ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา อาจารย์แพทย์ขับรถยนต์พุ่งชนกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นเหตุให้นักศึกษาได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
น.ส.สิดารัศมิ์ อายุ 18 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มฟล.หนึ่งในผู้เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ เปิดเผยนาทีเข้ายื้อชีวิตว่า ตนเองตามมาถึงจุดเกิดเหตุหลังจากเกิดการชนแล้ว โดยในระหว่างการปฐมพยาบาล คุณหมอได้เข้ามาช่วยล็อกศีรษะ เปิดทางเดินหายใจ และจับชีพจรผู้บาดเจ็บ ขณะที่มีผู้ช่วยพยาบาลอีก 2 คนข้ามฝั่งมาช่วยทำการปั๊มหัวใจและสลับมือกันปั๊ม ซึ่งตรงตามภาพสถานการณ์จริงในขณะนั้น
แม้ตนเองและนายอาณุพงษ์ อายุ 18 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะการจัดการธุรกิจบริการ มฟล.ที่ลงไปช่วยส่องไฟอำนวยความสะดวก จะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับกลุ่มผู้ประสบเหตุซึ่งเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ทั้ง 3 ราย แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจอย่างมาก ในกลุ่มเพื่อนนักศึกษาต่างหวั่นเกรงว่าคดีอาจถูกแทรกแซงหรือเปลี่ยนทิศทาง
ขณะนี้กลุ่มนักศึกษาจึงได้ช่วยกันรวบรวมหลักฐาน พยานวัตถุ และกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีอย่างรัดกุมที่สุด และเรียกร้องให้ผู้สูญเสียได้รับความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด โดยในส่วนของทางมหาวิทยาลัยยังคงรอการชี้แจงมาตรการดำเนินการต่อผู้ก่อเหตุอย่างเป็นทางการต่อไป
ด้านพี่ชายของนักศึกษาหนึ่งในผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุจนกระทั่งน้องสาวเสียชีวิต และตนเดินทางมารับศพน้องกลับบ้าน ทางฝ่ายอาจารย์แพทย์คู่กรณียังไม่ได้ติดต่อมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ช่วยเหลือ หรือเยียวยาค่าใช้จ่ายใดๆ โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดครอบครัวต้องเป็นผู้จัดหาและออกเอง
เพิ่งมีเพียงการโทรศัพท์จากอาจารย์แพทย์คู่กรณีเข้ามาในช่วงเช้าของวันที่ 2 ก.ย.เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการชดใช้หรือการเยียวยาแต่อย่างใด
ภายหลังจากน้องสาวเสียชีวิต ครอบครัวได้มอบหมายให้ทีมทนายความของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นผู้ดำเนินการทางกฎหมายและจัดการเรื่องคดีทั้งหมดต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของครอบครัว น้องสาวเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน ก่อนหน้านี้สอบติดหลายคณะ ทั้งเทคนิคการแพทย์ วิศวกรรมการแพทย์ และโลจิสติกส์หลักสูตรนานาชาติ แต่ตัดสินใจสละสิทธิ์ทั้งหมด เพื่อเลือกเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เนื่องจากมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าอยากเรียนให้จบเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่และหลานๆ
ในวันเกิดเหตุช่วงเย็น น้องสาวได้โทรมาหาครอบครัวเพื่อขอเงินไปทานอาหารกับเพื่อนหลังเลิกเรียน ตนจึงเป็นคนโอนเงินไปให้ในช่วงเวลาประมาณ 18.30–19.00 น. โดยไม่มีใครคาดคิดว่านั่นจะเป็นการโอนเงินและการพูดคุยกันครั้งสุดท้าย
กระทั่งช่วงค่ำ แม่โทรมาแจ้งด้วยความตกใจว่าน้องประสบอุบัติเหตุ ในตอนแรกทุกคนยังภาวนาและปลอบใจกันว่า น้องคงบาดเจ็บไม่มาก แต่เมื่อได้รับแจ้งว่าต้องรีบส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จนกระทั่งกลางดึก แพทย์ได้โทรมาแจ้งข่าวร้าย ทำให้ทุกคนในครอบครัวถึงกับล้มพับ แขนขาอ่อนแรง และไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้
“พ่อยังทำใจไม่ได้เลย เพราะเขาเป็นลูกสาวคนเล็กที่ชอบอ้อนพ่อและหอมแก้มพ่อทุกวัน พวกเราส่งเขามาเรียนเพื่อรอวันที่จะได้เห็นใบปริญญา แต่กลับต้องมารับใบอย่างอื่นแทน ทำใจยากมากจริงๆ” พี่ชายผู้เสียชีวิตกล่าว
ส่วนอาจารย์แพทย์คู่กรณี หลังเกิดเหตุ ตนเดินทางมาเฝ้าดูอาการน้องสาวที่จังหวัดเชียงรายนานถึง 4–5 วัน แต่ตลอดระยะเวลาดังกล่าวกลับได้เจอและพูดคุยกับคู่กรณีเพียงครั้งเดียว เป็นการพูดคุยสั้นๆ ในวันแรกที่เดินทางไปถึงโรงพยาบาล
ขณะนั้นอาจารย์แพทย์คู่กรณีได้เข้ามาขอโทษและระบุว่าไม่ได้ตั้งใจ พร้อมรับปากว่าจะรับผิดชอบ จากนั้นมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ แต่หลังจากนั้นคู่กรณีกลับไม่เคยติดต่อกลับมาสอบถามอาการของน้องสาว หรือไถ่ถามความเป็นอยู่ของครอบครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ตนจำเวลาได้อย่างแม่นยำว่า น้องสาวเสียชีวิตในเวลา 20.49 น.และหลังจากน้องเสียชีวิตได้ไม่ถึง 10 นาที อาจารย์หมอคู่กรณีจึงเดินทางมาหาที่โรงพยาบาล ในมุมมองของตนเชื่อว่า การเดินทางมาดังกล่าวไม่น่าจะเป็นการมาเยี่ยมไข้ตามปกติ เพราะเป็นเวลาเกือบ 21.00 น.ซึ่งผิดวิสัยการเยี่ยมผู้ป่วย และญาติควรจะต้องพักผ่อนแล้ว แต่คาดว่าน่าจะมีคนแจ้งข่าวว่าน้องเสียชีวิตแล้ว จึงรีบเดินทางมาโรงพยาบาลมากกว่า
“ถ้าอ้างว่าตกใจทำอะไรไม่ถูกในวันเกิดเหตุ ตนยังพอเข้าใจได้ แต่ผ่านไป 1-2 วันก็น่าจะตั้งหลักได้แล้ว หากมีเจตนาห่วงใยจริง อย่างน้อยก็น่าจะโทรมาสักคำว่าอาการน้องเป็นอย่างไรบ้าง ทางครอบครัวได้กินข้าวหรือยัง นั่นถึงจะเรียกว่าแสดงความจริงใจและความห่วงใยอย่างแท้จริง”
สำหรับแนวทางการต่อสู้คดี แม้ครอบครัวจะมีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดี แต่ยังคงไว้วางใจและฝากความหวังไว้กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รวมถึงทีมทนายความและสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เนื่องจากน้องสาวเป็นลูกศิษย์ของมหาวิทยาลัย และเชื่อมั่นว่ามหาวิทยาลัยจะไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน