วันที่ 14 มี.ค. 2569 เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถ. แจ้งวัฒนะ ต. บางตลาด อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ชาย อายุ 59 ปี เสี่ยรับเหมาก่อสร้าง นำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เข้าร้องเรียนกับนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิฯ เพื่อขอให้ช่วยเหลือ หลังตนเองถูกภรรยาที่อยู่กินกันมาตั้งแต่ปี 2552 แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส สวมเขาแอบมีชู้จนมีลูกแฝดชายหญิง แล้วมาบอกว่าเป็นลูกของตนเอง ให้ตนจดทะเบียนรับรองเป็นบุตร
เสี่ยรับเหมาเล่าทั้งน้ำตาว่า เมื่อปี 2552 ตนรู้จักกับฝ่ายหญิงซึ่งทำงานอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง จนกระทั่งเกิดเป็นความรัก และอยู่กินด้วยกัน มีลูกสาว อายุ 13 ปี เป็นพยานรัก ตนทำงานตระเวนรับจ้างรับเหมาก่อสร้างไปตามจังหวัดต่าง ๆ
กระทั่งปี 2564 ตอนนั้นลูกฝาแฝดอายุได้ 3 ขวบครึ่ง ภรรยาบอกกับตนว่า จะไปทำงานที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อแบ่งเบาภาระให้ตน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนส่งเสียเลี้ยงดูลูกฝาแฝดชายหญิงคู่นี้ รวมทั้งให้ภรรยาใช้จ่ายเดือนหนึ่งนับหมื่นบาท ตนเห็นว่าเขาอยากจะไปทำงาน จึงไม่ได้ทักท้วง
ตลอดเวลาตนจะโทรศัพท์หาเขา แต่เขาจะไม่รับโทรศัพท์เลย อ้างว่าติดทำงาน ถ้าว่างเดี๋ยวจะโทรกลับ ก็ทำให้ตนรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ตลอดเวลาที่ภรรยาเอาลูกแฝดชายหญิงไปเลี้ยงดูและทำงานอยู่ที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์ ตนจะโทรศัพท์หาตลอดเวลา แต่ก็มักจะติดต่อภรรยาได้ยาก
กระทั่งวันหนึ่ง มีติ๊กต๊อกเด้งเข้ามาที่มือถือตน เป็นรูปผู้ชายถ่ายคู่กับลูกฝาแฝดชายหญิงตน ตอนนั้นความรู้สึกช็อกและชาไปชั่วขณะ น้ำตาซึม จึงโทรไปถามภรรยาว่ารูปนี้คืออะไร ชายในรูปเป็นใคร ซึ่งภรรยาตนก็ยอมรับว่าเป็นสามีใหม่ และลูกแฝดชายหญิงทั้งสองคนที่ตนส่งเสียมา 3 ปีครึ่ง ก็เป็นลูกของสามีใหม่ ความรู้สึกตอนนั้นตนคิดอยากจะไปทำร้ายทั้งหมด รวมถึงตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เมื่อมองและนึกถึงลูกสาววัย 13 ปี ก็ทำให้ตนยับยั้งชั่งใจ ไม่ก่อเหตุตามที่ตั้งใจไว้ เพราะสงสารลูกสาวที่นอนอยู่ข้าง ๆ ตนทุกคืน
ตนอยากถามว่า ตลอดเวลาตนดีกับเขา ให้เงินเขาใช้ทุกเดือน เลี้ยงดูลูกของชู้มานานถึง 3 ปีครึ่ง โดยที่คิดว่าเป็นลูกของตัวเอง เขาสองคนเคยโทรมาหรือขอโทษตนสักคำไหม แถมยังบล็อกเบอร์ ปิดช่องทางการติดต่อกับตน ตนมาทราบจากคนใกล้ชิดภรรยาว่าเขาสองคนไปจดทะเบียนสมรสกันแล้ว
อยากฝากไปบอกอดีตภรรยาว่า ให้กลับมาทำเรื่องเซ็นเอกสารต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนนามสกุลของลูกแฝดชายหญิงคู่นี้ ซึ่งปัจจุบันเป็นนามสกุลของตน ไปเป็นนามสกุลของสามีคนใหม่เขาเถอะ เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตนถือว่าเป็นเคราะห์กรรมที่ตนชดใช้ให้กับเขาในชาตินี้ และขอให้เป็นชาติสุดท้าย อย่าได้เจอะเจอกันอีกเลยไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ๆ
ด้านนายรณณรงค์ ประธานมูลนิธิ กล่าวว่า กรณีนี้ทั้งสองคนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ตามกฎหมายไม่มีสิทธิ์ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ฝ่ายหญิงจะไปมีใหม่ก็เป็นสิทธิ์ของฝ่ายหญิงที่พึงกระทำได้ แต่ในเรื่องของคดีความ เสี่ยรับเหมาอาจแจ้งดำเนินคดีในข้อหาแจ้งความเท็จ รวมทั้งข้อหาหลอกลวงที่มาบอกว่าลูกแฝดทั้งสองคนเป็นลูกของเขา ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ เรื่องนี้สามารถดำเนินคดีได้ในด้านอาญา แต่อยากให้ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสพูดคุยเจรจาตกลงหาทางออกร่วมกันจะเป็นการดีที่สุด