มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

เทปพิเศษส่งท้ายปี เผยเบื้องหลังเส้นทาง 9 ปี รายการโหนกระแส เคยเป็นหนี้ 20 ล้าน และที่มาชื่อรายการที่ “พี่หน่วง” คิดได้ในห้องน้ำ


ข่าวด่วน
31 ธันวาคม 25681,309
เทปพิเศษส่งท้ายปี เผยเบื้องหลังเส้นทาง 9 ปี รายการโหนกระแส เคยเป็นหนี้ 20 ล้าน และที่มาชื่อรายการที่ “พี่หน่วง” คิดได้ในห้องน้ำ

รายการโหนกระแสเทปพิเศษส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้เชิญแขกรับเชิญคนสนิทมาร่วมพูดคุย ได้แก่ ป๋อง กพล ทองพลับ, แจ็ค เดอะโกสต์ และทนายแก้ว โดยในครั้งนี้เป็นการพูดคุยแบบเปิดอกถึงเบื้องหลังความเป็นมาของรายการโหนกระแส ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่คิดชื่อรายการได้ในห้องน้ำ วิกฤตทางการเงินที่ทำให้ติดลบกว่า 20 ล้านบาท จนเกือบต้องยุติรายการ การตัดสินใจครั้งสำคัญในการเลิกเล่นละครถาวรเพื่อความน่าเชื่อถือในงานข่าว รวมถึงการเคลียร์ใจในประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นศาลเตี้ย และความอึดอัดใจของหนุ่ม กรรชัย ที่มักถูกเหมารวมเมื่อแขกรับเชิญไปก่อเรื่องเสียหายในภายหลัง

 

รายการโหนกระแสเริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย โดย หนุ่ม กรรชัย กล่าวทักทายผู้ชมในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันที่ 31 ธันวาคม โดยระบุว่าปีนี้เป็นปี 2568 และพรุ่งนี้จะก้าวเข้าสู่ปี 2569 แล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้คนพูดถึงคู่ของ ป๋อง กพล และ แจ็ค เดอะโกสต์ กันเป็นจำนวนมาก จึงได้เชิญทั้งสองคนกลับมาร่วมรายการอีกครั้ง โดย ป๋อง กพล ได้กล่าวทักทายและขอให้แนะนำตนเองในชื่อ "ป๋อง เดอะช็อค" เพื่อหวังว่าจะช่วยเพิ่มยอดวิวให้ตนเองได้บ้าง นอกจากนี้ยังมี ทนายแก้ว มาร่วมพูดคุยในเทปพิเศษนี้ด้วย

หนุ่ม กรรชัย ได้เกริ่นนำถึงสาเหตุที่จัดเทปพิเศษในรูปแบบนี้ว่า ปกติแล้วในช่วงปีใหม่มักจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการดูดวงหรือฮวงจุ้ย แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็มักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่างมงาย ซึ่งดูย้อนแย้งกับเนื้อหาของรายการในยามปกติที่มักจะเตือนสติคนไม่ให้หลงเชื่อเรื่องงมงาย ทางทีมงานจึงเสนอว่าให้เปลี่ยนมาพูดคุยกับ ป๋อง และ แจ็ค แทนจะดีกว่า ซึ่งแจ็คก็แซวว่าการเอาเรื่องผีมาพูดนั้นอาจจะดูงมงายหนักกว่าหมอดูเสียอีก หนุ่ม กรรชัย ยังเล่าติดตลกว่าความจริงมีคนสนิทหลายคนที่อยากเชิญมา เช่น โอ๊ต ปราโมทย์ นาย ณภัทร หรือ บิวกิ้น แต่เนื่องจากทุกคนไม่สะดวก จึงกลายมาเป็นเทปสัมภาษณ์ป๋องและแจ็คในวันนี้

เมื่อเริ่มเข้าสู่ประเด็นการพูดคุย หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดคำถามถาม ป๋อง กพล ถึงมุมมองที่มีต่อรายการโหนกระแสตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งคู่ไม่เคยคุยกันมาก่อน ป๋อง กพล เปิดเผยว่าส่วนตัวเป็นคนชอบดูรายการนี้ และชื่นชอบวิธีการนำเสนอของหนุ่ม กรรชัย ที่เปิดโอกาสให้แขกรับเชิญที่มีความหลากหลายทางความคิดและมุมมองมาร่วมรายการ ทำให้ผู้ชมได้เรียนรู้และศึกษาเคสต่างๆ ไปพร้อมกัน โดยป๋องระบุว่ามักจะรู้สึกหมั่นไส้เป็นพิเศษในเทปที่เกี่ยวกับเรื่องชู้สาวหรือความรัก ที่ฝ่ายหนึ่งมักจะแสดงออกว่าตนเองไร้เดียงสาหรือไม่รู้เรื่องราว ซึ่งบางครั้งทำให้ตนรู้สึกเขินแทนจนต้องตั้งคำถามว่าแขกรับเชิญไม่รู้สึกเขินบ้างหรือ

ในประเด็นที่รายการโหนกระแสถูกมองว่าเป็น "ศาลเตี้ย" หรือไม่นั้น ป๋อง กพล ให้ความเห็นว่าตนไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะหนุ่ม กรรชัย พยายามย้ำอยู่เสมอ และมีทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษา เปรียบเสมือนโต๊ะกลมที่มานั่งพูดคุยกันมากกว่า เพราะอำนาจการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ศาลและเจ้าหน้าที่ ทางด้าน แจ็ค เดอะโกสต์ ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รายการไม่ใช่ศาลเตี้ย แต่หนุ่ม กรรชัย ทำหน้าที่ถามแทนใจคนดู หลายคนอาจคิดว่าถ้าใครทำผิดก็ไม่ควรพามาออกรายการ แต่แจ็คมองว่าความจริงจะปรากฏออกมาเอง คนที่มีชนักติดหลังหรือไม่บริสุทธิ์ใจ เมื่อมานั่งที่โต๊ะนี้ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

ทนายแก้ว ได้เสริมในมุมมองของนักกฎหมายว่า รายการโหนกระแสเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงให้รอบด้านมากกว่า ซึ่งหนุ่ม กรรชัย ได้ขยายความในประเด็นนี้ว่า แขกรับเชิญทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูด แต่จะพูดมากหรือน้อยเป็นสิทธิ์ของเขา บางคนอาจมองว่ารายการไม่เปิดโอกาส แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นเพราะแขกรับเชิญไม่มีข้อมูลที่จะเล่าเอง ทำให้คนมองว่าไม่รอบด้าน หนุ่ม กรรชัย อธิบายเปรียบเทียบกับระบบศาลว่า ผู้พิพากษาไม่มีหน้าที่มาซักถามคู่ความ แต่จะนั่งฟังการพิจารณาจากทนายทั้งสองฝ่าย แล้วนำข้อมูลไปตัดสิน แต่สำหรับรายการโหนกระแส ตัวหนุ่ม กรรชัย ไม่ใช่คู่ความ แต่ทำหน้าที่มองจากข้างนอกเข้าไป (Outside-In) จึงต้องใช้วิธีการซักถามเพื่อให้ได้ข้อมูล

หนุ่ม กรรชัย ยอมรับว่าในการทำรายการ บางครั้งตนรู้อยู่แก่ใจว่าแขกรับเชิญคนไหนผิด แต่สังคมกลับมองว่าถูก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทำให้อึดอัดใจมาก บางคนมาออกรายการด้วยความซื่อ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แต่พูดจาไม่น่าเชื่อถือ ก็ทำให้คนดูไม่เชื่อ ในขณะที่บางคนโกหกแต่พูดจาดี คนกลับเชื่อ เมื่อตนพยายามจะพูดเข้าข้างฝ่ายที่พูดไม่เก่งเพื่อให้เกิดความสมดุล ก็จะถูกด่าว่าเข้าข้างอีกฝ่าย ทั้งที่ตนรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แจ็ค เดอะโกสต์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าปีนี้รายการเจอดราม่าเยอะ ซึ่งหนุ่ม กรรชัย ก็ยอมรับแต่บอกว่าสุดท้ายมันก็จะผ่านไป

หลังจากนั้น บทบาทในรายการได้ถูกสลับเปลี่ยน เมื่อหนุ่ม กรรชัย เผยความในใจว่ามีความใฝ่ฝันอยากถูกสัมภาษณ์บนโต๊ะโหนกระแสบ้าง เพราะที่ผ่านมาเป็นคนสัมภาษณ์คนอื่นมาตลอด ป๋อง กพล จึงรับหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์และเริ่มถามถึงจุดเริ่มต้นของรายการโหนกระแสที่ทำมานานถึง 9 ปี หนุ่ม กรรชัย เล่าว่าเดิมทีตนทำรายการ "ปากโป้ง" อยู่ที่ช่อง 8 แต่เมื่อช่องต้องการความเปลี่ยนแปลง ตนจึงนำรูปแบบรายการมาเสนอที่ช่อง 3 โดยคุยกับคุณอัมพรและคุณต๋ำ สุบัณฑิต ตอนนั้นเสนอไป 2 ชื่อ คือ "โหนกระแส" และอีกชื่อหนึ่งที่ขอเก็บเป็นความลับเพราะกำลังจะนำมาทำเป็นรายการใหม่ในปีหน้า ผู้ใหญ่เลือกชื่อ "โหนกระแส" แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่รุนแรงเกินไป ซึ่งหนุ่ม กรรชัย มองว่าตนเป็นคนที่เข้ามาแหกกรอบของช่อง 3 ในยุคนั้น ที่เริ่มมีการนำสินค้ามาวางและพูดคุยในรายการ (Talk สินค้า) เป็นคนแรกๆ

หนุ่ม กรรชัย ย้อนความหลังไปถึงช่วงที่ลำบากที่สุดของรายการ คือตอนที่โหนกระแสออกอากาศทางช่อง 28 ในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ซึ่งต้องชนกับรายการดังและละครจากช่องใหญ่ ทำให้ขายโฆษณาไม่ได้เลย ตนต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมถึง 20 กว่าล้านบาท เพราะมีแต่รายจ่ายค่าผลิต ค่าจ้างพนักงาน แต่ไม่มีรายรับเข้ามา สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากระบบการขายโฆษณาในสมัยนั้นที่เป็นแบบ Time Sharing และมีการขายพ่วง (Bundle) คือถ้าลูกค้าซื้อโฆษณาช่อง 33 จะแถมช่อง 28 ทำให้มูลค่าของรายการในช่อง 28 ลดลงและขายแยกได้ยาก แม้รายการจะถูกย้ายเวลามาช่วงเย็นหรือบ่าย ก็ยังขายไม่ได้ จนหนุ่ม กรรชัย ถอดใจจะขอคืนรายการ แต่ผู้ใหญ่ขอให้ทำต่อเพราะเห็นว่ารายการมีประโยชน์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ หนุ่ม กรรชัย ขออนุญาตผู้ใหญ่ทำ "ขายตรง" หรือ Talk สินค้าในรายการ ซึ่งในตอนนั้นช่อง 3 ยังค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบ แต่สุดท้ายก็ได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขว่าห้าม Hard Sell เกินไป แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะโควตาเวลาโฆษณาที่หนุ่มถืออยู่มีเพียง 4 นาที (จากทั้งหมด 6 นาที แบ่งกับช่องคนละ 4:2 และช่องเก็บไว้อีก 1 นาที) แต่ลูกค้าต้องการซื้อเวลา 7 นาที หนุ่ม กรรชัย จึงตัดสินใจลงทุนเพิ่มด้วยการ "ช้อนซื้อ" เวลาโฆษณา 3 นาทีที่เป็นส่วนของช่องกลับมาเป็นของตัวเอง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเวลาขายสินค้าได้ครบ 7 นาทีตามที่ลูกค้าต้องการ และนั่นคือก้าวแรกที่ทำให้รายการเริ่มตั้งตัวได้ โดยมีลูกค้าเจ้าแรกคือผลิตภัณฑ์ 1577 และแบรนด์อื่นๆ ตามมา

ในส่วนของการตัดสินใจเรื่องเส้นทางอาชีพ หนุ่ม กรรชัย เล่าว่า เมื่อตัดสินใจมาเป็นพิธีกรรายการข่าว ตนได้เลิกเล่นละครอย่างเด็ดขาด ทั้งที่มีงานละครติดต่อเข้ามาตลอด เหตุผลเพราะต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ หากวันนี้อ่านข่าวด้วยความจริงจัง แต่วันรุ่งขึ้นคนดูเห็นภาพตนไปเล่นละครตบตีแย่งชิง หรือไปรื้อค้นบ้านคนอื่นในรายการวาไรตี้ ความน่าเชื่อถือในฐานะคนข่าวจะหายไปทันที ตนยอมทิ้งรายได้มหาศาลจากการเล่นละครและการเป็นพิธีกรรายการวาไรตี้อื่นๆ เพื่อแลกกับความน่าเชื่อถือในเส้นทางนี้ แม้จะต้องเสียรายได้ไปหลายสิบล้าน แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้พิสูจน์ตัวเอง

เมื่อป๋อง กพล ถามถึงที่มาของชื่อ "โหนกระแส" หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดเผยความลับที่ไม่เคยบอกใครว่า ชื่อนี้เกิดขึ้นตอนที่ตนนั่งปลดทุกข์อยู่ในห้องน้ำที่ช่อง 8 ในตอนนั้นเขากำลังคิดรูปแบบรายการเพื่อจะนำไปเสนอ LINE TV และทันใดนั้นชื่อ "โหนกระแส" ก็แวบเข้ามาในหัว จึงรีบออกมาบอกทีมงานและทำ Proposal แต่สุดท้ายไม่ได้นำไปเสนอ LINE TV แต่กลับนำมาเสนอที่ช่อง 3 แทน ส่วนการย้ายจากช่อง 28 มาสู่ช่อง 33 นั้น เกิดขึ้นในช่วงที่ กสทช. มีนโยบายให้คืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ช่อง 3 ตัดสินใจคืนช่อง 28 ทำให้รายการต่างๆ ถูกยุบ แต่ผู้บริหารเห็นศักยภาพของโหนกระแส จึงให้นำรายการมาออกอากาศต่อจากข่าวเที่ยงทางช่อง 33 เพื่อให้กระแสข่าวมีความต่อเนื่องกัน

ทนายแก้ว ได้ตั้งคำถามว่าทำไมพิธีกรคนอื่นถึงไม่สามารถมาแทนที่หนุ่ม กรรชัย ได้ ป๋อง กพล มองว่าเป็นเพราะหนุ่มมีลูกล่อลูกชน มีความกวน และมีความตลก หนุ่ม กรรชัย อธิบายขยายความว่า ในอดีตตนเคยเป็นพิธีกรสายฮาร์ดคอร์ที่เน้นการไล่บี้และเสียงดัง แต่พบว่าบรรยากาศมันเป็นพิษ (Toxic) และเครียดเกินไป จึงปรับเปลี่ยนสไตล์มาเป็นแบบ Deep Talk ที่มีการเบรกอารมณ์ด้วยอารมณ์ขัน เพื่อละลายพฤติกรรมแขกรับเชิญ เพราะแขกรับเชิญหลายคนมาด้วยความเครียดหรือหวาดกลัว การที่พิธีกรทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย หรือรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน จะช่วยให้เขาเปิดใจพูดคุยได้มากขึ้น เช่น การเล่าเรื่องตลกของตัวเองอย่างเรื่องเอาแบงค์พันอวัยวะเพศในอดีต ก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หนุ่ม กรรชัย ย้ำว่าความตลกและการผ่อนคลายนั้นต้องดูตามสถานการณ์ หากแขกรับเชิญโกหกหรือพยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดีทั้งที่ทำผิด ตนก็จะเปลี่ยนโหมดกลับมาจริงจังทันที และสิ่งที่สำคัญคือต้องคอยดึงสติคนดูด้วยว่า เรื่องที่กำลังหัวเราะกันอยู่นั้น เมื่อมองย้อนกลับไปในวันที่เกิดเหตุ มันอาจเป็นเรื่องความเป็นความตายที่ไม่ตลกเลย พิธีกรต้องทำหน้าที่หาจุดเปลี่ยน (Turning Point) เพื่อให้รายการกลับมาสู่สาระสำคัญและความถูกต้อง

ในช่วงท้ายของการสนทนา หนุ่ม กรรชัย ได้ระบายความในใจเกี่ยวกับความทุกข์ใจเรื่อง "ความรับผิดชอบต่อแขกรับเชิญ" โดยระบุว่ารายการโหนกระแสเหมือนมีตนรับหน้าอยู่คนเดียว เมื่อแขกรับเชิญ ไม่ว่าจะเป็นทนายความ หรืออินฟลูเอนเซอร์ มาร่วมรายการและมีชื่อเสียงกลับไป หากวันหนึ่งคนเหล่านี้ไปทำผิดหรือมีคดีความ สังคมมักจะโยงกลับมาที่หนุ่ม กรรชัย เสมอว่า "เป็นคนปั้นมา" หรือ "ให้แสง" ทั้งที่ความจริงแล้ว เมื่อจบรายการและเดินออกจากช่อง 3 ไป ชีวิตของแขกรับเชิญก็คือชีวิตของเขาที่เขาต้องรับผิดชอบเอง ตนไม่สามารถไปรับผิดชอบการกระทำของใครได้

หนุ่ม กรรชัย ยกตัวอย่างกรณีของทนายตั้ม หรือ ต้นอ้อ ที่เคยมาออกรายการในฐานะแหล่งข่าว เมื่อมีคดีความเกิดขึ้น ตนก็ถูกต่อว่าทำไมไม่นำมาออกรายการเพื่อขยี้เหมือนเคสอื่น ซึ่งบางครั้งเจ้าตัวเขาไม่ยอมมา ตนก็ทำอะไรไม่ได้ แต่คนดูก็คาดหวังและด่าทอ ซึ่งเป็นสิ่งที่หนุ่ม กรรชัย ต้องแบกรับความรู้สึกนี้มาตลอด โดยทนายเดชาเคยแนะนำว่าให้พูดออกอากาศไปเลยว่าใครก็ตามที่มาออกรายการไม่ใช่คนของโหนกระแส และทางรายการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำส่วนตัวของพวกเขา แต่สุดท้ายสังคมก็มักจะเหมารวมอยู่ดี การพูดคุยในเทปพิเศษนี้จึงเป็นการเปิดเปลือยความรู้สึกและเบื้องหลังคนทำสื่อที่ต้องต่อสู้กับทั้งกระแสสังคม ปัญหาธุรกิจ และความรับผิดชอบทางจริยธรรมไปพร้อมๆ กัน

 

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#หนุ่มกรรชัย#รายการโหนกระแส