วานนี้ ( 22 ส.ค.69) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กิตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตรวจราชการ ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน
โดยในช่วงเช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนท่ามะกาวิทยาคม อ.ท่ามะกา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) กาญจนบุรี และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี เพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขหนี้ครู โดยมีนายณรินทร์ ชำนาญดู ประธานคณะกรรมการสหกรณ์ฯ พร้อมผู้บริหาร ให้การต้อนรับ
นายประเสริฐ กล่าวว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี ถือเป็นโมเดลของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา มีกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ที่หนี้สินของครูลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ทำข้อตกลงกับธนาคารออมสินในการลดดอกเบี้ยให้กับครูและบุคลากร จากเดิมที่ต้องเสียดอกเบี้ย 6-7% ต่อปี เหลือ 3.5% ต่อปี มีผลถึงเดือนธันวาคม 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี
โดยปัจจุบัน มีสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) หนี้อยู่กว่า 1 ล้านราย การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยการระยะเวลาการชำระหนี้ลดลง
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า จากการสำรวจพบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหลายแห่งทั่วประเทศยังคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมสูงถึงร้อยละ 5-6 ซึ่งส่งผลให้ครูไม่มีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ ในแต่ละเดือนถูกหักเงินเดือนจนบางรายไม่เหลือเงินใช้จ่าย ดังนั้น โจทย์สำคัญจากนี้คือ การหาแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อลดภาระหนี้สินครู โดยกระทรวงศึกษาธิการพร้อมเป็นคนกลางในการประสานเจรจา
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหาครูถูกฟ้องล้มละลายที่มีอยู่กว่าหมื่นรายนั้น ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม จะประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ส่งผลให้ครูที่เคยล้มละลายได้รับการคืนสิทธิกลับมารับราชการครูตามปกติได้
สำหรับแนวทางการจัดตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภูมิภาค เพื่อดึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำมาปล่อยกู้นั้น ต้องขอหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน หากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีอยู่ในปัจจุบันยอมปรับลดดอกเบี้ยลงมาให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 4 ได้ก็เป็นเรื่องที่ดี
ทั้งนี้ ครูส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ชั้นดีที่มีการหักชำระผ่านระบบเงินเดือนโดยตรง จึงมั่นใจว่าหากปรับลดดอกเบี้ยลงได้ ร้อยละ2-3 จะช่วยเพิ่มเงินคงเหลือในชีวิตประจำวันให้ครูได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ นายประเสริฐ ยังกล่าวด้วยว่า “ปัญหาหนี้สินครูเป็นเรื่องเรื้อรังมาหลายปี ปัจจุบันมีข้าราชการครูที่เป็นหนี้เกือบ 1 ล้านคน พรรคเพื่อไทยเห็นความสำคัญและตั้งใจเข้ามาแก้ไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครูให้ดีขึ้น แม้ต้องใช้เวลาและต้องจัดทำแผนงานอย่างรอบคอบ แต่ยืนยันว่าจะเร่งเดินหน้าขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่”
ด้าน นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาข้าราชการครูถูกฟ้องล้มละลาย จะกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. … ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว หากไม่มีการปรับแก้รายละเอียดเพิ่มเติม จะสามารถเสนอขอโปรดเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับใหม่ คือ การปรับแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของข้าราชการครู กรณีถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยกฎหมายเดิมกำหนดว่า ผู้ที่จะเข้ารับราชการต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และหากรับราชการแล้วถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จะต้องพ้นจากราชการทันที
นายธนู กล่าวเพิ่มเติมว่า “ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยผู้ที่เป็นบุคคลล้มละลายอยู่จะยังไม่สามารถเข้ารับราชการได้ ขณะที่ข้าราชการซึ่งรับราชการอยู่แล้ว หากถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จะไม่ต้องพ้นจากราชการ อย่างไรก็ตาม หากการล้มละลายนั้นมีสาเหตุหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะยังถือเป็นกรณีที่ต้องพ้นจากราชการเช่นเดิม”