รายการโหนกระแสวันนี้ (20 ก.ค. 2569) พูดคุยถึงประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจในขณะนี้ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น เมื่อชายคนหนึ่งมีอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวตั้งแต่ปลายนิ้วขึ้นมาถึงไหล่ข้างซ้าย มีเหงื่อออกตามร่างกาย และหายใจไม่อิ่ม เมื่อไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ. ราชบุรี แพทย์กลับไม่ได้วินิจฉัยหรือสงสัยเกี่ยวกับโรคหัวใจและให้คนไข้กลับบ้าน แม้ภรรยาจะพยายามโต้แย้งว่าคนไข้มีประวัติเกี่ยวกับคลอเรสเตอรอลสูง แต่กลับถูกแพทย์ตำหนิว่า “ประสาทแดก” และต่อว่าเรื่องการค้นหาข้อมูลจาก Google หรือ AI สุดท้ายเมื่อกลับบ้านไปสามีก็เสียชีวิตลง ผู้เสียชีวิตมีอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น ซึ่งผลชันสูตรเบื้องต้นพบว่า เส้นเลือดหัวใจตีบ
ผู้ร่วมรายการวันนี้ประกแบด้วย ครูทราย ภรรยาผู้เสียชีวิต, คุณแม่ผู้เสียชีวิต), รศ. นพ. วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช มศว. และ ดร. ธนกฤต จิตอารีรัตน์ ประธานอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ สปสช.
ครูทรายเล่าว่ารู้จักกับสามีคือ คุณฟูม มาตั้งแต่ปี 2557 รวมระยะเวลา 13 ปี โดยแต่งงานกันมาประมาณ 2 ปี และมีลูกสาวด้วยกัน อายุ 1 ขวบครึ่ง ปกติคุณภูมิเป็นคนแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย และเป็นคนอดทนมาก ในช่วงที่ผ่านมาทั้งคู่เลี้ยงลูกกันเองตลอด 24 ชั่วโมง และครูทรายต้องสอนพิเศษถึง 3 ทุ่มทุกวัน จึงอาจไม่ได้สังเกตอาการเหนื่อยสะสมของกันและกันเท่าที่ควร
คุณฟูมมีภาวะคลอเลสเตอรอลสูงมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว จากการตรวจร่างกายประจำปี และเคยกินยาอยู่ประมาณ 3 ปี แต่ช่วงหลังก็หยุดไปเพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรง ประกอบกับกังวลเรื่องผลกระทบจากยา หลังมีคนพูดว่าจะทำให้ปวดข้อปวดกระดูก
หนุ่ม กรรชัย ให้ข้อมูลในประเด็นนี้ว่า เรื่องคลอเลสเตอรอลเป็นเรื่องสำคัญมาก และอาจเป็นกรรมพันธุ์ที่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต ซึ่งตัวเองก็กินยามาเป็น 10 ปี โดยไม่มีอาการปวดตามที่เขาพูดกัน
ครูทรายเล่าเหตุการณ์ในวันที่ไปโรงพยาบาล คือวันที่ 16 ก.ค. คุณฟูมโทรหาครูทรายบอกว่าให้เอาบัตรประชาชนไปให้ที่โรงพยาบาล ครูทรายตกใจเพราะรู้ว่าถ้าไม่เป็นอะไรหนักคุณภูมิจะไม่ยอมไปโรงพยาบาลแน่นอน เมื่อครูทรายไปถึงโรงพยาบาล พบคุณฟูมนั่งอยู่บนรถเข็นหน้าห้องซักประวัติ โดยมีรุ่นพี่ที่ทำงานพามา
รุ่นพี่แจ้งว่าคุณภูมิมีอาการแน่นหน้าอก ร้าวไปที่แขนซ้าย และมีเหงื่อแตกพลั่กมาตลอดทั้งอาทิตย์ ตอนนั้นครูทรายเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเพราะเคยศึกษาว่าไขมันมีผลต่อหัวใจ แต่เมื่อถามคุณฟูมเขาก็ยังบอกว่าไม่เป็นไรและเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว คุณฟูมิอธิบายอาการว่าปวดร้าวจากนิ้วขึ้นมาที่แขนและมาที่หน้าอก แต่ในตอนนั้นเหงื่อหยุดออกแล้ว
เมื่อถึงขั้นตอนซักประวัติ พยาบาลได้วัดความดันและออกซิเจนตามปกติ โดยรุ่นพี่และครูทรายได้ย้ำอาการแน่นหน้าอกและปวดร้าวแขนซ้ายให้พยาบาลทราบ แต่พยาบาลระบุว่าถ้าเป็นโรคหัวใจต้องปวดจากหน้าอกลงไปข้างล่าง ไม่ใช่ปวดจากนิ้วขึ้นมา
เมื่อพยาบาลนำใบประวัติไปที่ห้องหมออายุรกรรม แป๊บเดียวพยาบาลก็เดินกลับออกมาบอกว่า หมออายุรกรรมไม่ตรวจ เนื่องจากไม่มีผลเลือด แม้ครูทรายจะบอกว่าคนไข้แน่นหน้าอก แต่พยาบาลบอกว่าต้องมีผลเลือดก่อน มิเช่นนั้นหมอก็อ่านผลไม่ได้ และเมื่อจะขอเจาะเลือด พยาบาลก็บอกว่าเจาะไม่ได้เพราะคนไข้เพิ่งกินขนมปังไปตอนเช้า
จากนั้นได้แนะนำให้ไปพบหมอกระดูกแทน โดยอ้างจากประวัติเก่าที่คนไข้เคยมาหาเรื่องเส้นเอ็นอักเสบจากการอุ้มลูกเมื่อต้นปี โดยบอกว่าอาการร้าวที่แขนอาจจะเกี่ยวกัน และให้รอหมอกระดูกที่จะเข้าตรวจตอน 09.30 น. ซึ่งในระหว่างนั้นหมออายุรกรรมยังไม่ได้เห็นหน้าหรือตรวจคนไข้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ดูใบประวัติแล้วส่งคืนมาเท่านั้น
เมื่อได้เข้าไปพบหมอ หมอก็ให้ลองกำและแบมือ ซึ่งคุณฟูมก็รู้สึกเจ็บเพราะปกติก็อุ้มลูกและมีอาการอักเสบอยู่เดิม หมอกระดูกถามว่าจะฉีดยาสเตียรอยด์ไหม แต่คุณฟูมปฏิเสธเพราะเคยฉีดมาแล้ว 2 รอบ หมอกระดูกจึงบอกว่าจริง ๆ จะฉีด 3-4 รอบก็ได้ หรือไม่อย่างนั้นอาจต้องผ่าตัด แต่ครั้งนี้ให้ยาไปกินก่อน 5 วัน อย่างไรก็ตาม หมอกระดูกได้พูดชัดเจนว่าอาการปวดข้างบน (หน้าอกและแขน) นั้น หมอคิดว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องกระดูก และควรไปหาหมออายุรกรรม
เมื่อเดินออกมา พยาบาลเกิดความสับสนว่าจะให้คุณฟูมไปที่ไหนต่อ ครูทรายจึงแจ้งว่าหมอกระดูกแนะนำให้ไปพบหมออายุรกรรม จนเกิดเหตุการณ์สับสนที่จุดซักประวัติ ครูทรายจึงเดินไปถามพยาบาลคนเดิมว่าควรจะได้รับการตรวจอะไรสักอย่างไหม พยาบาลจึงแนะนำให้ไปพบหมอโรคทั่วไปแทน ซึ่งกลายเป็นหมอคนที่ 3
ครูทรายยอมรับว่าตอนนั้นไม่กล้าถามถึงหมอหัวใจตรง ๆ เพราะไม่แน่ใจและไม่ได้มีความรู้มากพอ กลัวจะถูกมองว่าเก่งกว่าหมอ แต่รู้สึกกังวลตลอดเวลา เธอพยายามถามว่ามีโปรแกรมตรวจอะไรที่ตรวจได้เลยไหมและยินดีจะจ่ายเงินเอง พยาบาลจึงไปหยิบแผ่นโบรชัวร์การตรวจสุขภาพแบบเสียเงินของโรงพยาบาลมาให้ดู
สาเหตุที่เลือกโรงพยาบาลนี้ เพราะคุณฟูมมีสิทธิ์ประกันสังคมที่นี่ และบ้านอยู่ห่างจากโรงพยาบาลเพียงเดิน 4 นาที หรือขับรถ 1 นาทีถึง คุณฟูมเลยคิดว่าสะดวก
ในระหว่างที่รอพบหมอคนที่ 3 ครูทรายสังเกตว่าคุณฟูมดูเหนื่อยและดูไม่เหมือนเดิม แม้เขาจะชอบพูดติดปากว่าไม่เป็นไร ตอนนั้นครูทรายคิดจะย้ายโรงพยาบาล แต่คุณฟูมขอตรวจที่นี่ให้จบสิ้นก่อน เพราะเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย ครูทรายจึงพยายามบอกว่าเรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นและเธอจัดการได้ แต่คุณฟูมเป็นคนง่าย ๆ และคิดว่าการเจอหมอแล้วก็น่าจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
พยาบาลได้แนะนำโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับคนอายุ 40 ปี โดยบอกว่าจะมีเรื่องโรคหัวใจรวมอยู่ด้วย เมื่อครูทรายถามว่าตรวจเลยได้ไหม พยาบาลบอกว่าตรวจไม่ได้เพราะกินขนมปังมา ต้องรอตรวจเลือดตามโปรแกรม และยังบอกอีกว่าถ้าอยากตรวจเร็ว ๆ อาจต้องไปตรวจข้างนอกแล้วเอาผลมา ครูทรายเริ่มสับสนว่าทำไมหมอถึงไม่สั่งตรวจให้ ซึ่งพยาบาลตอบกลับมาว่า มันอยู่ที่ดุลยพินิจแพทย์ โดยพูดประโยคนี้ซ้ำ 2-3 รอบ
ระหว่างที่คุณฟูมถูกเข็นเข้าไปห้องหมอทั่วไป ครูทรายได้โทรหาคุณน้าที่เป็นพยาบาลเพื่อขอคำปรึกษา คุณน้าแนะนำให้ตรวจ EKG หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพราะทราบว่าคุณฟูมมีปัญหาเรื่องไขมันอยู่แล้ว แต่เมื่อครูทรายพยายามสอบถาม พยาบาลกลับบอกว่าค่าออกซิเจนของคุณฟูมปกติดี ซึ่งพยาบาลมองว่าถ้าอาการวิกฤตค่าออกซิเจนจะต้องตก ครูทรายพยายามวิ่งวุ่นไปสอบถามตามจุดต่าง ๆ จนพยาบาลคนหนึ่งแนะนำให้ไปถามที่จุดสิทธิ์ประกันสังคมว่าตรวจอะไรได้บ้าง และคุณน้าของเธอก็ย้ำว่าต้องไปบอกให้หมอตรวจ EKG
เมื่อเข้าไปพบหมอคนที่ 3 ซึ่งเป็นหมอเจ้าของเรื่อง หมอทักคุณภูมิเป็นคำแรกว่ามาด้วยเรื่องคลอเลสเตอรอล และให้กลับมาตรวจตามนัดในอีก 70 วัน คุณฟูมยืนยันกับหมอว่าไม่ได้มาเรื่องคลอเลสเตอรอล แต่มีอาการแน่นหน้าอกและปวดร้าว แต่หมอกลับตอบว่า อาการเหล่านี้อาจเกิดจากความวิตกกังวลหรือคิดไปเองได้ หรืออาจจะเป็นแพนิคจากการไปค้นข้อมูลใน Google หรือ AI ครูทรายพยายามจะแย้งแต่ก็ยังอึกอัก หมอจึงถามสวนมาว่า “เธอคิดว่าแฟนเธอเป็นโรคอะไร” ครูทรายตอบว่าไม่ทราบเพราะไม่ใช่หมอ แต่ได้แจ้งข้อมูลสำคัญว่าครอบครัวฝ่ายชายมีประวัติคลอเลสเตอรอลสูง และคุณพ่อของคุณฟูมก็เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
หมอธิบายว่า โอกาสที่คนอายุ 30 จะเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบนั้นมีเพียง 3-5% เท่านั้น แล้วถามคุณภูมิว่า “คุณคิดว่าคุณเป็นเหรอ” คุณฟูมไม่ได้ตอบแต่ได้ยิ้มขำออกมา จากนั้นหมอได้พูดกับครูทรายว่า ถ้าแฟนเป็นโรคหัวใจจริงคงไม่มานั่งยิ้มอยู่แบบนี้ แต่ต้องรู้สึกเหมือนมีของหนักทับอกจนน็อกไปแล้ว และหมอยังได้พูดต่อว่า “คนที่เป็นน่ะคือคุณ คุณเป็นประสาท”
หมอหมู ระบุว่า สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อคนไข้มาด้วยอาการแบบนี้คือการตรวจ EKG หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่มีความสำคัญมากและเป็นความรู้พื้นฐานที่แพทย์ทุกคนต้องมี โดยแพทย์จะถูกสอนมาเสมอตั้งแต่ชั้นปีที่ 6 ว่าหากคนไข้มาด้วยอาการจุกแน่นหน้าอก ร้าวลงแขน หรือมีเหงื่อออก ต้องแยกโรคให้ได้ระหว่างโรคหัวใจกับโรคกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ เพราะหากวินิจฉัยผิดพลาดอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
หมอหมูอธิบาเพิ่มเติมว่า การตรวจ EKG นั้นทำได้ง่ายมาก ใช้เวลาเพียง 5-10 นาที โดยพยาบาลจะใช้ตัวดูดติดที่ผิวหนัง 12 จุด เพื่ออ่านผลกราฟออกมา และเชื่อว่าหากผู้เสียชีวิตได้รับการตรวจในวันนั้นจะพบความผิดปกติแน่นอน เพราะผลชันสูตรยืนยันว่ามีเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 2 เส้น
หนุ่ม กรรชัย ได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นโรคกรดไหลย้อนว่า เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการแยกโรคหัวใจออกก่อนเป็นอันดับแรกเสมอด้วยการตรวจ EKG และตรวจเลือดเพื่อดูเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แม้จะเป็นแพทย์อายุรกรรมทั่วไปก็ต้องมีความสงสัยไว้ก่อน จึงรู้สึกแปลกใจต่อการวินิจฉัยของแพทย์ในกรณีนี้ที่ปล่อยปละละเลย ทั้งที่ค่าใช้จ่ายในการตรวจ EKG นั้นถูกมาก เพียงประมาณ 300-600 บาท และสามารถทำได้ทันทีเมื่อมีข้อสงสัย
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องตรวจ ครูทรายเล่าว่ามีการโต้ตอบกับหมอเรื่องอาการของสามี โดยหมอวินิจฉัยว่าอาการแน่นหน้าอกไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ และใช้ถ้อยคำที่รุนแรงกับเธอ ครูทรายชี้แจงว่าหมอพูดว่าเธอประสาทแดกถึงสองรอบ ซึ่งในประเด็นนี้ ดร. ธนกฤต ได้แสดงความเห็นสั้น ๆ ว่าการกระทำดังกล่าวคือความชุ่ย เพราะจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงสาธารณสุขมองว่านี่เป็นการปฏิบัติที่ผิดวิธีอย่างชัดเจน
หนุ่ม กรรชัย เชื่อว่าจะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นแน่นอน และย้ำว่าพยานสำคัญในเคสนี้คือ พยานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งก็คือแพทย์ด้วยกันที่จะต้องมาให้ความเห็นจากเวชระเบียน แม้ที่ผ่านมาแพทย์มักจะไม่ค่อยขึ้นเป็นพยานก้าวล่วงกันเอง แต่ ดร. ธนกฤต ให้ข้อมูลว่า ในกรณีนี้หน่วยงานมีความตื่นตัวมาก และทางแพทยสภาก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแล้ว ดังนั้นองค์คณะบุคคลเหล่านี้จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานในสังคมต่อไป
ครูทรายเล่าเพิ่มเติมว่า จากหลังจากที่หมอบอกว่าเธอเป็นประสาท เธอยอมรับว่าเธอรู้สึกไม่พอใจ จึงเดินออกไปด้านนอกห้องตรวจ โดยมีรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่กับคุณฟูม เมื่อเธอกลับเข้าห้องตรวจก็ได้ยินหมอกำลังแนะนำเรื่องการออกกำลังกายอยู่ ซึ่งรุ่นพี่ที่ทำงานพยายามย้ำกับหมออีกครั้งว่าคุณฟูมมีอาการเหงื่อแตกมาตลอดทั้งสัปดาห์
หมอคนดังกล่าวบอกว่า การที่เหงื่อแตกสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความวิตกกังวล ความร้อน หรือความเครียด และไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ครูทรายรู้สึกว่าหมอพูดไปเรื่อยเหมือนพยายามสอนจนเธอและสามีเริ่มรู้สึกไม่ดี จนคุณฟูมสะกิดเธอคล้ายจะบอกว่าพอแล้ว แต่ครูทรายยังไม่สบายใจจึงถามหมอซ้ำเป็นรอบที่สองว่าขอตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรืออะไรที่เกี่ยวกับหัวใจได้หรือไม่ เพราะเธอกังวลมาก หมอจึงชี้ไปที่คุณภูมิแล้วพูดว่า “เอาอย่างนี้ฟังนะ (ชี้ไปที่หน้าคุณฟูม) คุณน่ะปกติ ส่วนแฟนคุณน่ะประสาท กลับบ้านไปก็ไปแยกกันอยู่ เดี๋ยวคุณก็หาย”
คำพูดดังกล่าวทำให้ครูทรายตัดสินใจเดินออกมาทันที และบอกคุณฟูมว่าจะพาไปโรงพยาบาลอื่น แต่เธอสังเกตเห็นว่าลึก ๆ คุณฟูมเหมือนสบายใจขึ้นเพราะเขาเชื่อหมอที่อายุเยอะดูมีประสบการณ์ จากนั้นพวกเขาไปรอรับยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อที่หมอกระดูกสั่งจ่าย ซึ่งจนถึงปัจจุบันยากองนี้ก็ยังอยู่ที่บ้านและไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย
รุ่นพี่ที่ทำงานถามว่าจะกลับโรงงานไหม แต่ครูทรายบอกว่าไม่น่าไหว และจะพาไปตรวจที่อื่นต่อเพราะเธอยังไม่สบายใจ พี่ที่ทำงานจึงส่งข้อมูลคลินิกนอกเวลามาให้ คุณฟูมยังคงอยากเชื่อหมอว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แต่ครูทรายยืนยันว่าไม่สบายใจ คุณฟูมเลยตกลงว่าจะไปหาหมอที่คลินิกนอกเวลาที่โรงพยาบาลอื่นในช่วงเย็นแทน
วันนั้นคุณฟูมอยากไปรับลูกที่เนิร์สเซอรีก่อน เนื่องจากเขาเลิกงานเย็นจึงไม่ค่อยมีโอกาสเห็นภาพที่ลูกวิ่งเข้ามากอด พวกเขาออกจากโรงพยาบาลประมาณ 11.00 น. และไปกินก๋วยเตี๋ยวกันตอนเที่ยง ซึ่งคุณฟูมยังดูปกติ คุยเล่นได้และบอกว่าเขาโอเค เมื่อถึงบ้านประมาณบ่ายโมง คุณฟูมขอนอนพัก ส่วนครูทรายก็ไปเคลียร์งานและกลับมาปลุกเขาตอนบ่ายสอง เมื่อคุณฟูมตื่นมาเขาก็ลูบหัวครูทรายแล้วบอกว่า “เค้ารักทรายนะ” ซึ่งปกติไม่ค่อยได้พูดกันบ่อยนัก
ต่อมาบ่ายสามทั้งคู่ไปรับลูกด้วยกัน โดยคุณฟูมลงไปรับลูก ส่วนครูทรายรออยู่บนรถ ซึ่งภาพจากคลิปวงจรปิดที่ครูทรายขอเก็บไว้เป็นความทรงจำแสดงให้เห็นภาพที่คุณฟูมกุมไปที่หน้าอก ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่ได้สังเกตเห็นแต่คนในโซเชียลมาช่วยกันดู เมื่อกลับถึงบ้านคุณฟูมก็เล่นกับลูกตามปกติระหว่างทางและที่บ้าน
ตอนแรกครูทรายตั้งใจจะพาไปหาหมอเลย แต่คุณฟูมเป็นห่วง ไม่อยากพาไปโรงพยาบาลด้วย จึงตกลงกันว่าจะรอให้แม่กลับมาบ้านก่อนเพื่อฝากลูกไว้ แล้วค่อยพาคุณฟูมไปหาหมอ
ในช่วงประมาณ 15.30-15.50 น. คุณภูมิยังนั่งเล่นสไลเดอร์ของเล่นกับลูกและขำกันอยู่ จนกระทั่งเวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่สลากกินแบ่งรัฐบาลประกาศผล ทั้งคู่ยังคุยกันเรื่องเลขลอตเตอรี่ที่ซื้อมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างสนุกสนาน จากนั้นครูทรายเดินขึ้นไปชั้น 3 และมองลงมา ก็เห็นคุณฟูมนอนเล่นหัวเราะกับลูกอยู่ที่ชั้นล่าง
แต่เพียง 5 นาทีต่อมา น้าที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างล่างก็ตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดัง ครูทรายรีบวิ่งลงมาพบคุณฟูมนอนนิ่งตาค้าง ลูกสาวเกาะขาพ่ออยู่ น้ากำลังทำ CPR เธอจึงรีบเข้าช่วยต่อพร้อมโทรแจ้งรถพยาบาลทันทีตอน 16.29 น. แต่ปรากฏว่าพ่อและแม่ของครูทรายมาถึงบ้านก่อนรถพยาบาล ทั้งที่โรงพยาบาลอยู่ห่างไปเพียงเดิน 4 นาที หรือขับรถ 1 นาที แต่รถพยาบาลใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงมาถึง
ที่โรงพยาบาล หมอรายงานว่ายังมีชีพจรแต่ความดันไม่ขึ้น ผ่านไปครึ่งชั่วโมงหมอบอกว่าหัวใจกลับมาเต้นแล้ว ตอนแรกครูทรายยังดีใจ แต่ไม่นานหมอก็มาบอกอีกว่ากลับมาเต้นเพียง 1-2 นาที น่าจะเป็นผลจากยากระตุ้นจนกระทั่งผ่านไป 1 ชั่วโมง หมอเดินมาบอกให้ครูทรายในฐานะภรรยาเป็นคนสั่งให้หยุดการรักษายื้อชีวิต
ครูทรายระบายความเสียใจว่า ตอนที่เธอขอให้รักษาหมอกลับว่าเธอเป็นประสาท แต่พอตอนนี้กลับมาบอกให้เธอเป็นคนพูดว่าให้เขาปล่อยสามีไป ซึ่งเธอทำไม่ได้และขอให้รอคุณแม่สามี เพราะด้วยความเป็นแม่เธอเข้าใจความรู้สึกดี
หมอหมูอธิบายว่า อาการแน่นหน้าอกและร้าวลงแขนเป็นสัญญาณอันตรายที่หมอต้องนึกถึงโรคที่รุนแรงไว้ก่อน กรณีนี้เส้นเลือดหัวใจอาจจะตีบมาทั้งสัปดาห์ อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตาย ซึ่งจะทำให้เจ็บหน้าอก แต่ยังไม่โดนจุดที่เกี่ยวกับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จนกระทั่งช่วงเย็นที่เกิดเหตุ อาจจะไปกระทบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แล้วทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตทันที จากผลชันสูตรยืนยันว่า หลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น โดยเส้นหนึ่งตีบสนิทมานานแล้ว และอีกเส้นกำลังจะตีบ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนมาตลอด หมอหหมูย้ำว่า การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรทำ และสามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้หากตรวจพบเร็ว
คุณแม่ของคุณฟูมเล่าว่า วันนั้นเดินทางไปจากกรุงเทพฯ เมื่อถึงโรงพยาบาลก็เห็นว่ามีเครื่องมือแปะเต็มตัวลูกชาย รวมถึงตอนแม่เป็นลมทางเจ้าหน้าที่ก็นำเครื่องพวกนั้นมาคิด แม่จึงรู้สึกสลดใจว่าทำไมตอนที่มีชีวิตอยู่ถึงไม่ได้รับการแปะเครื่องมือตรวจแบบนี้บ้าง
วันต่อมาโรงพยาบาลได้จัดประชุม โดน ผอ. ระบุว่าให้สองฝ่ายมาเปิดใจ พูดความรู้สึกกัน เมื่อแม่ถามว่าทำไมไม่รับแอดมิต หมอคนดังกล่าวตอบด้วยท่าทีนิ่งเฉยว่า ประเมินด้วยสายตาแล้วว่าลูกแม่ไม่เป็นอะไร ไม่ได้คอพับมา หมายถึงไม่ได้มีอาการหนักมา และยังคงอ้างเรื่องเปอร์เซ็นต์ความน่าจะเป็น
ครูทรายเล่าว่า ในห้องประชุมหมอนั่งยิ้ม ๆ และไม่มีท่าทีสลดเลย และในวันที่ตรวจหมอไม่แม้แต่จะใช้หูฟังฟังด้วยด้วยซ้ำ ครูทรายยอมรับว่าวันนั้นเธอก็ใส่เต็มที่เหมือนกันเพราะมันไม่ไหวจริง ๆ เธอถามหมอด้วยว่ายังว่าเธอประสาทอยู่ไหม เพราะตอนนี้สามีเธอเสียชีวิตแล้ว หมอไปทำให้ฟื้นได้ไหม
โรงพยาบาลได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรกสั่งพักงาน และฉบับที่ 2 แจ้งว่าได้ให้หมอออกแล้ว จากการใช้คำพูดไม่สุภาพและผิดจริยธรรมวิชาชีพ ครูทรายเล่าว่าก่อนจะอออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ผอ. โรงพยาบาลมาที่งานศพและบอกครูทรายว่าไม่ติดใจที่เธอโพสต์โซเชียล ซึ่งครูทรายถามกลับไปว่าแล้วติดใจอะไร เพราะนั้นเป็นช่องทางเดียวที่เธอแสดงความรู้สึกได้ และยังได้ตั้งคำถามเรื่องป้ายหน้าโรงพยาบาลที่เขียนว่า “ศูนย์โรคหัวใจ” แต่กลับไม่ตรวจหัวใจให้
ดร. ธนกฤต ระบุว่า การวินิจฉัยครั้งนี้อาจเข้าข่ายประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291 มีโทษจำคุก 10 ปี รวมถึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล เรื่องการปล่อยปละละเลย โดยแนะนำให้ครูทรายเขียนไทม์ไลน์โดยละเอียดเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่สกรีนคนไข้ และนำไปยื่นเพื่อให้แพทยสภาพิจารณา โทษสูงสุดคือโดนถอดใบประกอบ ซึ่งนั่นควนเป็นเป้าหมายหลัก
และขณะนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่ไปทำการตรวจสอบข้อเทจจริงแล้ว ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ครูทรายทิ้งท้ายว่า เธอไม่ได้ต้องการหาแสงหรือเล่นละครบีบน้ำตา แต่ที่ออกมาเพราะอยากให้ลูกสาวได้ทราบในวันที่โตขึ้นว่า แม่ได้สู้เพื่อหาคำตอบให้พ่ออย่างถึงที่สุดแล้ว
ครูเล่าถึงความแสนดีของคุณฟูมที่เคยดูแลเธอตอนเดินไม่ได้ และคุณฟูมยังเป็นคนเลี้ยงลูกทุกอย่าง ตั้งแต่ตื่นเช้ามาคุณฟูมไม่หงุดหงิดเลย ก่อนนอนก็จะอ่านนิทานให้ลูกฟัง หลังคุณฟูมจากไป ลูกสาวจะสะดุ้งตื่นกลางดึกแล้วร้องไห้ทุกคืน
เรื่องราวนี้ทำให้ทุกคนในรากยารสะเทือนใจมาก หมอหมูถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ดร. ธนกฤต เองก็มีบางช่วงที่เอามือปิดหน้าและถอนใจ คอยปลอบและกล่าวให้กำลังใจครูทรายเป็นระยะ