เมื่อสอบถามถึงผลกระทบต่อชาวเมืองฉะเชิงเทรา ผอ. คาดการณ์ว่าระดับน้ำเหนือเขื่อนบางปะกงจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 50 เซนติเมตร โดยน้ำจะหลากผ่านเขื่อนบางปะกงและกระจายไปตามทุ่งเข้าสู่ชุมชน ประกอบกับมีภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำระบายลงทะเลได้ยาก ปัจจุบันระดับน้ำในตัวเมืองฉะเชิงเทราสูงกว่าตลิ่งแล้ว 20 เซนติเมตร และหากจุดใดเป็นพื้นที่แอ่งกระทะก็จะท่วมสูงยิ่งขึ้น โดยคุณท็อปได้เสริมว่า ปริมาณน้ำ 50 เซนติเมตรที่ ผอ. ระบุ เป็นเพียงน้ำในแม่น้ำบางปะกง ยังไม่รวมมวลน้ำหลากที่ไหลผ่านทุ่งเข้ามาสมทบ ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำจริงสูงกว่านั้น
จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้พูดคุยกับน้องธีร์ นักเรียนชั้น ม. 6 เกี่ยวกับการพัฒนาแพลตฟอร์มรายงานน้ำท่วม โดยน้องธีร์ เล่าว่า เห็นประชาชนใน จ. ฉะเชิงเทราสอบถามสถานการณ์น้ำตามเพจ Facebook และกลุ่ม Line OpenChat เพื่อวางแผนการดำเนินชีวิต แต่ต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลทีละจุด และมวลน้ำในฉะเชิงเทราไม่ได้มาจากแม่น้ำเพียงทางเดียว จึงเกิดแนวคิดทำระบบรายงานระดับน้ำแบบ Real-time เพื่อให้ชาวแปดริ้วรู้เท่าทันสถานการณ์
จึงได้สร้างเว็บไซต์ชื่อ chachoengsao-flood.vercel.app ขึ้นมา คุณท็อปซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเปิดจุดรับมอบสิ่งของบริจาค เล่าเสริมว่า น้องธีร์ได้มาทำหน้าที่จิตอาสากับทางโรงเรียนเพื่อช่วยยกของบริจาค และได้ยินคุณท็อปพูดคุยเรื่องการเตรียมการรับมือน้ำท่วม น้องธีร์จึงนำเสนอไอเดียเรื่องการสร้างเว็บไซต์รายงานน้ำท่วมและการส่งขอความช่วยเหลือ คุณท็อปซึ่งเคยศึกษาด้านคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียและอยากทำระบบนี้อยู่แล้ว จึงบอกความต้องการแก่น้องธีร์ระหว่างรับประทานหมูกระทะร่วมกัน น้องธีร์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยเขียนโค้ดและออกแบบระบบ ส่งผลให้สามารถพัฒนาเว็บแพลตฟอร์มรายงานน้ำท่วมเสร็จสิ้นพร้อมใช้งานได้ภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงระหว่างกินหมูกระทะ ซึ่งสร้างความทึ่งแก่คุณท็อปเป็นอย่างมาก เพราะหากเป็นการเขียนโค้ดด้วยตนเองแบบเดิมอาจต้องใช้เวลานานนับเดือนหรือนับปี
น้องธีร์ได้สาธิตการใช้งานแพลตฟอร์มบนแดชบอร์ด โดยระบบเปิดให้ประชาชนปักหมุดตำแหน่งพื้นที่บนแผนที่รายอำเภอและตำบล และเลือกรายงานระดับน้ำได้จาก 6 ระดับมาตรฐาน ได้แก่ ระดับข้อเท้า เข่า เอว อก ขึ้นไป มิดหัว เพื่อให้รายงานได้ง่ายโดยไม่ต้องพิมพ์อธิบายเอง โดยมีระบบป้องกันข้อมูลเท็จด้วยเงื่อนไขว่า หากเลือกระดับน้ำตั้งแต่ระดับอกขึ้นไป ผู้รายงานจำเป็นต้องแนบรูปถ่ายสถานที่จริงประกอบเสมอ
นอกจากนี้ยังระบุแนวโน้มระดับน้ำว่ากำลังขึ้น ทรงตัว หรือลดลง รวมถึงเลือกประเภทยานพาหนะที่สัญจรได้ เช่น รถกระบะ รถยกสูง หรือใช้ได้เฉพาะเรือ เพื่อให้ทีมกู้ภัยประเมินการเข้าช่วยเหลือได้ตรงจุด
ข้อมูลที่ถูกรายงานเข้ามาจะนำไปแสดงบนแผนที่แดชบอร์ดกลางในรูปแบบสัญลักษณ์แถบสีตามความรุนแรงของระดับน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกดูข้อมูลเฉพาะอำเภอและตำบลได้ โดยระบบจะแสดงจำนวนจุดรายงาน ระดับน้ำ แนวโน้ม พร้อมภาพถ่ายสถานที่จริงริมแม่น้ำและบนถนนสาย 304 รวมทั้งดึง API จากระบบ Smart City ของ จ. ฉะเชิงเทรา มาเชื่อมต่อข้อมูลกล้องและแจ้งเตือนเพิ่มเติม
น้องธีร์ เล่าว่า ตนเองเป็นคนแปดริ้ว ย้ายมาจาก จ. สมุทรปราการ ตั้งแต่ชั้น ป. 5 ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม. 6 โรงเรียนสุจิปุลิ ฉะเชิงเทรา ไม่ได้เรียนสายไอทีโดยตรง แต่ศึกษาอยู่ในสายบริหาร การทำเว็บไซต์เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงานประยุกต์ประจำปีของโรงเรียน ซึ่งตนเองเคยพัฒนาแพลตฟอร์ม AI เพื่อนคู่คิดสำหรับธุรกิจ SME เมื่อเห็นว่าทักษะนี้สามารถช่วยงานคุณท็อปได้ จึงทดลองสร้างแพลตฟอร์มรายงานน้ำท่วมขึ้นมาภายใต้เวลาที่จำกัด
สำหรับฟังก์ชันการ “ขอความช่วยเหลือ” เช่น การขออพยพหรือย้ายผู้ป่วยติดเตียง น้องธีร์กำลังพัฒนาปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ เพื่อเตรียมเชื่อมต่อประสานงานร่วมกับทีมกู้ภัยในพื้นที่ต่อไป
หนุ่ม กรรชัย และน้องธีร์ ได้พูดคุยถึงประโยชน์ของแพลตฟอร์ม ซึ่งปัจจุบันเปิดใช้งานในฉะเชิงเทรา แต่น้องธีร์ยืนยันว่าสามารถขยายไปใช้ได้ทั่วประเทศ ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา น้องธีร์ใช้ทรัพยากรฟรีทั้งหมดโดยไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่ปัจจุบันเริ่มมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเซิร์ฟเวอร์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เนื่องจากปริมาณผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจากเดิมที่ระบบรองรับการเรียกใช้งานได้ประมาณ 1 ล้านครั้ง ได้ขยายการซื้อเป็น 2 ล้านครั้ง และเพิ่มเป็นประมาณ 4 ล้านครั้งในเวลาต่อมา
คุณท็อป เปิดเผยว่า ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมกู้ภัยเป็นหลัก โดยมีฟีเจอร์การร้องขอความช่วยเหลือ เช่น การแจ้งอพยพหรือระบุจำนวนผู้ติดค้างในบ้าน ซึ่งยังไม่ได้เปิดใช้งานทั่วไปเนื่องจากต้องประสานงานกับทีมกู้ภัยในพื้นที่อย่างซับซ้อน เพื่อป้องกันปัญหาคำร้องขอตกค้างหากกู้ภัยมีกำลังไม่เพียงพอ ระบบนี้ช่วยให้เห็นจุดที่มีผู้ติดค้างอย่างชัดเจน ช่วยจัดลำดับความสำคัญของบ้านที่ต้องเข้าช่วยเหลือเพื่อลดระยะเวลาและภาระงานของเจ้าหน้าที่ หากนำระบบนี้ไปใช้ทั่วประเทศโดยให้แต่ละพื้นที่นำระบบสั่งการไปใช้ จะช่วยให้กู้ภัยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยคุณท็อปซึ่งเป็นทีมตอบโต้ภัยพิบัติไ ด้รวบรวมปัญหาและข้อจำกัดจากการทำงานจริงในพื้นที่ต่าง ๆ มาให้น้องธีร์พัฒนาฟีเจอร์ลงในระบบ
ในการพูดคุย ได้มีการเปิดแสดงภาพสดจากกล้องวงจรปิดผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเชื่อมต่อข้อมูลกล้องในเขตเมืองฉะเชิงเทรา ภาพแสดงให้เห็นบริเวณแยกหน้าเมืองและจุดสำคัญต่าง ๆ ที่ยังคงแห้งอยู่ แต่มีความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนสูง ขณะที่บริเวณแม่น้ำบางปะกง หน้าวัดโสธรวรารามวรวิหาร ระดับน้ำมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 50 เซนติเมตรตามการประเมินของ สทนช. น้องธีร์ระบุว่าได้ขออนุญาตนำภาพจาก Chachoengsao Smart City มาเชื่อมต่อในแพลตฟอร์มฟรีเพื่อประโยชน์ของประชาชน บนแผนที่แดชบอร์ด มีการแสดงจุดรายงานด้วยแถบสีเพื่อบอกความรุนแรง โดยสีม่วงหมายถึงระดับน้ำมิดหัวหรือเกินหัว และสีแดงหมายถึงระดับน้ำสูงถึงอก
คุณท็อปเล่าว่า ก่อนหน้านี้เมื่อโพสต์เตือนภัยเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่ อ. บางคล้า ประชาชนมักไม่เชื่อและคิดว่าเป็นการสร้างความตื่นตระหนก แต่เมื่อนำภาพจากแดชบอร์ดมาอ้างอิง ประชาชนจึงยอมเชื่อและเก็บขนย้ายสิ่งของได้ทันท่วงที
น้องธีร์ยืนยันว่า ระบบสามารถขยายไปยังจังหวัดอื่นได้ หากมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่รองรับ โดยคุณท็อปเปิดเผยว่า เพจเรารักสุพรรณบุรีเตรียมนำระบบนี้ไปใช้เป็นโมเดลที่สอง การนำระบบไปใช้ในจังหวัดอื่นจำเป็นต้องสร้างชุมชนผู้ใช้งานและให้แอดมินเพจในพื้นที่ช่วยกันระดมประชาชนมาร่วมกันรายงานข้อมูล เช่นเดียวกับในฉะเชิงเทราที่เริ่มจากการทำ OpenChat และใช้เพจช่วยสร้างการรับรู้จนทำให้มีข้อมูลครอบคลุมทั้งพื้นที่ ทำให้เห็นการเคลื่อนตัวของมวลน้ำที่ไหลมาจากพนมสารคามลงสู่ อ. บางคล้า ได้อย่างชัดเจน
หนุ่ม กรรชัย ได้เสนอความคิดเห็นว่า นอกเหนือจากการช่วยเหลือกันเองในภาคเอกชนแล้ว หากหน่วยงานภาครัฐนำข้อมูลการปล่อยน้ำหรือทิศทางการไหลของน้ำส่งเข้าสู่ระบบของน้องธีร์ จะเกิดประโยชน์อย่างมากต่อประชาชน ทางด้าน ผอ. เห็นด้วยและระบุว่าเป็นโมเดลที่ภาครัฐกำลังมองหา เนื่องจากเป็นการส่งข้อมูลตรงถึงประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่กำลังสนใจสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยสามารถนำข้อมูลการคาดการณ์ระดับน้ำที่ล้นตลิ่ง เช่น น้ำจะสูงขึ้นอีก 50 เซนติเมตร ใส่ลงในระบบเพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้ทันที
สุดท้าย ผอ. ฝากเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวสารสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาวะอากาศมีความผันแปรสูง และฝนอาจตกซ้ำในพื้นที่ที่ไม่คาดคิด
ส่วนคุณท็อป ได้สะท้อนปัญหาจากการลงพื้นที่สระแก้ว พนมสารคาม และนครนายก ว่าระบบการแจ้งเตือนภัยแบบ Cell Broadcast ของภาครัฐมาช้าเกินไป โดยเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดดังขึ้นหลังจากน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนถึงระดับเอวหรืออกแล้ว ซึ่งอยากขอให้ภาครัฐปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนให้รวดเร็วกว่านี้
และอยากขอให้รัฐบาลส่วนกลางเร่งส่งกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เข้ามาช่วยเหลือ จ. ฉะเชิงเทรา เนื่องจากโรงพยาบาลประจำอำเภอเกือบทั้งหมด ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำบางปะกง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพุทธโสธร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่หลายพันเตียงตั้งอยู่ติดแม่น้ำ หากน้ำท่วมเข้าโรงพยาบาลจะสร้างความยากลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขและส่วนกลางส่งกำลังมาตั้งแนวป้องกันโรงพยาบาลไว้ล่วงหน้า พร้อมขอให้ ปภ. เขต หรือกู้ภัยส่วนกลางสนับสนุนทีมช่วยเหลือและรถยกสูงเพิ่มขึ้นเป็นอำเภอละ 5 ถึง 6 ทีม เนื่องจากกู้ภัยในพื้นที่ต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันทั้งคืนจนบ้านตัวเองท่วม และคนในพื้นที่ฉะเชิงเทราไม่เคยมีประวัติน้ำท่วมใหญ่จึงไม่ได้เตรียมตัวรับมือ
ขณะที่น้องธีร์เปิดเผยความรู้สึกและขอบคุณทุกภาคส่วน รวมถึงสโมสรลีโอ สุจิปุลิ ฉะเชิงเทรา และเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนที่ช่วยกันแพ็กของบริจาคและทำอาหารแจกจ่าย โดยมองว่าภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ทุกคนสามารถร่วมมือกันช่วยเหลือสังคมได้
หนุ่ม กรรชัย และคุณท็อปแสดงความชื่นชมในแนวคิดของน้องธีร์ ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม. 6 คุณท็อปชี้ให้เห็นว่าระบบนี้ช่วยให้กู้ภัยทำงานได้ง่ายขึ้นโดยไม่หลงทาง แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ศูนย์สั่งการกู้ภัยก็สามารถดูแดชบอร์ดและใช้วิทยุสื่อสารบอกทางเรือกู้ภัยได้ ขณะที่ หนุ่ม กรรชัย แสดงความยินดีที่จะสนับสนุนระบบและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐต่อไป